‘หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า’ แบบไทย คำชมจาก ‘บัน คี มุน’ ความสำเร็จที่ทั่วโลกถือเป็นตัวอย่าง

ถือเป็นวาระระดับโลก สำหรับการประชุมนานาชาติรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ซึ่งจัดขึ้นทุกปีในช่วงปลายเดือนมกราคม ที่ประเทศไทย

ปีนี้ บัน คี มุน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานกลุ่ม The Elders องค์กรระหว่างประเทศระดับโลก ได้เดินทางไปเป็นองค์ปาฐกในช่วงเปิดงาน เมื่อวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา โดยปีนี้จัดภายใต้หัวข้อ “Accelerating Progress Towards UHC” หรือเร่ง “หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” ให้เกิดขึ้นจริง

บัน กล่าวปาฐกถาว่า ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา การประชุมนานาชาติรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลได้กระตุ้นให้ทั่วโลก “ตื่นตัว” กับการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ปีนี้การประชุมได้เริ่มต้นพอดิบพอดีกับการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ที่กลายเป็น “ความกังวล” ของนานาชาติ

อย่างไรก็ตาม โรคนี้ไม่ต่างอะไรกับโรคซาร์ส และโรคไข้หวัดนก H5N1 ที่เคยเป็นโรคระบาดเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ซึ่งการมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและระบบสุขภาพที่ยืดหยุ่นจะสามารถปกป้องพลเมืองในประเทศได้ดี ไม่ว่าจะมี “ภูมิหลัง” อย่างไร หรือมี “รายได้” เท่าไหร่

“การเอาชนะไวรัสโคโรนา 2019 จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกประเทศร่วมมือกัน ภายใต้ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่ต่างอะไรกับการสร้างระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ต้องการความร่วมมือของนานาชาติเช่นกัน” อดีตเลขาธิการยูเอ็นระบุ

บัน บอกอีกว่า ในห้วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศสมาชิกให้คำมั่นถึง 3 ครั้งกับสหประชาชาติว่าจะทำหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าภายใต้เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ให้เกิดขึ้นได้จริง โดยครั้งล่าสุดเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเดือนกันยายน 2562

การประชุมครั้งนั้นรัฐบาลทั่วโลกต่างตั้งเป้าหมายว่า ประเทศของตนเองจะสามารถสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้ภายในปี 2573 และจะมีความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการ “ปฏิรูป” ระบบสุขภาพของประเทศตัวเอง

บัน บอกว่า การให้คำมั่นหรือแม้แต่การ “ลงนาม” ว่าจะทำไม่เพียงพอ เพราะล่าสุด องค์การอนามัยโลกและธนาคารโลกเพิ่งสะท้อนตัวเลขว่า จำนวนเม็ดเงินที่ประชากรทั่วโลกต้องจ่ายเพื่อรักษาพยาบาลยังคงสูงขึ้นเรื่อยๆ

นั่นหมายความว่า จะมีคนจำนวนมากทั่วโลกที่ต้อง “ยากจน” และล้มละลายจากค่ารักษาพยาบาล ซึ่งแปลได้เช่นเดียวกันว่า รัฐบาลหลายประเทศไม่ได้บริหารจัดการเพื่อให้ไปถึงระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอย่างถูกวิธี

การ “ไปไม่ถึง” ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ายังส่งผลกระทบกับ “ความมั่นคง” ด้านสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตัวอย่างที่สำคัญคือ คนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงยาจำเป็น เพราะยามีราคาแพงเกินไป และหลายครั้งก็ใช้ยาไม่ต่อเนื่องจนเกิด “เชื้อดื้อยา” ระบาดอย่างแพร่หลาย

ขณะเดียวกัน การเติบโตของ “ภาคเอกชน” ในระบบสุขภาพก็ขัดขวางไม่ให้เป้าหมาย SDGs ของสหประชาชาติในเรื่องการกำจัดความยากจน การต่อสู้กับความเหลื่อมล้ำ และการสร้างความเท่าเทียมทางเพศไปต่อได้เช่นกัน

“เพื่อจะไปให้ถึงเป้าหมาย แต่ละประเทศต้องลงทุนจำนวนมากในระบบสุขภาพ และสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในระดับนโยบายเพื่อให้คนยากจนและประชากรกลุ่มเปราะบางเข้าถึงการบริการสาธารณสุขที่จำเป็น ข่าวดีก็คือ มีประเทศที่ประสบความสำเร็จหลายประเทศให้ได้เรียนรู้ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือประเทศไทย” อดีตเลขาธิการยูเอ็นระบุ

บัน ระบุอีกว่า โกรฮาเล็ม บรันด์ลันด์ อดีตนายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ และอดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก เคยพูดกับเขาว่า ในอดีตองค์กรระหว่างประเทศรวมถึงประเทศตะวันตกหลายประเทศ “ขัดขวาง” การลงทุนด้านสาธารณสุข และปล่อยให้ภาคเอกชน ประกันสุขภาพเอกชนเติบโตแทน แต่ขณะนี้กระแสทั่วโลกได้เปลี่ยนไป ทุกองค์กรระหว่างประเทศ ทุกสถาบันทางการเงินระดับโลก ล้วน “ปรับตัว” ไปสู่การสนับสนุนให้รัฐบาลฟังเสียงของประชาชนตัวเองแทน ผ่านการลงทุนในระบบสุขภาพ และสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

“นั่นเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ประเทศพวกเขาแข็งแรง คนจนและคนรวยได้เข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียมกัน และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” บันกล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน

 

 

ทั้งนี้ การ “เปลี่ยนผ่าน” ระบบสุขภาพจากระบบที่ประชาชนต้องจ่ายเงินเอง ไปสู่ระบบที่ใช้งบประมาณรัฐบาลเป็น “ตัวนำ” นั้น ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านสำคัญที่จะนำไปสู่หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่ในหลายประเทศก็ผ่านจุดนี้มาได้แล้วทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ ประเทศของบันเริ่มระบบนี้ในปี 2520 อังกฤษ เริ่มต้นในปี 2491 และญี่ปุ่น เริ่มต้นในปี 2504

“แต่ความสำเร็จที่น่าประทับใจที่สุดคงหนีไม่พ้นประเทศไทย ซึ่งเริ่มต้นระบบนี้ขึ้นเมื่อปี 2545 ไม่นาน หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจทั่วทวีปเอเชีย ไทยเริ่มต้นระบบนี้ ทั้งที่ในเวลานั้นธนาคารโลกเคยเตือนไว้ว่า ไทยจะไม่สามารถ ‘แบก’ งบประมาณด้านสาธารณสุขให้ครอบคลุมประชากรทุกคนได้ แต่ จิม ยอง คิม อดีตประธานธนาคารโลก เคยพูดไว้ว่า รัฐบาลไทยฉลาดกว่า ในการปฏิเสธคำแนะนำของธนาคารโลก และหลังจากนั้นภายใน 1 ปี ก็อัดฉีดเงินมากกว่าครึ่ง % ของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ หรือจีดีพีในปีนั้น เข้าไปสู่ระบบสาธารณสุข ผลก็คือคนไทยทั่วประเทศ สามารถเข้าถึงระบบสาธารณสุขอย่างเท่าเทียม และหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าก็ครอบคลุมคนไทยเกือบทั้งประเทศทันที” บันระบุ

เขาบอกอีกว่า ระหว่างที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการยูเอ็น มีหลายคนเล่าเรื่องความสำเร็จของไทย เพื่อเป็นตัวอย่างว่า การจะปฏิรูประบบสุขภาพนั้น ไม่สำคัญว่าคุณมีจีดีพีมากขนาดไหน

“สิ่งที่ไทย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และอังกฤษ ทำได้สำเร็จตรงกันก็คือ หากสามารถปฏิรูปเพื่อสร้างระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้ถูกทาง สิ่งนี้จะกลายเป็นอัตลักษณ์สำคัญของประเทศ และไม่ว่าจะเปลี่ยนกี่รัฐบาล ความสำเร็จนี้ก็ยังคงอยู่” อดีตเลขาธิการยูเอ็นกล่าว

นอกจากนี้ บันยังชวนให้ประเทศที่ประสบความสำเร็จแล้วช่วยประเทศที่กำลังเดินหน้าสู่ช่วง “เปลี่ยนผ่าน” สร้างระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของตัวเอง โดยเฉพาะประเทศที่ยังอัดงบประมาณลงไปยังระบบสุขภาพไม่ถึง 1% ของจีดีพี

เขาให้ความเห็นว่า ประเทศเหล่านี้ควรจะเพิ่มการลงทุนด้านสาธารณสุขอย่างน้อย 2-3% ในทศวรรษหน้า รวมถึงสร้างชุดสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยให้ความสำคัญกับระบบสุขภาพปฐมภูมิ และที่สำคัญคือไม่ควรมีการเรียกเก็บเงิน ณ จุดบริการ เพื่อเพิ่มการเข้าถึง

“ส่วนใหญ่ประเทศที่ใช้จ่ายด้านระบบสุขภาพไม่เพียงพอจะอยู่ในกลุ่มประเทศแถบแอฟริกาเหนือ และประเทศแถบเอเชียใต้ อย่างไรก็ตาม บางประเทศในกลุ่มนี้ก็มีพัฒนาการในการเพิ่มงบลงไปในระบบที่น่าพอใจ ไม่ว่าจะเป็นศรีลังกา หรือรวันดา” บันระบุ

ขณะเดียวกัน สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือ ต้องทำหลักประกันสุขภาพให้เป็นเรื่อง “เจตจำนงทางการเมือง” ซึ่งทุกภาคส่วนเห็นพ้องกัน แบบที่ไทย กับจีนทำมาก่อนหน้านี้ โดยหลักการที่จำเป็นก็คือ ต้อง “กระตุ้น” ให้บรรดาผู้นำทั่วโลกทั้งหลายเห็นประโยชน์ในการพัฒนาระบบสุขภาพ ซึ่งจะส่งผลบวกไปทั้งด้านสังคม และด้านเศรษฐกิจ

“เรื่องที่น่ายินดีก็คือ ผู้นำประเทศอย่างอินโดนีเซีย อินเดีย แอฟริกาใต้ แทนซาเนีย หรือสหรัฐอเมริกา ต่างก็เห็นตรงกันว่าจะต้องส่งเสริมหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้สำเร็จ” อดีตเลขาธิการยูเอ็นกล่าว และว่า ทุกครั้งที่มีโอกาส จะบอกกับผู้นำทั่วโลกรุ่นใหม่ๆ เสมอว่า คุณต้องทำหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้สำเร็จให้ได้ และเมื่อใดก็ตามที่คุณต้องการความช่วยเหลือ พวกเราพร้อมจะสนับสนุนในทุกเรื่อง เพื่อทำหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้เกิดขึ้นจริง

หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสามารถพัฒนาประเทศได้ในหลายทิศทาง อย่างที่ เนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ และผู้ก่อตั้งองค์กร The Elders เคยพูดไว้ว่า “เรื่องสุขภาพ ไม่ควรถูกตั้งคำถามเรื่องเงิน เพราะแท้จริงแล้วคือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน”

ฉะนั้น ในปีนี้ ปีที่เริ่มต้นทศวรรษใหม่ จึงเป็นโอกาสอันดีในการทำวิสัยทัศน์เรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้เป็นจริง

“ขอเพียงแค่จับมือกันทำให้โลกนี้มีสุขภาพที่ดีขึ้น และแข็งแรงมากยิ่งขึ้น” อดีตเลขาธิการยูเอ็นกล่าวทิ้งท้าย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้องคมนตรี ผู้แทนพระองค์ นายกฯ-บิ๊กป้อม-ผบ.ตร. ร่วมพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ 2 อรินทราช(คลิป)
บทความถัดไปสุดยอดนวัตกรรมช่างชุมชน ‘ช.การช่าง’ เผย 10 ผลงานสุดล้ำ หนุนต่อยอดระดับประเทศ