“เครือข่ายลดอุบัติเหตุ” ค้านนโยบายเปิดผับตี 4 ซัดแรง ขอเรียกรบ.ชุดนี้ว่า “รัฐบาลน้ำเมา”

เมื่อวันที่ 11 กันยายน นายพรหมมินทร์ กัณธิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) กล่าวถึงกรณีที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยังคงเดินหน้านโยบายขยายระยะเวลาเปิดสถานบันเทิงในจังหวัดหัวเมืองถึงตี 4 พร้อมยังชูนโยบายดังกล่าวเป็นโอกาสในการจับกลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มมิลเลนเนียล หรือวัยรุ่นที่กำลังเติบโต จากทั่วโลกที่ต้องการการสังสรรค์สนุกสนาน และเชื่อว่าการขยายระยะเวลาเปิดสถานบันเทิง จะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ทางด้านการท่องเที่ยว ไม่ได้ทำให้ไทยถูกมองเป็นจุดหมายปลายทางด้านเซ็กซ์ตามที่มีนักวิชาการการได้ออกมาแสดงความคิดเห็นคัดค้าน และจะเดินหน้านโยบายต่อไปแต่ขอศึกษารายละเอียดผลกระทบที่จะเกิด ซึ่งจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ทันภายในปีนี้ตามที่เป็นข่าวไปแล้วนั้น

นายพรหมินทร์ กล่าวว่า ตนเองรู้สึกตกใจกับแนวคิดดังกล่าว เพราะการพัฒนาประะเทศ หรือการส่งเสริมการท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องพึ่งน้ำเมา ประเทศไทยมีธรรมชาติ วัฒนธรรม ประเพณีหลากหลายที่น่าสนใจ สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เข้ามาท่องเที่ยวได้มากกว่า การออกนโยบายขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงถึงตี 4 เพื่อมุ่งสร้างรายได้เข้าประเทศโดยนำเรื่องน้ำเมาและความบันเทิงมาเป็นเครื่องมือ ซึ่งนโยบายนี้ต้องวิเคราะห์และศึกษารายละเอียดให้รอบครอบ เช่น พร้อมแค่ไหนที่จะรับมือกับคนเมา เพราะทุกวันนี้ประเทศไทยมีปัญหาสังคมมากมายอยู่แล้ว จากเดิมปิดตี 2 ก็ไม่สามารถควบคุมคนเมาและเวลาปิดได้จริง ขณะเดียวกันอุบัติเหตุทางถนนหลังตี 2 พบเป็นปราฎการณ์ที่น่ากลัว รุนแรงมากขึ้นเกือบ 100 % มาจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกฮฮอล์ กลุ่มเสี่ยงมีมากขึ้น เช่น พ่อค้าแม่ค้าที่ต้องไปจ่ายตลาด เด็กนักเรียนที่กำลังจะไปโรงเรียน โดยจากการตรวจสอบอุบัติเหตุทางถนนพบว่า คนที่ประสบเหตุคือคนที่กำลังดิ้นรนทำมาหากิน พยายายามทำงานเพื่อให้ครอบครัวดีขึ้น ให้เศรษฐกิจของชาติหมุนเวียน แต่อีกฝ่ายเพียงแค่ต้องการความสนุกสนาน สังสรรค์ เพลิดเพลินใจ และทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อน บาดเจ็บ เสียชีวิตจากการเมาของตนเอง

“ผมไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว เพราะการขยายเวลาเป็นตี4 คือการเปิดตลอด 24 ชั่วโมง และหากเป็นเช่นนั้นจริงเชื่อ ว่าคุมคนเมาไม่อยู่แน่นอน อยากบอกว่าสิ่งที่พูดนี้ไม่ได้เกินความเป็นจริง ตลอดระยะเวลาการทำงานมา 20 กว่าปี ได้รู้ ได้เห็น ปรากฎการณ์ที่เกิดจากคนเมา ซึ่งจะหาความรับผิดขอบจากคนเหล่านี้เป็นเรื่องที่ยากมาก เข้าใจว่าอยากสร้างรายได้จากชาวต่างชาติ เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก แต่สุดท้ายแล้วหากเกิดเหตุการณ์อะไรที่ไม่คาดคิดขึ้น ใครที่มาดูแลคนต่างชาติเหล่านั้น ถ้าไม่ใช่คนไทย บอกได้เลยว่า ทำแล้วได้ไม่คุ้มเสีย ปล่อยให้เมาแล้วเอาอยู่จริงหรือ? รายได้เข้าประเทศไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง ความสุข ความปลอดภัยของประชาชนต่างหากที่ควรคำนึงถึงมากกว่า” นายพรหมินทร์ กล่าว

นายพรหมินทร์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่จะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ทันในสิ้นปีนั้น คิดว่าหากผ่านเข้าไปได้จริง จะก็ขอเรียกรัฐบาลชุดนี้ว่า “รัฐบาลน้ำเมา” เพราะเรื่องแบบนี้ไม่ควรเกิดในประเทศไทย ในขณะที่ลูกหลาน เยาวชน กำลังประสบปัญหา วิเคราะห์ผลกระทบที่จะตามมาหากผ่านจริง คือ 1. กลุ่มผู้รับผลประโยชน์สูงสุด คือ ผู้ประกอบการน้ำเมา รองลงมาคือ ร้านค้า ผับ บาร์ สถานบันเทิง 2.กลุ่มคนดื่ม คนต่างชาติที่คิดว่าคงมีระดับหนึ่งแต่ไม่ทั้งหมด และกลุ่มคนไทยที่หลงและชอบเที่ยวเข้าไปรวมกับกลุ่มนี้ 3. เกิดปัญหาสังคม ปัญหาครอบครัว หย่าร้าง ทะเลาะ รวมไปถึงเศรษฐกิจในครอบครัวก็จะยิ่งรุนแรงขึ้น 4.กลุ่มนายจ้าง ที่ลูกจ้างไปเที่ยวและมาทำงานแบบไม่เต็มประสิทธิภาพ ร่างกายไม่พร้อมทำงาน ส่งผลกระทบต่องาน ทำให้งานเสียหาย อาจทำให้นายจ้างเลิกจ้างคนเหล่านี้ได้ ส่งผลต่อการตกงานตามมา 5. ปัญหาอุบัติเหตุทางถนน ที่มาจากเมา เร็ว จะรุนแรงมากขึ้น เปรียบเสมือนมีเทศกาลน้ำเมาทั้งปี

บทความก่อนหน้านี้อย่างฮา! “บก.ลายจุด” ปลื้มหลังถูกลูกทีมอนาคตใหม่ขอสนับสนุนค่าน้ำมันช่วยท่วม เผยรู้สึกป๋าเหนือธนาธรก็ตอนนี้แหล่ะ
บทความถัดไปอนุสาวรีย์ ‘ซลาตัน’ เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการ 8 ตุลาคม