ไบโอไทย ส่งสัญญาณเครือข่ายจับตา 3 กลุ่ม เอี่ยวมติยกเลิกแบนพาราควอต-คลอร์ไพริฟอส วันนี้!

ไบโอไทย ส่งสัญญาณเครือข่ายจับตา 3 กลุ่ม เอี่ยวมติยกเลิกแบนพาราควอต-คลอร์ไพริฟอส วันนี้!

เมื่อวันที่ 28 กันยายน เพจเฟซบุ๊ก มูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย ได้โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นกรณีมีการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย เพื่อพิจารณายกเลิกการแบน 3 สารเคมีกำจัดศัตรูพืช และหากมีมติยกเลิกการแบนสารพาราควอต และคลอร์ไพริฟอส ขอให้สังคมจับตามอง 3 กลุ่มบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมติดังกล่าว

ทั้งนี้ ข้อความระบุว่า

“หากการประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตรายวันนี้ (28 กันยายน 2563) มีการพิจารณาเพื่อยกเลิกการแบนพาราควอต หรือเลื่อนการแบนออกไปอีก ทั้งๆที่มีมติการแบนพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสเมื่อ 27 พฤศจิกายน 2562 และเพิ่งมีผลบังคับใช้เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ ต้องจับตาท่าทีของ 3 กลุ่มนี้

1. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย การบรรจุวาระการประชุม

การกำหนดเอกสารที่จะใช้พิจารณา การกำหนดทิศทางการประชุม การกำหนดวาระแต่ละเรื่องว่าจะต้องการจบลงตรงไหน เขามีบทบาทสำคัญมากที่สุด ผลงานการล้มแบนไกลโฟเซต คือหลักฐานเรื่องนี้

2.นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ในฐานะกำกับดูแล 4 กรรมการวัตถุอันตรายโดยตำแหน่งจากกระทรวงเกษตรฯ

แม้ไม่อยู่ในห้องประชุม แต่นโยบายและการสั่งการของเขาว่าต้องการให้ทบทวนการแบนพาราควอตหรือไม่ อยู่ในอำนาจของ รมว. โดยก่อนการประชุมคราวนี้เขาสั่งการให้นำเอาข้อร้องเรียนของกลุ่มต้านการแบนพาราควอตเสนอให้กรรมการวัตถุอันตรายเข้าไปพิจารณา

ประเด็นสำคัญคือ โดยทั่วไปในการลงมติของคณะกรรมการฯนั้น ถ้าวัตถุอันตรายชนิดใดอยู่ในกำกับของกระทรวงใด กรรมการวัตถุอันตรายจากกระทรวงอื่นๆ อีก 18 คน (ไม่นับประธาน) ก็จะลงมติไปตามนั้น
การลงมติเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562 ที่มีมติให้แบน 3 สาร (พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส) นั้น เกิดขึ้นจากบทบาทเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข แรงกดดันจากประชาชน องค์กรอิสระต่างๆ สภาผู้แทนราษฎรฯ และองค์กรด้านสุขภาพ จึงทำให้เกิดการแบนได้ แม้ก่อนหน้านั้น นายเฉลิมชัย ได้แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ประสงค์ในการแบนทั้ง 3 สาร แต่ด้วยแรงกดดันของประชาชน ทำให้ทั้งตัวเขาเอง และพรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องออกมาแถลงว่า เขาสนับสนุนการแบน

การยกเลิกการแบนไกลโฟเซต ในคราวการประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 ก็ชี้ชัดว่า เป็นการดำเนินการของนายเฉลิมชัยที่รับลูกจากนายสุริยะ โดยนายเฉลิมชัยออกโรงในฐานะรมว. แสดงบทบาทผ่านปลัดกระทรวงเกษตรฯ ข้ามศีรษะนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.ซึ่งกำกับดูแลกรมวิชาการเกษตร

การยกเลิกการแบน การเลื่อนการแบนออกไป หรืออาจไม่พิจารณาหาข้อยุติในการประชุมคราวนี้ อยู่ที่นายเฉลิมชัยจะสั่งการกรรมการฯ 4 คน จากกระทรวงเกษตรฯ ว่าเขาต้องการอย่างไร ?

ถ้าต้องการยกเลิกการแบน ก็เพียงแต่เอาเหตุผลของกลุ่มผู้ผลิต-ค้าสารพิษ และกลุ่มที่ต่อต้านการแบนว่า ไม่มีวิธีการทดแทน ต้นทุนสูง เกษตรกรได้รับผลกระทบ และไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ กรรมการอื่นๆส่วนใหญ่ก็จะลงมติไปตามนั้น ทั้งๆที่บราซิล มาเลเซีย เวียดนาม ซึ่งปลูกพืชชนิดเดียวกับเราแบนสารนี้แล้ว ไม่นับไนจีเรีย ที่ปลูกข้าวโพด มันสำปะหลัง มากกว่าเราหลายเท่าตัว ประกาศแบนพาราควอตในเร็วๆนี้
แต่แน่นอนว่าการตัดสินใจเช่นนั้น ต้องการสิ่งแลกเปลี่ยน อย่าลืมว่านายเฉลิมชัย เป็นรมว.เกษตรฯที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากภาษีของประชาชนกว่าหนึ่งแสนล้านบาทต่อปี การทำหน้าที่ในการหาทางเลือกและการสนับสนุนมาตรการต่างๆต่อเกษตรกรที่ต้องการปรับตัวเป็นพันธกิจของเขาและข้าราชการที่เกี่ยวข้อง เขาต้องมีหน้าที่อธิบายว่าทำไมประเทศเขตร้อนอื่นในโลกถึงทำได้ แต่ทำไมกระทรวงเกษตรฯภายใต้กำกับของเขาถึงทำไม่ได้

ที่สำคัญ นายเฉลิมชัย ยังดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์อีกด้วย เกษตรกรและประชาชนที่สนับสนุนการแบนสารพิษร้ายแรง จะเป็นคนตัดสินใจพรรคของเขาในการกาบัตรเลือกตั้งทั้งในสนามเล็กและสนามใหญ่ในคราวหน้า ว่าพวกเขาเห็นบทบาทของพรรคการเมืองคุ้มครองสุขภาพของประชาชนหรือเห็นแก่ประโยชน์บริษัทค้าสารพิษมากกว่ากัน

3. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 8 คน

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 8 คน เสนอชื่อโดยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ มีอย่างน้อย 4-5 คน ที่เห็นชื่อก็รู้เลยว่าจะยกมือโหวต “ยกเลิกการแบนพาราควอต” ?!

แม้กฎหมายจะระบุให้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 4 คน มาจากองค์กรสาธารณประโยชน์ แต่แทบไม่มีใครในวงการรู้จักว่า กรรมการที่นายสุริยะเสนอนั้นได้ทำงานในองค์กรสาธารณประโยชน์ที่อ้างเลย
ที่คนในวงการเกษตรกรรมยั่งยืนรับไม่ได้ คือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากองค์กรสาธารณประโยชน์ด้านเกษตรกรรมยั่งยืน ดันตั้งอดีตผู้อำนวยการของสมาคมค้าสารพิษ เข้ามาดำรงตำแหน่งต่อเนื่องเป็นวาระที่ 2 แล้ว

อิทธิพลของบรรษัทค้าสารพิษมีเหนือนักการเมือง ข้าราชการ และกลไกการตัดสินใจทางนโยบายมีมากขนาดไหนลองนึกดู

น่าจับตาว่า ผลการพิจารณาของคณะกรรมการวัตถุอันตรายจะออกมาในรูปแบบใด

แต่บอกได้เลยว่าภายใต้โครงสร้างกรรมการ และภายใต้การกำกับดูแลของสองคู่หูวัตถุอันตราย หากสังคมไทยยังไม่เข้มแข็งพอที่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหรือตรวจสอบพฤติกรรมของผู้มีตำแหน่งในกลไกทางนโยบายดังกล่าว ก็เป็นการยากที่ประเทศไทยจะระบบเกษตรกรรมและอาหารที่ปลอดภัยและยั่งยืนมากไปกว่านี้ได้” เพจไบโอไทยระบุ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ฮือฮา! แห่ชมชุดประจำชาติ ‘มิสแกรนด์ กัมพูชา’ อลังการงานสร้าง (ภาพชุด)
บทความถัดไปฝนมาฟ้าฉ่ำ พร้อมท่วม กรุงเก่าคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร พร้อมรับปัญหา