เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พญ.ชีวนันท์ เลิศพิริยสุวัฒน์ ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงสถานการณ์ของโรคมาลาเรียในประเทศไทย ว่า จากการติดตามพบว่าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 22 กรกฎาคม 2562 มีผู้ป่วยทั้งสิ้น 3,279 ราย ถือว่าสถานการณ์ดีขึ้นกว่าปีก่อนๆ เนื่องจากประเทศไทยมีแผนป้องกันและควบคุมโรคมาอย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลขผู้ป่วยลดลงกว่าปี 2561 ร้อยละ 23 สำหรับพื้นที่ที่ยังพบผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ตามแนวชายเแดน ได้แก่ จ.ตาก จ.ยะลา จ.กาญจนบุรี จ.ศรีสะเกษ และ จ.อุบลราชธานี
พญ.ชีวนันท์ กล่าวว่า ในจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด มีร้อยละ 82 ที่เกิดจากเชื้อไวแวกซ์ ซึ่งเป็นเชื้อมาลาเรียเดิม และผู้ป่วยต้องได้รับยาคลอโลควิน ร่วมกับยาไพมาร์ควิน ส่วนอีกร้อยละ 14 เป็นเชื้อฟัลซิปารัม ซึ่งพบในหลายจังหวัด แต่พบเชื้อดื้อยาในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ และ จ.อุบลราชธานี เนื่องจากเป็นพื้นที่ติดกับประเทศกัมพูชา ที่มีการระบาดของเชื้อดังกล่าว และอีกร้อยละ 4 เกิดจากเชื้ออื่นๆ โดยกลุ่มผู้ป่วยเชื้อฟัลซิปารัมเดิมให้ยาไดไฮโดรอาร์ติมิซินิน-ไปเปอร์ราควิน ร่วมกับยาไพมาร์ควิน แต่ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายและแนวทางการใช้รักษามาลาเรีย ได้มีการประชุมหารือและสรุปให้เปลี่ยนยาตัวใหม่เพื่อรักษาผู้ป่วยเชื้อฟัลซิปารัมที่ดื้อยาในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ และ จ.อุบลราชธานี
“ขณะนี้ได้สั่งการให้เปลี่ยนไปให้ยาอาร์ติซูเนต-ไพโรนาริดีน ร่วมกับยาไพมาร์ควิน รักษาผู้ป่วยมาลาเรียฟัลซิปารัมที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนใน จ.ศรีสะเกษ และ จ.อุบลราชธานี แล้ว ส่วนผู้ป่วยมาลาเรียไวแวกซ์ และผู้ป่วยมาลาเรียฟัลซิปารัมที่ยังไม่ดื้อยายังคงให้ยาตัวเดิมต่อไป เพราะยาดังกล่าวยังสามารถใช้ได้ดีกับผู้ป่วยที่ไม่พบว่าเชื้อดื้อยา” พญ.ชีวนันท์ กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม ในการรักษาผู้ป่วยเชื้อฟัลซิปารัม ยืนยันว่ายาตัวเดิมยังมีประสิทธิภาพ ซึ่งหากให้กับผู้ป่วยจะรักษาได้หายขาดร้อยละ 90 ขึ้นไป แต่สาเหตุที่ต้องเปลี่ยนยาตัวใหม่ให้กับผู้ป่วยเชื้อดื้อยา เพราะต้องการปฏิบัติให้เป็นไปตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ที่ระบุว่ายาต้องรักษาให้หายขาดมากกว่าร้อยละ 90
พญ.ชีวนันท์ กล่าวว่า กรณีที่มีคำเตือนจากวารสารทางการแพทย์ว่า มีการระบาดของเชื้อมาลาเรียดื้อยาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วยนั้น ถือว่าที่พบในประเทศไทยน้อยมาก เพราะมีเพียง 41 ราย หรือร้อยละ 2.5 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,670 กว่ารายจากหลายประเทศ โดยในจำนวนนี้ตรวจพบตัวบ่งชี้ในระดับยีนว่าอาจจะดื้อยาบางส่วนเท่านั้น และในการศึกษาดังกล่าวไม่ได้ระบุว่าจะรักษาไม่หาย หรือการรักษาล้มเหลว ดังนั้น ขอให้ประชาชนมั่นใจ และสบายใจได้ว่า สธ.สามารถจัดการปัญหานี้ได้ เพราะได้มีการเฝ้าระวังติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดและได้มีมาตรการป้องกันมาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมีการประสานความร่วมมือกับนานาชาติในการดูแลเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งล่าสุดทางการกัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่มีปัญหาก็ได้ประสานให้เจ้าหน้าที่ของไทยไปช่วยเพิ่มศักยภาพในการจัดการปัญหานี้เช่นกัน

