สภาวิศวกรจี้ มท.เร่ง “กฎกระทรวง” คุมมาตรฐานออกแบบอาคารรับแผ่นดินไหว

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน สภาวิศวกร แถลงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมรับมือเหตุแผ่นดินไหวในพื้นที่ต่างๆของประเทศไทย ทั้งนี้ รศ.เอนก ศิริพานิชกร รองประธานอนุกรรมการประสานงานด้านภัยพิบัติ สภาวิศวกร กล่าวว่า จากเหตุแผ่นดินไหวอย่างต่อเนื่องในคืนวันที่ 20 พฤศจิกายน ถึงช่วงเช้าวันที่ 21 พฤศจิกายน ในระดับความรุนแรงต่ำสุดที่ 2.9 และสูงสุดที่ 6.4 นั้น ทำให้ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ตั้งแต่บริเวณภาคเหนือ ลงมายังบริเวณกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยผู้ที่พักอาศัยหรืออยู่บนตึกสูง สามารถรับรู้ถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน เหตุเพราะดินในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นดินอ่อนและเป็นแอ่งกะทะ แต่อย่างไรก็ตาม ประชาชนในพื้นที่ไม่ต้องกังวลใจ เพราะการก่อสร้างในแต่ละอาคาร จะมีวิศวกรทำหน้าที่ตรวจสอบความปลอดภัย

รศ.เอนก กล่าวว่า ประชาชนสามารถดูแลตัวเองขณะเกิดแผ่นดินไหวเบื้องต้นได้โดยหาที่กำบัง เช่น หลบใต้โต๊ะ และไม่อยู่ใกล้บริเวณชั้นหนังสือหรือตู้ เป็นต้น แต่ในกรณีที่ประชาชนมีความกังวลใจ หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาคารที่พักอาศัยอยู่ สามารถสังเกตได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง เช่น สังเกตรอยร้าวแนวเฉียงบริเวณกำแพง/เสา ฯลฯ จากนั้นบันทึกภาพรอยร้าวดังกล่าว พร้อมส่งคำร้องเพื่อขอตรวจสอบได้ที่สภาวิศวกร หรือวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) โดยจะมีการจัดส่งทีมวิศวกรอาสาลงพื้นที่เพื่อทำการตรวจสอบเป็นลำดับถัดไป

ด้านนายประเสริฐ ตปนียางกูร เลขาธิการสภาวิศวกร กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทย (มท.) ควรเร่งออกกฎกระทรวง กำหนดรับรองน้ำหนักความต้านทานความคงทนของอาคาร และพื้นดินที่รองรับอาคารในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว ฉบับใหม่ พร้อมเร่งบรรจุพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวจากเดิม 22 จังหวัด เป็น 43 จังหวัด เพื่อกำหนดมาตรฐานการก่อสร้างอาคารรูปแบบใหม่ ที่ต้องออกแบบโครงสร้างอาคารให้สามารถรองรับแรงสั่นสะเทือนของการเกิดแผ่นดินไหว

“พร้อมกันนี้ เชิญชวนประชาชนทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เป็นส่วนหนึ่งในการรายงานผลการเกิดแผ่นดินไหว เพื่อเป็นข้อมูลในการติดตั้งเครื่องมือวัดอัตราเร่ง และเป็นฐานข้อมูลที่ช่วยให้การออกแบบเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของอาคารในอนาคตมายังสภาวิศวกร หรือ วสท. โดยมีรายละเอียดดังนี้ ชื่อผู้รายงานผล ที่ตั้งอาคารที่อยู่อาศัย พร้อมระบุชั้น และเวลาเกิดเหตุ ณ ขณะนั้น โดยปัจจุบันมีการติดตั้งเครื่องวัดอัตราเร่งแล้ว 4 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT)” นายประเสริฐ กล่าว

ขณะที่ ศ.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกสภาวิศวกร กล่าวว่า เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมคนกรุงเทพฯ ให้พร้อมรับมือต่อการเกิดแผ่นดินไหวในอนาคต ภาครัฐ-หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเตรียมความพร้อมใน 3 ด้าน คือ 1.จัดอบรมให้ความรู้ประชาชน เรื่องผลกระทบจากแผ่นดินไหว วิธีการดูแลอาคารให้ปลอดภัย 2.ตรวจสอบอาคารตามความเสี่ยง โดยแบ่งประเภทของอาคารตามความเสี่ยง เช่น สีแดง อาคารเก่าที่เสี่ยงมาก ต้องปรับปรุง เสริมโครงสร้างทันที สีส้ม อาคารที่เสี่ยงระดับกลาง ที่ต้องหมั่นตรวจสอบ ตามกำหนด และ สีเหลือง อาจมีความเสี่ยง เช่น มีการต่อเติม และ 3.มีสถานีวัดแรงสั่นสะเทือน พร้อมแจ้งเตือนประชาชนในทุกช่องทางทันที

“สำหรับอาคารในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว คือ อาคารเก่ากึ่งกลางกึ่งสูง หรือมีการก่อสร้างก่อนปี 2550 เพราะอาคารลักษณะดังกล่าว ได้รับการออกแบบและก่อสร้างมายาวนาน ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงไม่ควรนิ่งนอนใจ รุดตรวจสอบความแข็งแรงเชิงโครงสร้างของอาคารอย่างใกล้ชิด เพราะในอนาคตอาจจะเกิดแผ่นดินไหวถี่ขึ้น และรุนแรงมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน สำหรับกลุ่มอาคารสูงรุ่นใหม่ มักเป็นอาคารที่มีโครงสร้างรองรับการเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งใช้โครงสร้างเหล็กตามมาตรฐาน พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ ซึ่งกำหนดให้มีการรองรับแผ่นดินไหว อีกทั้งการออกแบบเพื่อรับแรงลม เสมือนช่วยเรื่องแผ่นดินไหวในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ สำหรับอาคารที่มีความสูงไม่เกิน 2 ชั้น จะได้รับผลกระทบต่ำ เนื่องจากการสะเทือนที่เกิดจากแผ่นดินไหว จะไม่ส่งผลกระทบต่อการสั่นไหวของตึก” ศ.สุชัชวีร์ กล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ศูนย์อุตุฯ ภาคใต้เตือน 4 จังหวัด ระวังคลื่นสูง 2-3 ม.แนะเรือเล็กงดออกจากฝั่ง 21-22 พ.ย.
บทความถัดไปโปรดเกล้าฯ พล.ต.ต.สมบัติ ชูชัยยะ เป็นผบก.ศูนย์ฝึกอบรม บช.สตม.