สธ.เผยผู้ป่วย ‘โควิด-19’ เป็นชายมากกว่าหญิง วอนผู้ที่ป่วยรับผิดชอบต่อตัวเองและสังคม

สธ.เผยผู้ป่วย “โควิด-19” เป็นชายมากกว่าหญิง วอนผู้ที่ป่วยรับผิดชอบต่อตัวเองและสังคม

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม ที่ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการ สธ. พร้อมด้วย นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน สาธารณสุขนิเทศก์ เขตสุขภาพที่ 10 และผู้บริหาร สธ. แถลงข่าวสถานการณ์ความคืบหน้าของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน

 

 

นายสาธิต กล่าวว่า สธ.ได้แบ่งงานกันทำอย่างเป็นระบบเช่น การป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส และการเตรียมความพร้อมในการดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกวัน โดยเอาศักยภาพทั้งหมดมารวมกัน โรงพยาบาล(รพ.) ในเครือข่ายได้เตรียมไว้ 1,600 เตียง ซึ่งกระจายอยู่ใน รพ.เอกชน รพ.โรงเรียนแพทย์ รพ.สังกัดกรุงเทพมหานคร(กทม.) และได้รองสถานพยาบาลพิเศษซึ่งได้ความอนุเคราะห์จากเจ้าของกิจการโรงแรม ซึ่งมีความชัดเจนประมาณร้อยละ 90 และในวันที่ 23 มีนาคม จะไปตรวจสอบพื้นที่ คาดว่ามีประมาณ 450-500 เตียง ระหว่างนี้จะมีการเตรียมคน สถานที่ให้พร้อม และไม่เกินสัปดาห์หน้าจะมีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่อยู่ในระยะของการรักษาหายแล้วแต่รอการพักฟื้นร่างกาย ในส่วนของการป้องกันการแพร่ระบาดจะต้องควบคุมกับกรมอนามัยที่จะต้องรณรงค์ทำความสะอาดในทุกพื้นที่เป็นการป้องกันเชิงรุก

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า สถานการณ์ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทั่วโลก มีผู้ป่วยยืนยันจำนวน 236,054 ราย ซึ่งมีเพิ่มผู้ป่วยมากในทวีปทางยุโรป ผู้ป่วยอาการรุนแรงจำนวน 7,179 รายคิดเป็นร้อยละ 3 ผู้ป่วยที่หายดีแล้วจำนวน 86,676 คิดเป็นร้อยละ 36.7 เสียชีวิตจำนวน 9,817 ราย กลุ่มที่มีความหนาแน่นของการติดเชื้อในผู้ป่วยรายใหม่ 1.จีน 34 ราย 2.อิตาลี 5,322 ราย 3.อิหร่าน 1,046 ราย 4.สเปน 3,485 ราย 5.เยอรมนี 3,064 ราย 6.สหรัฐอเมริกา 3,188 ราย 7.ฝรั่งเศส 1,404 ราย 8.เกาหลีใต้ 152 ราย 9.สวิตเซอร์แลนด์ 863 ราย และมีประเทศออสเตรเลียที่เพิ่มขึ้น 144 ราย

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า การกระจายตัวของประเทศไทยที่มีรายงานผู้ป่วยเมื่อวันที่ 19 มีนาคมจำนวน 272 ราย แบ่งเป็น 1.กทม.จำนวน 213 รายใน 13 เขต 2.สมุทรปราการ 12 ราย ใน 4 อำเภอ 3.เชียงใหม่ 7 ราย ใน 2 อำเภอ 4.ปัตตานี 6 ราย ใน 2 อำเภอ 5.ชลบุรี 5 ราย ใน 2 อำเภอ 6.ภูเก็ต 5 ราย ใน 1 อำเภอ 7.ยะลา 3 ราย ใน 2 อำเภอ 8.นครราชสีมา 2 ราย ใน 1 อำเภอ 9.นราธิวาส 2 ราย ใน 1 อำเภอ 10.ปทุมธานี 2 ราย ใน 1 อำเภอ 11.ประจวบคีรีขันธ์ 2 ราย ใน 1 อำเภอ 12.เพชรบูรณ์ กระบี่ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น นครปฐม นครศรีธรรมราช นนทบุรี ร้อยเอ็ด สมุทรสาคร สระบุรี สุโขทัย สุพรรณบุรี สุราษฎร์ธานี จังหวัดละ 1 ราย และผู้ป่วย 272 ราย แบ่งเป็นเพศชายร้อยละ 66 และหญิงร้อยละ 34 โดยมีอายุส่วนใหญ่ที่ 30-39 ปี ในเป็นผู้ที่หนุ่มสาวแข็งแรงในวัยทำงานซึ่งเป็นพาหะของโรค

นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า ในวันนี้พบผู้ป่วยที่มีความสัมพันธ์ที่สนามมวยจำนวนรวม 72 ราย และในสถานบันเทิง 62 ราย สะท้อนให้เห็นว่าเป็นการติดเชื้อเป็นกลุ่มก้อน ทราบว่าเกิดเหตุที่ไหนและต้นเหตุเป็นอย่างไร ขอกำชับว่าผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อเป็นคนในกทม.และหัวเมืองต่างๆ ในต่างจังหวัด ยังเกี่ยวข้องกับสนามมวยและสถานบันเทิง ขอย้ำว่าให้กักกันตนเองที่บ้านอย่างเคร่งครัด 14 วัน ไม่อยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่น เว้นระยะห่างระหว่างบุคคล 2 เมตร ขอย้ำว่ายังไม่ต้องรีบไปเข้ารับการตรวจหาเชื้อไวรัส เนื่องจากหากยังไม่มีอาการป่วย โอกาสในการพบเชื้อจะน้อย และการตรวจไม่พบเชื้อในช่วงแรกของการป่วยไม่ได้หมายความว่าไม่ติดเชื้อ ดังนั้นจะต้องเฝ้าระวังให้ครบ 14 วัน และถ้ามีอาการไข้ ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอให้ประสานมายังสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422

นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า กรณีที่ประเทศจีนประกาศว่ามียาอาวีแกน (Avigan) รักษาผู้ป่วยไวรัสได้ ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นยาเดียวกับยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) เพียงแต่เป็นชื่อทางการค้า ขณะนี้ยายาฟาวิพิราเวียร์ ได้นำเข้ามาแล้ว 40,000 เม็ดที่นำเข้ามาแล้วและกระจายไปทั่วประเทศ และสำรองในกทม. 20,000 เม็ด พร้อมทั้งมีระบบการเบิกจ่ายยาที่ชัดเจน โดยกรมการแพทย์ได้ออกคู่มือของการยา ซึ่งผู้ป่วยร้อยละ 80 ไม่จำเป็นต้องใช้ยา มีเพียงร้อยละ 10 ใช้ยาสูตรพื้นฐาน และอีกร้อยละ 10 ที่ใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ร่วมกับยาชนิดอื่น ในผู้ป่วยที่มีอาการหนัก เบื้องต้นยังเป็นเพียงรายงานว่ารักษาได้แต่ไม่มีการการันตีว่ารักษาได้ทุกราย ยาต้านไวรัสเป็นการประคองและไม่ให้เซลล์ไวรัสแบ่งตัวได้ ภูมิต้านทานของร่างกายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

 

นพ.สุกิจ ศรีทิพยวรรณ รองผู้อำนวยการสำนักการแพทย์กทม. กล่าวว่า พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ได้สั่งการให้สำนักการแพทย์ สำนักการอนามัย และคณะแพทยศาสตร์ วชิรพยาบาล เตีรยมการให้เรื่องนี้โดยให้ความร่วมมือทุกภาคส่วน เช่น สธ. หรือ เครือข่ายโรงพยาบาล กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (UHosNet) เพื่อรับมือการระบาดในครั้งนี้ กล่าวถึง รพ.ผู้สูงอายุบางขุนเทียนที่เพิ่งเปิดใหม่ยังไม่มีการใช้งาน จึงจะจัดให้ รพ.แห่งนี้เป็นจุดรองรับผู้ป่วยยืนยันที่มีอาการไม่หนัก ซึ่งในระยะแรกรองรับ 103 เตียง เป็นห้องแยกประมาณ 39 ห้อง ที่เหลือจะเป็นห้องรวม มีจำนวนผู้ป่วยเข้าเกณฑ์การสอบสวนโรคที่อยู่ใน รพ.อื่นในสำนักการแพทย์ 11 รพ. รวม 29 ราย และผู้ป่วยยืนยัน 28 ราย

เมื่อถามว่าจากแผนที่ของกรมควบคุมโรคที่ระบุว่ามีผู้ป่วยอยู่ในกทม.เป็นส่วนใหญ่ บางจังหวัดพบเพียง 1 ราย ความเสี่ยงของคนในกทม.และต่างจังหวัดต่างกันมากน้อยอย่างไร และวิธีการปฏิบัติเป็นอย่างไร นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า ในความเสี่ยงแตกต่างกันมาก หากดูตามแผนที่จะพบว่าการกระจุกตัวหรือการระบาดเป็นกลุ่มก้อน เกิดในกทม.เป็นสำคัญ และการกระจายไปทั่วประเทศคือเป็นผู้ที่สัมผัสรวมถึงผู้ป่วยและเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงของกทม.เป็นสำคัญ เช่น สนามมวย แต่จะมีความต่างไปบ้างคือ ภาคใต้ตอนล่าง เกิดจากการระบาดในประเทศมาเลเชียและมีคนไทยเดินทางเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนานั้นแล้วเดินทางกลับประเทศมา ความเสี่ยงแตกต่างกันชัดเจน ประชาชนในพื้นที่อื่นของประเทศไม่ต้องตระหนกแต่ต้องตระหนัก แต่ที่สำคัญคือ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนจะต้องรู้จักวิธีป้องกันตนเอง สวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่างทางสังคม งดการทางเดินที่ไม่จำเป็น ทำงานที่บ้าน ไม่เข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมและสิ่งที่สำคัญคือหากพบว่ามีอาการป่วยจะต้องรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัวและสังคม อยู่บ้าน และไม่ไปอยู่ร่วมกับผู้อื่น หากจะต้องไป รพ.จะต้องมีการประสานล่วงหน้าหรือ จะต้องเข้าสู่คลินิกโรคไข้หวัด (ARI Clinic) เพื่อไม่ให้เข้าไปปะปนกับผู้ป่วยโรคอื่นในรพ.

เมื่อถามว่าผู้ที่ติดเชื้อยืนยันในเด็กอายุ 6 เดือนมีการสอบสวนโรคอย่างไร นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีการพบผู้ป่วยจากต่างประเทศพบผู้สัมผัสเป็นเด็กเล็ก ดังนั้นวิธีการรักษามีมาตรฐานอยู่แล้วในการแยกกัก เพียงแต่ว่าคนกลุ่มเปราะบาง คือ ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว เด็กเล็ก หากไม่จำเป็นไม่ควรออกไปนอกบ้าน และประชาชนที่เข้าบ้านตนเองจะต้องทราบว่ามีคนกลุ่มเปราะบางในบ้าน ก่อนเข้าบ้านจะต้องล้างมือ และรีบอาบน้ำ ชำระล้างกายจะดีที่สุด

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon