ปลัด สธ.ย้ำ รพ.รับบริจาคได้แค่ 3 กรณีเท่านั้น ห้ามประโยชน์ต่างตอบแทนบริษัทยา

ปลัด สธ.ย้ำ รพ.รับบริจาคได้แค่ 3 กรณีเท่านั้น ห้ามประโยชน์ต่างตอบแทนบริษัทยา

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ลงนามในหนังสือ ที่ สธ 0202/ว416 เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2563 เรื่อง การรับเงินบริจาคจากบริษัทยาเข้ากองทุนสวัสดิการของโรงพยาบาล (รพ.) ส่งถึงอธิบดีทุกกรม นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) ทุกจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์/ทั่วไป ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชน ทุกแห่งทั่วประเทศ ทั้งนี้ใจความส่วนหนึ่งระบุว่า

1.รพ.ในสังกัด สธ.สามารถรับบริจาคเงินเข้ากองทุนสวัสดิการของ รพ.ได้ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ พ.ศ.2547 และระเบียบคณะกรรมการสวัสดิการ สํานักงานปลัด สธ.ว่าด้วยการจัดสวัสดิการภายในสำนักงานปลัด สธ. พ.ศ.2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดให้ส่วนราชการจัดตั้งกองทุนสำหรับเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาเรียกว่ากองทุนสวัสดิการของส่วนราชการ หรือ รพ.

2.การรับบริจาคเงินของ รพ.ในสังกัด สธ. ตามระเบียบ สธ.ว่าด้วยเงินบํารุงของหน่วยบริการในสังกัด สธ. พ.ศ.2562 โดยกำหนดให้เงินที่มีผู้บริจาคหรือมอบให้แก่หน่วยบริการ โดยระบุวัตถุประสงค์หรือไม่ระบุวัตถุประสงค์ หรือระบุวัตถุประสงค์ไม่ชัดแจ้ง รวมถึงดอกผลของเงินดังกล่าวเป็นเงินบำรุงของหน่วยบริการ ซึ่งในการรับบริจาคจะต้องปฏิบัติตามระเบียบ สธ.ว่าด้วยเงินบริจาคและทรัพย์สินบริจาคของหน่วยบริการ พ.ศ.2561 จะต้องเป็นการบริจาคด้วยความสมัครใจ และไม่เป็นไปเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์หรือมีเงื่อนไขผูกพันที่จะให้ประโยชน์แก่ผู้ใด ต้องคำนึงถึงประโยชน์และภาระที่เกิดขึ้นกับหน่วยบริการทั้งในปัจจุบันและอนาคต และห้ามรับเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคระบุเงื่อนไขของการบริจาค อันเป็นภาระหรือข้อเรียกร้องแก่หน่วยบริการ

3.การรับเงินที่มีผู้นำมามอบให้กับ รพ.ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเรี่ยไรของหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยกำหนดให้ส่วนราชการมีสิทธิ์เก็บเงินหรือทรัพย์สิน เรียกว่าการเรี่ยไร แต่ รพ.จะทำการเรี่ยไรได้ก็ต่อเมื่อจะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของระเบียบดังกล่าว โดยจะต้องจัดทำโครงการระบุวัตถุประสงค์ของการเรี่ยไรไว้ชัดเจนเสนอหัวหน้าหน่วยงานพิจารณาเห็นชอบให้มีการเรี่ยไรตามลำดับ และเมื่อคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไรของหน่วยงานของรัฐหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายพิจารณาอนุมัติให้ทำการเรียบร้อยแล้วจึงจะดำเนินการเรี่ยไรได้ โดย รพ.จะต้องทำหลักฐานการรับเงินหรือทรัพย์สิน ให้แก่ผู้บริจาคจะต้องจัดทำบัญชีการรับเงินและทรัพย์สินจะต้องรายงานการเงินและบัญชีการรับจ่ายเงินให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ภายใน 30 วัน นับแต่จัดทำบัญชีรับจ่ายเสร็จ ให้จัดให้มีเอกสารเกี่ยวกับการเรี่ยไร ประกาศเปิดเผยให้บุคคลทั่วไปทราบ ในการนำเงินที่ได้รับบริจาคไปก่อหนี้ จะต้องดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของโครงการและจะต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการโดยเคร่งครัด

ดังนั้น ทั้ง 3 กรณี เป็นการรับบริจาคเงินของ รพ.ที่ระเบียบกำหนดให้สามารถทำได้ กรณีที่ 1 เป็นการรับบริจาคเงินที่มีผู้บริจาคประสงค์จะบริจาคเข้ากองทุนสวัสดิการของรพ.กรณีที่ 2 เป็นการรับบริจาคที่มีผู้บริจาคให้กับ รพ. กรณีที่ 3 เป็นการรับบริจาคตามวัตถุประสงค์ของโครงการ ที่ รพ.ดำเนินการจัดให้มีการเรี่ยไรขึ้น ซึ่งทั้ง 3 กรณีดังกล่าวมีระเบียบกำหนดขั้นตอนการดำเนินการไว้ชัดเจน โดยการดำเนินการจะต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน จะต้องบริจาคด้วยความสมัครใจ ไม่มีผลประโยชน์แลกเปลี่ยน ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีภาระผูกพัน หรือข้อเรียกร้องใดแก่ รพ.

อีกทั้ง การดำเนินการจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบและมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เกี่ยวข้องด้วย เมื่อมติ ครม.เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2560 ได้เห็นชอบมาตรการป้องกันการทุจริตในกระบวนการเบิกจ่ายยาตามสิทธิสวัสดิการการรักษาพยาบาลของราชการ ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอ และ สธ.ได้เสนอห้ามไม่ให้หน่วยงานที่ทำการจัดซื้อทำการหารายได้ในลักษณะผลประโยชน์ต่างตอบแทนทุกประเภทจากบริษัทยาเข้ากองทุนสวัสดิการสถานพยาบาล รวมถึงการให้เงินแก่ รพ.หรือเจ้าหน้าที่รัฐหรือกองทุนอื่นใด เพื่อมีเงื่อนไขแลกเปลี่ยนกับการจัดซื้อจัดจ้าง รพ.จะต้องปฏิบัติตามมติ ครม.ดังกล่าวด้วย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ร้อง ป.ป.ช.สอบผู้บริหารท้องถิ่น ปมยึดหัวหินบาร์ซาร์ สกัดเจ้าของสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินรถไฟ
บทความถัดไป‘อิงลิช’ โปรอเมริกันตรวจเจอโควิด ถอนตัวก่อนศึกพีจีเอทัวร์ช่วงสุดสัปดาห์