‘อนุทิน’ รับมอบ ‘น้ำมันกัญชา’ ล็อตแรก 4,500 ขวด จ่ายผู้ป่วยจำเป็นใน 12 รพ.ศูนย์ทั่ว ปท.

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ สธ. นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการ สธ. นพ.โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม (บอร์ด อภ.) นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชฯ นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นพ.มรุต จิรเศรษฐสิริ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต และ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมแถลงข่าว การส่งมอบสารสกัดน้ำมันกัญชามาตรฐานทางการแพทย์ ล็อตแรก สู่ระบบบริการกัญชาทางการแพทย์ในสถานพยาบาลและโครงการวิจัย

นายอนุทินกล่าวว่า วันนี้ สธ.ได้รับมอบสารสกัดน้ำมันกัญชามาตรฐานทางการแพทย์ ล็อตแรกจากองค์การเภสัชฯ แบบหยดใต้ลิ้น ชนิดทีเอชซี (THC) สูงขนาด 5 มิลลิลิตร (มล.) จำนวน 4,500 ขวด ซึ่งจะทยอยส่งให้กับโรงพยาบาลศูนย์ทุกเขตสุขภาพ เขตละ 1 แห่ง รวม 12 แห่ง และผู้ป่วยในโครงการวิจัย 2 ประเภท ได้แก่ 1.การศึกษาวิจัยและ 2.การรักษากรณีจำเป็นสำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย เพื่อให้ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีมาตรฐานแล้วไม่ได้ผล เข้าถึงการรักษาด้วยสารสกัดน้ำมันกัญชา ได้แก่ ภาวะคลื่นไส้อาเจียนในผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัด โรคลมชักที่รักษายากและที่ดื้อต่อยารักษา ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งในผู้ป่วยปลอกประสาทเสื่อมแข็ง ภาวะปวดประสาทที่รักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล และใช้ในการควบคุมอาการโรคพาร์กินสัน อัลไซเมอร์ โรคปลอกประสาทอักเสบผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย เป็นต้น รวมทั้งการศึกษาวิจัยการรักษาโรคมะเร็ง และจะได้รับเพิ่มอีก 2,000 ขวด เป็นชนิดซีบีดี (CBD) สูงขนาด 10 มล. จำนวน 500 ขวด และชนิดทีเอชซีต่อซีบีดี (THC:CBD 1:1) ขนาด 5 มล. จำนวน 1,500 ขวด รวมเป็นทั้งสิ้น 6,500 ขวด ภายในเดือนสิงหาคมนี้

นายอนุทินกล่าวว่า สำหรับการดำเนินการเร่งด่วนเพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงสารสกัดน้ำกัญชา 1 ล้านขวดภายใน 5-6 เดือนนี้ องค์การเภสัชฯ โรงพยาบาล (รพ.) เจ้าพระยาอภัยภูเบศร และกรมการแพทย์แผนไทยฯ จะทยอยผลิตสารสกัดกัญชาสำหรับใช้บรรเทา และรักษาทางแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนไทยออกมาอย่างต่อเนื่อง 200,000 ขวดต่อเดือน ตั้งแต่เดือนกันยายนนี้เป็นต้นไป โดยสารสกัดน้ำมันกัญชามาตรฐานทางการแพทย์ ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์และเภสัชกรที่ผ่านการอบรม และสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาตแล้วเท่านั้น

ด้าน นพ.สุขุมกล่าวว่า สธ.ได้จัดทำแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพสาขาการใช้กัญชาทางการแพทย์เตรียมระบบบริการ ทั้งการแพทย์แผนปัจจุบันและการแพทย์แผนไทยโดยจัดตั้งคลินิกผสมผสานแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนไทย เริ่มดำเนินการในโรงพยาบาล 19 แห่ง ให้บริการโดยบุคลากรทางการแพทย์ที่ผ่านการอบรมและขึ้นทะเบียนแล้ว สามารถสั่งจ่ายสารสกัดน้ำมันกัญชาทางการแพทย์แก่ผู้ปวยตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ดูแล ให้คำปรึกษาหลังการใช้ ติดตามผลลัพธ์ ผลกระทบข้างเคียงทั้งทางกายจิต และการใช้สารเสพติดผิดวิธี จัดหาสารสกัดจากกัญชาทางการแพทย์ที่มีคุณภาพให้เพียงพอ ตรวจพิสูจน์ผลิตภัณฑ์สารสกัดจากกัญชาทางการแพทย์ เพื่อควบคุมคุณภาพและทราบปริมาณสาร ให้ความรู้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) บุคลากรสาธารณสุข เพื่อประชาสัมพันธข้อมูลที่ถูกต้อง สร้างความเข้าใจแก่ประชาชน

นพ.สุขุมกล่าวว่า สำหรับน้ำมันกัญชาชนิดทีเอชซีสูงที่ได้รับ จำนวน 3,900 ขวด จะกระจายไปให้โรงพยาบาลศูนย์ 12 แห่ง เขตสุขภาพละ 1 แห่ง ได้แก่ รพ.ลำปาง รพ.พุทธชินราช จ.พิษณุโลก รพ.สวรรค์ประชารักษ์ จ.นครสวรรค์ รพ.สระบุรี รพ.ราชบุรี รพ.ระยอง รพ.ขอนแก่น รพ.อุดรธานี รพ.บุรีรัมย์ รพ.สรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี รพ.สุราษฎร์ธานี รพ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และในเดือนกันยายนนี้ จะได้เริ่มกระจายน้ำมันกัญชาสูตรตำรับแพทย์แผนไทยผ่านสถานพยาบาลที่ให้บริการด้านการแพทย์แผนไทย 7 แห่งครอบคลุมทุกภาค ได้แก่ ภาคเหนือ รพ.เด่นชัย จ.แพร่ รพ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี ภาคกลาง รพ.ดอนตูม จ.นครปฐม และ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รพ.พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร จ.สกลนคร และ รพ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ ภาคใต้ รพ.ท่าฉาง จ.สุราษฏร์ธานี

นพ.สมศักดิ์กล่าว่า สารสกัดน้ำมันกัญชาล็อตแรกจำนวน 600 ขวด ที่กรมการแพทย์ได้รับเป็นชนิดทีเอชซีสูง จะนำไปใช้ในการศึกษาวิจัยเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง 100 ขวด เพื่อศึกษาฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวและเพิ่มจำนวนเซลล์มะเร็ง 10 ชนิด ได้แก่ มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งท่อทางเดินน้ำดี มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งไส้ตรง มะเร็งปากมดลูก มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งรังไข่ มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งตับอ่อน อีก 500 ขวด จะนำไปศึกษาวิจัยในสัตว์ทดลอง เพื่อศึกษาประสิทธิผลและความปลอดภัยของสารสกัดกัญชาในหนูทดลอง รวมถึงทดสอบความเป็นพิษในสัตว์ทดลอง สำหรับน้ำมันกัญชาชนิดที่มีอัตราส่วนทีเอชซีต่อซีบีดี 1 : 1 และซีบีดีสูงที่จะได้รับนั้น จะมอบให้แก่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ เพื่อใช้ในการศึกษาวิจัย และการศึกษาวิจัยคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้แล้ว บางส่วนจะนำไปใช้กับผู้ป่วยโรคลมชัก โดยเป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันประสาทวิทยา สมาคมกุมารประสาทวิทยา (ประเทศไทย) และองค์การเภสัชฯ

“นอกจากนี้ กรมการแพทย์ได้จัดตั้งคลินิกให้คำปรึกษาการใช้กัญชาทางการแพทย์ในโรงพยาบาล /สถาบันเฉพาะทางในสังกัดกรมการแพทย์แล้ว อาทิ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี รพ.นพรัตนราชธานี รพ.มะเร็งชลบุรี สถาบันทันตกรรม เป็นต้น และจะครบ 32 แห่ง กลางเดือนสิงหาคมนี้ ประชาชนปรึกษาเกี่ยวกับการเฝ้าระวังพิษจากกัญชาได้ที่สายด่วน 1165 ตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งอยู่ระหว่างการจัดแอพพลิเคชันไลน์ ให้คำปรึกษาระหว่างสถานบริการสุขภาพและการส่งต่อผู้ป่วยเมื่อเกิดอาการทางจิตจากกัญชา” นพ.สมศักดิ์กล่าว

นพ.โอภาสกล่าวว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องความปลอดภัยและคุณภาพมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ ยา และน้ำมันกัญชาต่างๆ ขณะนี้ได้พัฒนาวิธีการทดสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ เช่น สารเคมีปนเปื้อน โลหะหนัก รวมถึงคุณภาพมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ว่ามีสารสำคัญ (ทีเอชซีและซีบีดี) ตรงตามกำหนดหรือไม่ และจัดทำมาตรฐานทางยาของสมุนไพรกัญชา อีกทั้งยังจัดตั้ง “ศูนย์ประสานงานห้องปฏิบัติการกัญชาทางการแพทย์” เพื่อพัฒนาระบบการตรวจทางห้องปฏิบัติการเกี่ยวกับกัญชา และเครือข่ายห้องปฏิบัติการของหน่วยงานต่างๆ ให้มีมาตรฐานการตรวจที่ได้รับการยอมรับให้เกิดความปลอดภัยและประสิทธิภาพที่ดีในการใช้ของประชาชน

ขณะที่ นพ.ธเรศกล่าวว่า อย.ได้ร่วมกับสถาบันรหัสสากล (GS1 Thailand) เปิดตัวแอพพ์ Smartbar Application ซึ่งเริ่มแล้วตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้บริการประชาชนในการตรวจสอบข้อมูลทั่วไปของผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ที่ถูกกฎหมายที่มีจำหน่ายในประเทศไทยผ่านสมาร์ทโฟน ด้วยระบบแอนดรอยด์ ส่วนระบบไอโอเอสจะใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคมนี้ โดยสแกนบาร์โค้ด 2 มิติ (GS1 DataMatrix) บนผลิตภัณฑ์กัญชา ด้วยตนเองได้ทุกที่ ทุกเวลา เพื่อตรวจสอบข้อมูลพื้นฐานที่ผู้ผลิตแจ้งไว้กับ อย. ได้แก่ ชื่อผลิตภัณฑ์ ความแรง รูปแบบผลิตภัณฑ์ ขนาดบรรจุ ข้อมูลผู้ผลิต เป็นต้น ซึ่งเลขบาร์โค้ดจะพร้อมรองรับการติดตาม และสอบย้อนกลับผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ได้ในระดับรายชิ้นแบบเรียลไทม์ ในอนาคตจะสามารถติดตามตรวจสอบความเคลื่อนไหว การนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว

“อย.ยังมีระบบเฝ้าระวังความปลอดภัยจากการใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาครอบคลุมผลิตภัณฑ์กัญชา ทั้งกรณีการแพทย์แผนปัจจุบัน และตำรับยาแผนไทยที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ กรณีการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน รวมทั้งกัญชาที่ไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย (กัญชาใต้ดิน) ประชาชนที่ประสบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากการใช้กัญชา สามารถรายงานผ่านระบบออนไลน์ ศูนย์เฝ้าระวังความปลอดภัยด้านผลิตภัณฑ์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา  http://thaihpvc.fda.moph.go.th/ หรือ http://www.fda.moph.go.th” นพ.ธเรศกล่าว

ด้าน นพ.โสภณกล่าวว่า องค์การเภสัชฯ ได้ปลูกและผลิตสารสกัดกัญชา เป็นเกรดมาตรฐานทางการแพทย์ หรือเมดิคัล เกรด โดยคำนึงถึงความปลอดภัยมีสารสกัดที่มีสารออกฤทธิ์ของยาใกล้เคียงกันหมด และต้องมีประสิทธิภาพ มีการควบคุมมาตรฐานการปลูกให้ปลอดเชื้อรา มีการควบคุมแสงและควบคุมอุณหภูมิ เพื่อให้ได้มาตรฐานการผลิตเป็นยา มีปริมาณและสัดส่วนของสารสำคัญที่ใช้ในการออกฤทธิ์ คือ ทีเอชซีและซีบีดี เป็นไปตามสัดส่วนความต้องการใช้ของแพทย์ในแต่ละโรคที่จะทำการศึกษาวิจัยและใช้รักษาโรค ปราศจากการปนเปื้อน โลหะหนักและยาปราบศัตรูพืช สำหรับการสกัดในล็อตที่ 2 จากการปลูกในรอบที่ 1 นั้น คาดว่าจะได้สารสกัดน้ำมันกัญชาเพิ่มอีกประมาณ 3,500 ขวด ในเดือนกันยายนนี้ รวมประมาณ 10,000 ขวด

นพ.โสภณกล่าวว่า ส่วนการดำเนินการในระยะเร่งด่วนตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการ สธ.นั้น องค์การเภสัชญจะทำการปลูกในรอบที่ 2 ซึ่งจะได้สารสกัดน้ำมันกัญชาประมาณ 10,000 ขวด ทุก 5 เดือน จากนั้นจะได้อีกเดือนละ 30,000 ขวด จากแหล่งวัตถุดิบกัญชาขององค์การเภสัชฯ เอง และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ที่จะทยอยส่งมอบตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2563 รวมทั้งจะมีปริมาณวัตถุดิบดอกกัญชาแห้งเพิ่มมากขึ้นจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จ.สกลนคร สำหรับโครงการระยะที่ 2 เป็นการปรับปรุงอาคารเพื่อขยายพื้นที่ปลูกทั้งแบบอินดอร์ และกรีนเฮาส์ ซึ่งจะสามารถเพิ่มผลผลิตเป็น 150,000 – 200,000 ขวด คาดว่าจะสามารถปลูกได้ในต้นปี 2563 อีกทั้งจะดำเนินการปรับปรุงสายพันธุ์ไทยให้ได้สารสำคัญทั้งชนิดและปริมาณที่เหมาะสม และปลูกในสภาพอากาศของประเทศไทยได้ ส่วนโครงการระยะที่ 3 เป็นการขยายพื้นที่การปลูกและการผลิตสารสกัดกัญชาสู่ระดับอุตสาหกรรมในพื้นที่ขององค์การเภสัชฯ อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี ซึ่งจะมีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ รวมถึงการขยายเครือข่าย โดยสร้างความร่วมมือกับวิสาหกิจชุมชน องค์กร หน่วยงานอื่นๆ เพิ่มมากขึ้นต่อไป

นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า กรมสุขภาพจิตได้จัดทำแบบประเมินความเสี่ยงและแนวทางปฏิบัติให้คำปรึกษาแบบสั้น สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ จัดหลักสูตรฝึกอบรมการให้คำปรึกษาแบบสั้นแก่ผู้ป่วยที่ได้รับผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์แล้วเกิดปัญหาจากการใช้ เพื่อให้การใช้กัญชาปลอดภัยและไม่ป่วยจิต และศึกษาวิจัยผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการฯ กรมสุขภาพจิต คือ โรควิตกกังวล ภาวะอารมณ์พฤติกรรมวุ่นวายจากสมองเสื่อม การนอนหลับจากน้ำมันตำรับศุขไสยาศน์ และเตรียมดำเนินการปลูกและสกัด ทำเอ็มโอยูร่วมกับมหาวิทยาลัยที่ดำเนินการ หลักสูตรการใช้สารสกัดกัญชาทางการแพทย์ สำหรับแพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัชกร จัดทำระบบเฝ้าระวังผลข้างเคียงและแทรกซ้อนจากปัญหาการใช้กัญชา และให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ประชาชนผ่านระบบสารสนเทศและสื่อต่างๆ

 

บทความก่อนหน้านี้‘หนุ่ม’ กรรชัย นำเช็คกว่า 8 แสนบ.ที่เหลือ วางหลักทรัพย์ชดใช้เหยื่อ ‘แพรวา’
บทความถัดไปมอบเสื้อกันฝน