‘หมอธีระวัฒน์’ เผยกลุ่มเสี่ยง ‘โควิด-19’ กักตัว 14 วัน ไม่มีอาการ แต่ต้องตรวจ PCR ยืนยันอีกครั้ง!

“หมอธีระวัฒน์” เผยกลุ่มเสี่ยง “โควิด-19” กักตัว 14 วัน ไม่มีอาการ แต่ต้องตรวจ PCR ยืนยันอีกครั้ง!

กรณีที่นักวิจารณ์มวย ซึ่งได้เข้าร่วมการชมมวยในสนามดังที่เป็นข่าวมานั้น โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ตนเองไม่มีอาการป่วย ไม่มีไข้ แต่ได้กักกันตนเองจนครบระยะ 14 วัน หลังจากนั้นตนและภรรยาจึงได้ไปหาหมอเพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 แต่ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการออกมาว่ามีการติดเชื้อ

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวมติชนว่า กรณีนี้จะต้องพูดถึงเรื่องของอาการของโรคก่อนว่าเมื่อได้รับเชื้อมาจะมีการแสดงอาการในระยะเวลา 14 วันของการฟักตัว กรณีนี้อ้างอิงจากวารสารโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ (EID เมื่อวันที่ 16 มีนาคม) แสดงข้อมูลว่ามีผู้ติดเชื้อที่แพร่เชื้อได้ก่อนที่จะแสดงอาการสูงถึงร้อยละ 12.6 และมีอีกกรณีหนึ่ง คือเมื่อถึงระยะของการแสดงอาการแล้วแต่ยังไม่มีอาการ และสามารถแพร่เชื้อได้ ซึ่งมีข้อมูลในประเทศจีนและเกาหลีใต้ว่า มีคนกลุ่มนี้สูงถึงร้อยละ 30

ศ.นพ.ธีระวัฒน์กล่าวว่า สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงในการสัมผัสผู้ติดเชื้อ เมื่อจากกันตนเองครบ 14 วันแล้วแต่ไม่แสดงอาการก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่แพร่เชื้อ จึงจะต้องมีการตรวจหาเชื้อซ้ำอีกด้วยวิธีการตรวจ PCR (Polymerase chain reaction) หรือปฏิกิริยาที่ใช้ในการเพิ่มปริมาณของ DNA ชนิดใดชนิดหนึ่งได้ในหลอดทดลอง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเชื้อในร่างกายแล้วและไม่สามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ ถ้ายังมีเชื้อไวรัสอยู่ก็จะต้องกักกันตนเองต่อไปอีก 14 วันและทำการตรวจซ้ำอีกว่าเชื้อหายไปแล้วหรือยัง

“ผู้ที่ติดเชื้อได้รับเชื้อมาโดยปกติแล้วจะแสดงอาการภายใน 14 วัน และจะมีประมาณ 12.6% ที่แพร่เชื้อได้ก่อนที่จะมีอาการ แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในระหว่างการแสดงอาการแต่กลับไม่มีอาการป่วยเลย โดยข้อมูลจากประเทศจีนและเกาหลีใต้พบว่าเป็นไปได้ว่าผู้ติดเชื้อแต่ไม่มีอาการแต่แพร่เชื้อได้ อาจจะมีจำนวนสูงถึง 30% ดังนั้นการกักกันตัวไว้ 14 วันแล้วก็จะต้องมีการตรวจซ้ำอีก จนกว่าจะแน่ใจว่าไม่มีเชื้ออีก” ศ.นพ.ธีระวัฒน์กล่าว

ศ.นพ.ธีระวัฒน์กล่าวว่า สำหรับการตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยการตรวจแอนติบอดี้ (Antibody) จะไม่สามารถระบุได้ว่าผู้นั้นมีเชื้อแล้วแพร่ได้หรือไม่ ซึ่งการตรวจหลักๆ จะใช้การตรวจ PCR เพื่อตรวจว่าในร่างกายผู้ป่วยนั้นมีเชื้อที่จะสามารถแพร่ไปยังผู้อื่นได้หรือไม่ การตรวจทั้ง 2 อย่างจึงมีข้อแตกต่างกัน

“หากตรวจหา IgM จะพบว่ามีการติดเชื้อในระยะ 5 วันที่ผ่านมา ส่วน IgG จะพบว่าอาจจะมีการติดเชื้อในระยะ 12 ถึง 14 วันที่ผ่านมา แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าขณะนั้นปล่อยเชื้อได้หรือไม่ แต่การตรวจลักษณะนี้จะทำให้พอทราบว่าอยู่ในระยะไหน เช่น ตรวจ IgM แล้วพบการติดเชื้อ แสดงว่าเพิ่งติดเชื้อมาใหม่ๆ ประมาณ 5 วัน ซึ่งหลังติดเชื้อโดยทั่วไปคนไข้จะแสดงอาการประมาณวันที่ 5-14 วัน ดังนั้นเมื่อการตรวจพบ IgM ทำให้หมายความได้ว่าอยู่ในระยะของการแพร่เชื้อได้ แต่เมื่อตรวจพบ IgG จะสามารถตรวจได้หลังจาก 14 วันเมื่อได้รับการติดเชื้อไปแล้ว ซึ่งถ้าพบในผู้ที่อาการไม่หนัก ก็อาจจะไม่มีอาการรุนแรงในระยะต่อไป แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าจะแพร่เชื้อต่อได้หรือไม่ ” ศ.นพ.ธีระวัฒน์กล่าว

นอกจากนี้ ศ.นพ.ธีระวัฒน์กล่าวว่า การตรวจทั้ง 2 วิธี จะมีประโยชน์มากสำหรับผู้ป่วยในห้องฉุกเฉิน เนื่องจากการตรวจหาแอนติบอดี้เพื่อหา IgM เบื้องต้นในผู้ป่วยรายนั้นว่ามีการติดเชื้อหรือไม่ จะเป็นการป้องกันแพทย์ในการปฏิบัติหน้าที่ได้ในระดับเบื้องต้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเชื่อถือได้ 100% แต่หากตรวจไม่พบ IgM ก็จะต้องนำมาเทียบเคียงกับประวัติความเสี่ยงของผู้ป่วย ว่ามีความเสี่ยงรับเชื้อมากน้อยแค่ไหน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘ศักดิ์สยาม’ แจ้ง ‘ปชช.’ อย่ากังวล ใบขับขี่ขาดอนุญาตใช้ต่อจนกว่าโควิดสงบ
บทความถัดไป‘นิด้าโพล’ เผยปชช. 36.99% สะท้อนผ่านเลือกตั้ง 1 ปี ส.ส.ยังด่ากันไปมา