สธ.เข้มมาตรการขจัดความรุนแรงใน “สถานพยาบาล”

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ยงยศ ธรรมวุฒิ รองปลัด สธ. เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการบูรณาการร่วมกันของสหสาขาวิชาชีพ ร่วมกับสภาวิชาชีพ ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยและสหวิชาชีพ หลังจากที่เกิดกรณีข้อขัดแย้งระหว่างบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาล ว่า การประชุมนี้ เพื่อหารือถึงแนวทางและมาตรการป้องกันเหตุการณ์ในอนาคต ถือเป็นการประชุมครั้งแรกของคณะทำงาน ที่ได้นำกรณีข้อขัดแย้งของบุคลากรในโรงพยาบาล ซึ่งล่าสุด คือ โรงพยาบาล (รพ.) อำนาจเจริญ มาใช้ให้เกิดประโยชน์

นพ.ยงยศ กล่าวว่า ได้มีการลงมติในที่ประชุม 4 ข้อ คือ 1.กรณีการสอบสวนข้อขัดแย้งดังกล่าวที่มีการเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างเป็นธรรมนั้น สธ.ได้จัดคณะทำงานไปดูแล เสมือนเป็นพี่เลี้ยงให้ทางโรงพยาบาลแล้ว เพื่ออำนวยความสะดวกและลดข้อขัดแย้งในการไม่ได้รับความเป็นธรรม 2.ส่งมอบคณะทำงานกรรมการแม่และเด็กให้ทำงานร่วมกับราชวิทยาลัยสูตินรีแห่งประเทศไทยที่มีข้อกำหนดชัดเจนเรื่องข้อบ่งชี้การผ่าคลอด ให้ดำเนินตามข้อกำหนดที่มีประกาศไว้แล้ว 3.อนุกรรมการเข้าตรวจสอบที่ รพ.อำนาจเจริญ เพื่อตรวจสอบหาปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นและหากมีปัญหาใดที่จัดทำเป็นประกาศกระทรวงได้ ก็ให้นำมารายงานต่อที่ประชุมต่อไป 4.ตัวแทนสถานพยาบาลต้องจัดมาตรการความรุนแรงในสถานพยาบาล เพื่อวางระบบควบคุมความรุนแรงที่ไม่ว่าจะเกิดจากคู่กรณีใด เช่น ประชาชนกับบุคลากรสถานพยาบาล ประชาชนกับประชาชน หรือบุคลากรในสถานพยาบาลด้วยกันเอง ซึ่งโรงพยาบาลกว่าร้อยละ 90 มีข้อมูลเหล่านี้ และดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล และนำเรื่องนี้ไปหารือกับสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) (สรพ.) ในการพิจารณานำเรื่องการป้องกันเหตุความรุนแรงในสถานพยาบาลมาเป็นหนึ่งในเกณฑ์การตรวจสอบมาตรฐานของสถานพยาบาล (HA) ด้วย

“โดยมติทั้ง 4 ข้อนี้ ผู้รับผิดชอบต้องดำเนินการภายใน 1 เดือน และรายงานสรุปต่อที่ประชุม ซึ่งเป็นชุดคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นอย่างถาวร จากกรณีที่เกิดข้อขัดแย้งระหว่างบุคลากรใน รพ.อำนาจเจริญนั้น ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องของผลประโยชน์ ได้สอบถามจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ว่าเกิดจากเรื่องขัดแย้งส่วนตัว ทั้งนี้ สธ.จะต้องสร้างระเบียบวินัยให้แก่บุคลากรทั้งหมด หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกก็จะต้องมีการพิจารณาเป็นกรณีไปเป็นเรื่องของความขัดแย้งส่วนตัว บุคลากรจะต้องมีระเบียบวินัยมากกว่านี้ ซึ่งทางโรงพยาบาลทหาร ไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นเลย เพราะมีระเบียบวินัยสูงมาก และเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิด หมอและพยาบาลที่ก่อเหตุก็อายุ 40-50 ปีแล้ว น่าจะมีวุฒิภาวะมาก ส่วนหมออีกคนที่ได้แทรกคิวทำให้ห้องไม่เพียงพอนั้น ก็จะต้องไปสอบสวน เป็นเรื่องของหมอทั้ง 2 คนด้วย แต่ไม่เกี่ยวกับเรื่องผลประโยชน์เรื่องเงินแน่นอน” นพ.ยงยศ กล่าว

บทความก่อนหน้านี้โชเฟอร์สิบล้อร้อง ผบ.ตร. ขอความเป็นธรรม ถูกยัดยาบ้า 1 เม็ด
บทความถัดไปเข้มมาตรฐาน!!พาวเวอร์แบงก์ ขายได้ต้องติดมอก.เท่านั้น ละเลยโทษถึงติดคุก