1 ก.ย.ก้าวแรก ตำรับยา “กัญชา” ไทย หลังติดล็อกกว่า 40 ปี

1 ก.ย.ก้าวแรก
ตำรับยากัญชาžไทย
หลังติดล็อกกว่า 40 ปี

การขับเคลื่อนนโยบายกัญชาทางการแพทย์ ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ที่ให้เร่งศึกษาวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีการใช้กัญชา กัญชง และพืชสมุนไพรในทางการแพทย์ ปัจจุบันใกล้ความจริงแล้ว นอกจากการแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งก่อนหน้านี้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้รับมอบสารสกัดกัญชาทางการแพทย์ จากองค์การเภสัชกรรม (อภ.) และเตรียมพร้อมให้บริการกัญชาทางการแพทย์แก่ผู้ป่วยในวันที่ 19 สิงหาคมนี้

ทั้งนี้ ภายหลังกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก ได้พิจารณาจัดกลุ่มตำรับยา 16 ตำรับ ซึ่งมีกัญชาเป็นส่วนผสมที่มีสูตรและสรรพคุณในการแพทย์แผนไทยชัดเจน ขณะนี้ โรงพยาบาล (รพ.) พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ได้เริ่มปรุงยาตำรับไทย 5 ตำรับแรก ได้แก่ ยาศุขไสยาศน์ ยาทัพพยาธิคุณ ยาทำลายพระสุเมรุ และยาไฟอาวุธ

เหตุที่ปรุงยาได้เพียง 5 ตำรับ เพราะติดปัญหาในเรื่องวัตถุดิบของกลางกัญชาแห้งที่มีจำนวนไม่เพียงพอ เนื่องจากของกลางที่ได้รับมอบจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ล็อตแรกปนเปื้อนโลหะหนัก รวมถึงมหาวิทยาลัยที่อยู่ในความร่วมมืออยู่ระหว่างรอผลผลิตจากการปลูกโดยตำรับยาศุขไสยาศน์ จะเป็นยาตำรับแรกที่จะเริ่มจ่ายผู้ป่วยในวันที่ 1 กันยายนนี้ จำนวน 3,000 ซอง ซองละ 2 กรัม (ก.) ผ่านโรงพยาบาล 12 แห่ง ครอบคลุมเขตสุขภาพละ 1 แห่ง ได้แก่ รพ.เด่นชัย จ.แพร่ รพ.บางกระทุ้ง จ.พิษณุโลก รพ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี รพ.เสาไห้ เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.สระบุรี รพ.ดอนตูม จ.นครปฐม รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี รพ.พล จ.ขอนแก่น รพ.อาจารย์ฝั้น อาจาโร จ.สกลนคร รพ.พนา จ.อำนาจเจริญ รพ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี และ รพ.ป่าบอน จ.พัทลุง

ขณะเดียวกัน การปรุงยาสูตรตำรับหมอพื้นบ้านเฉพาะราย ซึ่งสูตรตำรับน้ำมันกัญชาของนายเดชา ศิริภัทร หรืออาจารย์เดชา ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษแล้ว ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ป่วยในความดูแลของ อ.เดชา ราว 40,000 คน และกำลังรอยาน้ำกัญชารักษาอาการ ดังนั้น กรมการแพทย์แผนไทยฯ จึงมีความจำเป็นต้องขอของกลาง 1 ตัน หรือ 1,000 กิโลกรัม (กก.) มายังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ซึ่งเป็นข่าวดีว่า ล่าสุด เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ป.ป.ส.ได้ส่งมอบกัญชาแห้งของกลางให้กรมการแพทย์แผนไทยฯ ตามจำนวนที่ร้องขอ

นพ.มรุต จิรเศรษฐสิริ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทย กล่าวว่า ของกลาง 1,000 กก.นี้ จะนำไปใช้ผลิตยาน้ำมันกัญชาสูตร อ.เดชาทั้งหมด โดยกองพัฒนายาแผนไทยและสมุนไพรจะเป็นผู้ผลิต ด้วยวิธี Supercritical Fluid ตามสูตรของ อ.เดชา หรือสูตรใกล้เคียงกับตำรับ ซึ่งเป็นสูตรผสมน้ำมันมะพร้าว และมีสัดส่วนน้ำมันกัญชา 3% โดยเบื้องต้นสามารถผลิตได้ 660,000 ขวด เฉลี่ยเดือนละกว่า 100,000 ขวด ขนาด 5 ซีซี และจะนำร่องกระจายไปยังโรงพยาบาลทั้ง 12 แห่ง พร้อมกับตำรับยาสูตรศุขไสยาศน์ในวันที่ 1 กันยายนนี้ โดยการจ่ายยาจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ได้รับอนุญาตให้สั่งใช้กัญชาทางการแพทย์แผนไทยที่ผ่านการอบรมแล้ว ทั้งแพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ ควบคู่กับแพทย์แผนปัจจุบันราว 4,000 คนทั่วประเทศ

”น้ำมันกัญชามีเงื่อนไขในการรักษา โดยต้องนำไปใช้ผ่านช่องทางพิเศษ หรือสเปเชียล
แอสเซส สกรีม (SAS) เพราะเป็นยาที่ถูกขึ้นทะเบียนเป็น Unapproved Drug จะต้องมีการติดตามประสิทธิผล และประสิทธิภาพในการรักษาอย่างใกล้ชิด เพื่อนำข้อมูลมาศึกษาวิจัย โดยเงื่อนไขสำคัญในการรักษา ผู้เข้ารับการรักษาจะต้องเปิดเผยข้อมูลผู้ป่วย เพื่อให้นำข้อมูลมาใช้ศึกษาวิจัยต่อไปŽ นพ.มรุตกล่าว และว่า สำหรับข้อบ่งใช้ของน้ำมันสูตรศุขไสยาศน์ เป็นตำรับยาที่ช่วยให้นอนหลับและเจริญอาหาร ให้กินอาหารได้มากขึ้น โดยผู้ที่จะได้รับยาจะต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้สั่งใช้ “

นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยฯ กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับมอบรายชื่อผู้ป่วยของ อ.เดชา มาแล้ว 2.9 หมื่นราย เมื่อได้ครบก็จะนำมาดูว่าอยู่ในพื้นที่ไหน อย่างไร เพื่อให้ไปรับบริการใกล้ที่สุดจาก 12 โรงพยาบาล และอนาคตเมื่อขยายบริการจนครบทุกจังหวัดได้ ก็จะให้ไปรักษาในจังหวัดของตนเองได้เลย ส่วนที่ต้องให้รักษาทั้ง 39 โรคเดิมตามที่ อ.เดชาเคยรักษานั้น ส่วนใหญ่เป็นโรคเรื้อรัง โรคมะเร็ง ก็จะนำมาแยกว่า โรคไหนเข้ากับแพทย์แผนไทย จะให้แพทย์แผนไทยเป็นผู้วินิจฉัย สั่งใช้ และติดตามอาการ ส่วนโรคไหนที่ไม่เข้ากับแพทย์แผนไทย จะมีแพทย์แผนปัจจุบันดูแล ให้คำแนะนำ และติดตามอาการ ซึ่งมีการประสานร่วมกับราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย ส่งแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวมาช่วยติดตาม

ด้าน นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า ป.ป.ส.พร้อมสนับสนุนของกลางกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ โดยเป็นไปตามนโยบายของ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ให้ความสำคัญกับการนำกัญชาไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และการวิจัย เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการรักษาโรค เป็นประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน ในครั้งนี้มี 2 หน่วยงาน ที่ได้รับการพิจารณาอนุมัติ ได้แก่ 1.กองพัฒนายาแผนไทยและสมุนไพร กรมการแพทย์แผนไทยฯ ขอรับสนับสนุนของกลางกัญชา จำนวน 1,000 กก. เพื่อใช้ผลิตน้ำมันกัญชาจากตำรับยาหมอพื้นบ้าน ขนาด 5 ซีซี จำนวน 660,000 ขวด ให้มีปริมาณน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการของผู้ป่วย

และ 2.สำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ขอรับสนับสนุนของกลางกัญชา จำนวน 5 กก. เพื่อใช้ในการศึกษาวิจัยและพัฒนากัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ และเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้สามารถใช้กัญชาทางการแพทย์ได้อย่างมีคุณภาพและปลอดภัย

นายนิยม กล่าวว่า ป.ป.ส.ได้สนับสนุนของกลางกัญชาก่อนหน้านี้ให้กับ 3 หน่วยงาน คือ รพ.พระอาจารย์ฝั้นอาจาโร รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร และคณะทันตแพทย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้นำกัญชาของกลางไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่ยื่นขอแล้ว และในครั้งนี้มีอีก 2 หน่วยงานดังกล่าว รวมเป็น 5 หน่วยงาน รวมกัญชาของกลางจำนวนทั้งสิ้น 1,684 กก.

นอกจากนี้ ยังมีอีก 10 หน่วยงาน ที่รอการพิจารณาขอรับสนับสนุน ของกลางกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และการวิจัย โดยการดำเนินการขอใช้ประโยชน์จากของกลางกัญชานั้น สามารถทำได้ตามเหตุผลและวัตถุประสงค์ที่หน่วยงานยื่นขอรับ ซึ่งต้องเป็นไปตามกฎหมาย และระเบียบที่กำหนดไว้

ตอนนี้มีของกลางกัญชาที่ผ่านการคัดกรองตรวจสอบ และพร้อมส่งมอบให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ทางการแพทย์ จำนวน 10 ตัน และล็อตใหม่ที่จับกุมได้ ประมาณ 3-4 ตัน ขณะนี้รอการตรวจสอบเบื้องต้น ส่วนของกลางครั้งนี้ยืนยันว่า ไม่ใช่เป็นของกลางที่มีการตรวจยึดจากมูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรีŽ นายนิยม กล่าว

วันที่ 1 กันยายนนี้ จะเป็นก้าวแรกของตำรับยาแพทย์แผนไทยที่มีกัญชาปรุงผสมที่ส่งถึงมือผู้ป่วยอย่างถูกกฎหมายเป็นครั้งแรก หลังติดล็อกกฎหมายยาเสพติดมากว่า 40 ปี

บทความก่อนหน้านี้สลดพะยูนมาเรียม เจอขยะพลาสติกทางเดินอาหาร ลุกลามไปจนช็อก!
บทความถัดไป‘ผู้นำคิม’ พอใจ ผลทดสอบอาวุธใหม่โสมแดง