สธ.ยืนยัน พบผู้ป่วย ‘ไวรัสโคโรนา’ จากจีนเป็นรายที่ 2 ในไทยแล้ว

สธ.ยืนยัน พบผู้ป่วย “ไวรัสโคโรนา” จากจีนเป็นรายที่ 2 ในไทยแล้ว

กระทรวงสาธารณสุข ตรวจคัดกรองผู้เดินทางจากเมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน พบผู้ป่วยยืนยันโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ 2019 รายที่ 2 ขณะนี้ยังอยู่ในการดูแลของแพทย์ที่สถาบันบำราศนราดูร รอผลตรวจห้องปฏิบัติการซ้ำ ย้ำ ยังไม่มีการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในประเทศไทย

เมื่อวันที่ 17 มกราคม ที่ ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นพ.สุขุม กาญจนพิมาย และ นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ร่วมกันแถลงข่าว สถานการณ์โรคปอดอักเสบ จากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่2019 ที่กำลังแพร่ระบาดในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน เมื่อวันที่ 13 มกราคม ได้พบผู้ติดเชื้อที่ประเทศไทยรายแรกเป็นหญิงชาวจีนอายุ 61 ปี และเมื่อวันที่ 16 มกราคมได้พบผู้ป่วยติดเชื้อรายแรกที่ประเทศญี่ปุ่น โดยขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรคได้ทำการตรวจคัดกรองผู้เดินทางที่สนามบิน เมื่อวันที่ 13 มกราคม พบผู้ป่วยยืนยันโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ 2019 เพิ่ม 1 ราย เป็นนักท่องเที่ยวหญิงชาวจีน อายุ 74 ปี โดยขณะนี้เข้ารับการรักษาที่สถาบันบำราศนราดูร นับเป็นรายที่สองของประเทศไทย ซึ่งทั้งสองรายไม่มีความเกี่ยวข้องกัน

 

นพ.สุขุม กล่าวว่า ปัจจุบันการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาที่เมืองอู่ฮั่น ที่ระบายเมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคม พ.ศ.2562 ประเทศไทยจึงมีการเตรียมตัวเฝ้าระวังตั้งแต่เดือนมกราคม โดยมีการรายงานจำนวนผู้ป่วยที่เข้าข่ายเฝ้าระวังในประเทศใกล้เคียงคือ สิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย เกาหลีใต้ ฮ่องกง ไต้หวันและประเทศไทย ซึ่ง สธ.ได้เฝ้าระวังคัดกรองผู้เดินทางด้วยเที่ยวบินที่บินตรงจากเมืองอู่ฮั่นตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม ในสนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่และภูเก็ต และจะมีการเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังเพิ่มเติมที่สถานพยาบาลทั้งของภาครัฐและเอกชน ทั้งนี้ยังยกระดับศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินสาธารณสุขมาตรการเฝ้าระวังโรคระดับสูงสุดอยู่ในระดับที่ 3 เพื่อเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดในสนามบิน สถานพยาบาล โรงพยาบาล(รพ.) ชุมชนและแหล่งท่องเที่ยว แนวทางการยืนยันว่าจะเป็นโรคอุบัติใหม่หรือโรคติดต่อจะต้องมาตรฐานกระบวนตรวจวินิจฉัยที่รัดกุมคือ 1.ผู้ป่วยต้องมีอาการไข้ร่วมกับอาการของการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน 2.มีประวัติการเดินทางจากพื้นที่ระบาดคือเมืองอู่ฮั่น 3.มีผลการยืนยันการพบเชื้อโดยการตรวจพบสารพันธุกรรมเชื้อไวรัสที่ตรงกับเชื้อไวรัสที่พบในประเทศจีน จากห้องปฏิบัติการอย่างน้อย 2 แห่ง ซึ่งในประเทศไทยสามารถทำการตรวจได้ที่ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยและกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการรอผลตรวจประมาณ 24 ชั่วโมง และส่งข้อมูลให้กับผู้เชี่ยวชาญ 3 ด้านคือ ด้านคลินิก ด้านระบาดวิทยา และด้านไวรัสวิทยา ลงความเห็นร่วมกันยืนยันการติดเชื้อ เพื่อความมั่นใจก่อนจึงจะประกาศว่ามีผู้ป่วยจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่2019

นพ.สุขุม กล่าวต่อว่า จากการเฝ้าระวังและควบคุมโรค ตามระบบมาตรฐานที่ใช้สำหรับโรคติดต่ออุบัติใหม่ โดยได้คัดกรองผู้โดยสารที่บินตรงมาจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ที่สนามบิน 4 แห่ง ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่และภูเก็ต ตั้งแต่วันที่ 3 – 16 มกราคม รวมจำนวน 86 เที่ยวบิน ผู้โดยสารและลูกเรือได้รับ การตรวจคัดกรอง ทั้งสิ้น 13,624 ราย พบผู้ป่วยที่มีอาการเข้าเกณฑ์การสอบสวน(Patient under investigation: PUI) จำนวน 21 ราย ส่วนใหญ่ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ได้รับการรักษาหายดีและกลับบ้านแล้ว จำนวน 12 ราย มีที่เป็นผู้ป่วยปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2 รายยังรักษาอยู่ในห้องแยกโรคสถาบันบำราศนราดูร

นพ.สุขุม กล่าวต่อว่า ขณะนี้ยืนยันแล้วว่าตรวจพบผู้ติดเชื้อไวรัสในรายที่ 2 ของประเทศไทย ตรวจพบเมื่อวันที่ 13 มกราคม ที่สนามบินสุวรรณภูมิเป็นหญิงชาวจีนอายุ 74 ปี ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยว ที่มีอาการไข้สูงถึง 38 เซลเซียส หายใจเร็วและมีอาการของทางเดินหายใจ จึงนำมารักษาอาการที่สถานบำราศ ในห้องแยกโรค โดยผู้ป่วยยืนยันรายแรก อาการดีขึ้นมากแล้วไม่มีไข้ รอการตรวจยืนยันซ้ำว่าไม่พบเชื้อไวรัสที่สามารถแพร่ติดต่อ แพทย์จึงจะอนุญาตให้กลับบ้านได้ เช่นเดียวกับผู้ป่วยรายที่ 2 ซึ่งอยู่ระหว่างการรักษาและติดตามอาการจนกว่าจะหายดี และตรวจซ้ำว่าไม่พบเชื้อไวรัสแล้วจึงจะให้กลับบ้านได้ ทั้งนี้ จากการติดตามตรวจผู้สัมผัสใกล้ชิด ผู้ป่วยรายแรก จำนวน 16 คน และผู้สัมผัสใกล้ชิดรายที่ 2 จำนวน 20 คน ไม่พบผู้สัมผัสใกล้ชิดที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนกในประเทศไทยยังไม่มีการระบาดแต่อย่างใด ทั้งนี้ สธ. ยังยืนยันในความพร้อมด้านสาธารณสุข ทั้งมาตรการเฝ้าระวังและแนวทางป้องกันการแพร่ระบาด ทั้ง 4 ด้าน ดังนี้ 1. ความสามารถในการเฝ้าระวังโรค คัดกรองและคัดแยกผู้ป่วย โดยมีการคัดกรองผู้โดยสารเครื่องบินในเส้นทางที่บินตรงมาจากเมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน 2.การวินิจฉัย การดูแลรักษา ผู้ป่วยที่อยู่ในเกณฑ์การสอบสวน 3.ส่งต่อผู้ป่วยที่เข้าข่าย เข้ารับการสังเกตอาการในห้องแยกความดันลบ (Negative Pressure Room) ทั้งโรงพยาบาลภาครัฐและเอกชน และ 4.การเฝ้าระวังในชุมชนแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ

“โดยขณะนี้องค์การอนามัยโลกยังไม่มีประกาศห้ามเดินทางไปยังประเทศที่มีรายงานผู้ติดเชื้อปอดอักเสบ ขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากจำเป็นต้องเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยงขอให้ระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์ ตลาดค้าสัตว์หรือสินค้าจากสัตว์ หรืออยู่ในที่คนหนาแน่น และหากกลับมาจากพื้นที่เสี่ยงและมีอาการเริ่มป่วย เช่น มีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ขอให้รีบไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทันที เนื่องจากมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนปอดบวมได้ อย่างไรก็ตามประชาชนมีส่วนสำคัญในการร่วมมือป้องกันกันโรคกับหน่วยงานรัฐ หากพบเจอผู้สงสัย แนะนำเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลหรือปรึกษาสายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422” นพ.สุขุม กล่าว

เมื่อถามว่าจะมีการเพิ่มมาตรการอย่างไรในการรับมือการเดินทางในช่วงตรุษจีน นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า จะมีการเพิ่มการเฝ้าระวังคัดกรองผู้เดินทางในสนามบินกระบี่ที่คาดว่าทั่วประเทศไทยจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจากเดิมวันละ 1,500 ราย เพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 50 พร้อมทั้งมีการแจกบัตรคู่มือการปฏิบัติตัวให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งหมด 3 ภาษาร่วมกับการใช้แอพพลิเคชั่น WE Chat ที่เป็นแอพพลิเคชั่นที่นิยมใช้ในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน และการเตรียมการห้องแยกโรคในทุกรพ. โดยเน้นในรพ.จังหวัดเป็นหลัก รวมถึงการเตรียมกำลังคนจากสำนักสาธารณสุขจังหวัด(สสจ.) กรมควบคุมโรคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นพ.โอภาส กล่าวว่า ขณะนี้เรารู้จักเชื้อชนิดนี้ยังไม่มาก ผลการตรวจต้องใช้การตรวจจากห้องปฏิบัติการมากกว่า 2 แห่ง เพื่อความปลอดภัยสูงสุด และเนื่องจากการถอดรหัสพันธุกรรมจะต้องใช้เวลา ดังนั้นภายหลังต่อจากนี้จะมีการถอดรหัสพันธุกรรมในส่วนที่สำคัญเพื่อให้ตรวจได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้สามารถตรวจได้ในศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ทุกแห่ง และรพ.ศูนย์ รพ.ทั่วไปในลำดับต่อไป

นพ.ทวี กล่าวว่า ขณะนี้ข้อมูลยังมีจำกัดแต่เราจะต้องยกระดับการเฝ้าระวังให้สูงที่สุด เพื่อให้คนไข้ เจ้าหน้าที่ที่ทำงานต้องปลอดภัย และจะต้องมีการอบรมเจ้าหน้าที่เพื่อให้รับทราบการปฏิบัติดูแลตนเองและผู้ป่วย ประเทศไทยมีประสบการณ์จากการระบาดของเชื้อโรคซาร์สและเมอร์ส ซึ่งทำให้มีความพร้อมในการยกระดับป้องกันโรคได้อย่างรวดเร็ว เรามีการเดินทางจากประเทศจีนที่มีจำนวนมาก จึงมีความเสี่ยงสูงแต่อย่างไรก็ตามจะต้องมีการจัดการกับปัญาอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในการรักษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่2019 ยังไม่มียารักษา ซึ่งอาการจะเหมือนการติดเชื้อไวรัสต่างๆ ที่สามารถหายเองได้ โดยการรักษาขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์และส่วนใหญ่ร้อยละ 30-40 เป็นการยืนยันว่าผู้ป่วยเป็นเพียงไข้หวัดใหญ่ ซึ่งหมายความว่าประเทศจีนและไทยมีการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่

“เชื้อที่อันตรายคือเชื้อที่ยังเป็นๆ ยังสามารถเข้าสู่ร่างกายของอีกคนหนึ่งและก่อโรคได้ แต่บางทีร่างกายจัดการทำให้มันตายเป็นซากได้ มันไม่ทำให้เกิดโรคหรือการติดเชื้อ การตรวจเราจึงต้องหาว่ามันเป็นเชื้อเป็นๆ หรือเป็นเพียงซาก แต่ยกเว้นการเพาะเชื้อแต่มันจะต้องใช้เวลา” นพ.ทวี กล่าว

เมื่อถามว่าเชื้อไวรัสสายพันธุ์นี้หากสู่คนจะมีการแพร่ระบาดด้วยวิธีการใด นพ.ทวี กล่าวว่า การแพร่ระบาดอาจะเกิดได้จาก 2 ทางคือ 1.การไอ จามที่เกิดละอองขนาดใหญ่ในระยะ 1 เมตรสามารถติดในร่างกายเสื้อผ้าของผู้อื่น แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการล้างมือให้สะอาด เพื่อไม่ให้เชื้อเข้าสู่ร่างกาย 2.การแพร่ทางอากาศด้วยละอองขนาดเล็ก โดยเฉพาะในห้องที่มีลักษณะปิด ดังนั้นผู้ที่ใกล้ชิดจะต้องสวมใส่หน้ากากและดูแลตนเอง

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘ครูตีนักเรียน’หลั่งน้ำตาหลังศิษย์เก่าให้กำลังใจ โดนย้ายไปช่วยราชการสำนักงานเขต
บทความถัดไปอธิการบดี มน. เผย รายวิชา “รักชาติยิ่งชีพ” ไม่สอดคล้องเจตนารมณ์รายวิชาศึกษาทั่วไป