‘ผลึกโปรตีน’ จากอวกาศกลับถึงโลกแล้ว จุดประกายความหวัง ‘ยาต้านมาลาเรีย’ ไม่ดื้อยา

(31 May 2012) --- First picture from the Pacific showing the SpaceX Drgon following its splashdown. Photo credit: Michael Altenhofen/SpaceX

เมื่อวันที่ 9 กันยายน สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือจิสด้า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ส่งโปรตีนขึ้นไปทดลองตกผลึกบนสถานีอวกาศนานาชาติ ISS เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2562 เพื่อต้องการผลึกโปรตีนที่มีรูปแบบและโครงสร้างที่ชัดเจนกว่าการตกผลึกบนโลก เพื่อนำผลึกโปรตีนอวกาศดังกล่าวที่ได้มาพัฒนาสร้างยาต้านมาลาเรียให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป โดยการทดลองนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่าง จิสด้า กับศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ หรือไบโอเทค จาก สวทช. และองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ Jaxa ขณะนี้ผลึกโปรตีนดังกล่าวได้กลับสู่โลกเรียบร้อยแล้ว

นายอัมรินทร์ พิมพ์หนู หัวหน้าโครงการวิจัยวิทยาศาสตร์อวกาศและการทดลองในอวกาศ หรือ National Space Exploration (NSE) ของจิสด้า เปิดเผยว่า SpaceX Dragon แคปซูล ที่บรรจุโปรตีนในการทดลองอวกาศได้ดีดตัวออกจากสถานีอวกาศนานาชาติ หรือ ISS และกลับสู่พื้นโลก เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา รวมระยะเวลาอยู่ในอวกาศเพื่อทำการทดลองนานกว่า 30 วัน

“วิธีการส่งกลับมาเป็นลักษณะที่สถานีอวกาศนานาชาติทำการปลดล็อก Dragon แคปซูลออกมา ซึ่งผลึกโปรตีนมีลักษณะเหมือนถ้วย และข้างในมีสิ่งที่ใช้ในการทดลองบรรจุอยู่ โดยถ้วยดังกล่าวจะค่อยๆ เคลื่อนที่ปรับวงโคจรต่ำลงเรื่อยๆ จนเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกและผ่านการเสียดสี พร้อมถูกเผาไหม้เรียบร้อย ก่อนจะกางร่มและค่อยๆ ร่อนลงมาตกในทะเล ซึ่งมีการควบคุมวงโคจร คำนวณตำแหน่ง ความเร็วและการเสียดสีกับชั้นบรรยากาศโลก การเผาไหม้ต่างๆ จนความเร็วชะลอลง กระบวนการทั้งหมดมีการคำนวณไว้อย่างแม่นยำเนื่องจากเราทราบระยะเวลาที่ปล่อยจากสถานีอวกาศนานาชาติ ตำแหน่ง มวลขนาด และวัสดุที่ใช้ ตลอดจนความสูงที่ปล่อย ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญทำให้เรารู้ได้ว่าแคปซูลจะตกบริเวณพื้นที่ลองบีช ทางชายฝั่งทะเลแคลิฟอร์เนียตอนใต้ ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งห่างจากชายฝั่งประมาณ 300 ไมล์” นายอัมรินทร์กล่าว

หัวหน้าโครงการวิจัยวิทยาศาสตร์อวกาศและการทดลองในอวกาศ กล่าวว่า หลังจากที่แคปซูลดังกล่าวตก นาซ่าได้นำเรือออกไปเก็บลากเพื่อนำกลับไปที่ศูนย์อวกาศเคนเนดี้ และได้ส่งต่อไปที่องค์การอวกาศแห่งชาติญี่ปุ่น หรือ JAXA โดย JAXA ได้นำไปเก็บไว้ในตู้เพาะเชื้อสำหรับเก็บสารละลายในอุณหภูมิจำเพาะ เพื่อเตรียมที่จะเอาไปฉายแสงกับเครื่องซิงโครตรอนพลังงานสูง ซึ่งจะทำให้เห็นโครงสร้างของผลึกโปรตีนได้อย่างชัดเจน เครื่องดังกล่าวนี้อยู่ที่เมืองเฮียวโงะ ประเทศญี่ปุ่น โดยทาง JAXA ได้อำนวยความสะดวกในการฉายแสงรังสีเอ็กซ์ทุกอย่างให้กับทางจิสด้าโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ เพราะหวังจะให้การตกผลึกโปรตีนในอวกาศครั้งนี้ประสบความสำเร็จมากที่สุด เพื่อเป็นการช่วยเหลือมวลมนุษยชาติ และขณะนี้เครื่องซินโครตรอนพลังงานสูง อยู่ในช่วงของการเตรียมความพร้อมเพื่อที่จะดำเนินการฉายแสงให้ได้ภายในเดือนตุลาคมนี้ โดยมีขั้นตอนการเตรียมการหลังจากออกจากห้องเพาะเชื้อก่อนเข้าเครื่องฉายแสงประมาณ 8 ชั่วโมง (ชม.) ช่วงยิงแสงจริงประมาณ 5-6 นาที ก็จะเห็นโครงสร้างทั้งหมดของโปรตีนที่จะมีความแตกต่างทั้งหมดมากกว่าบนโลก และทำให้เราสามารถพัฒนาตัวยาต้านมาลาเรียที่ดีได้ ส่วนผลการวิจัยจะออกมาอย่างไรนั้น จิสด้าจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งในช่วงเดือนตุลาคมนี้

นายอัมรินทร์กล่าวต่อไปว่า โครงการนี้ไม่ได้มุ่งเพียงแค่งานวิจัยในอวกาศอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องการที่จะยกระดับนักวิจัยไทยให้มีความสนใจในอวกาศและมีความสามารถเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะเยาวชนที่มีความสนใจในการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์อวกาศ ให้รู้สึกว่าอวกาศเป็นเรื่องใกล้ตัว

“งานวิจัยในอวกาศครั้งนี้ใช้งบประมาณไม่มาก แต่เราจะได้ประโยชน์ที่สามารถช่วยชีวิตคนทั้งโลกจากมาลาเรียได้เป็นแสนคน ซึ่งถ้าเทียบกับมูลค่าคือ หลักพันล้านบาท สำหรับผู้ที่สนใจในด้านนี้ต้องคำนึงถึงงานวิจัยที่มีประโยชน์กับภาพกว้าง รวมถึงที่มีประโยชน์ต่อประชาชน ที่เป็นการศึกษาเพื่อต่อยอด สามารถสร้างเป็นนวัตกรรม หรือทำเป็นผลิตภัณฑ์ที่จะนำมาใช้ประโยช์ได้และคุ้มค่ากับงบประมาณที่ใช้ไปในการส่งงานวิจัยไปอวกาศด้วย” นายอัมรินทร์กล่าว

บทความก่อนหน้านี้‘กิ๊ฟ-วิว’ หวังรักษามาตรฐานพร้อมชนมือท็อปโลก ลุยต่อศึกตบขนไก่ ไชน่า โอเพ่น 2019
บทความถัดไป‘เทวัญ’ สั่ง ‘สำนักพุทธฯ’ เร่งช่วยเหลือวัดถูกน้ำท่วม 178 แห่ง หลังพระต้องลุยน้ำบิณฑบาต