4เดือน สถานกักโรคทางเลือกของรัฐ ทำรายได้เข้าประเทศแล้วกว่า 1.2 พันล.

4เดือน สถานกักโรคทางเลือกของรัฐ ทำรายได้เข้าประเทศแล้วกว่า 1.2 พันล.

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสุนนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศสามารถเดินหน้า ควบคู่ไปกับการดูแล ป้องกัน มิให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดต่ออันตราย ซึ่งขณะนี้มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 สถานกักกันโรคแห่งรัฐทางเลือก (Alternative State Quarantine: ASQ) ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และสถานที่ควบคุมโรคทางเลือกในระดับจังหวัด (Alternative Local Quarantine: ALQ) จึงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการ และประเทศไทย ทั้งนี้ ในช่วง 4 เดือน ที่มีการดำเนินโครงการ ASQ และ ALQ สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศมากกว่า 1,200 ล้านบาท

นพ.ธเรศ กล่าวว่า การประยุกต์โรงแรมสู่ ASQ และ ALQ จะต้องผ่านการตรวจมาตรฐานอย่างรัดกุมใน 6 หมวด จาก สธ. และกระทรวงกลาโหม ประกอบด้วย 1.โครงสร้างอาคารและวิศวกรรม มีสภาพอาคาร ระบบความปลอดภัยพร้อมใช้งาน แต่ละห้องพักมีระบบปรับอากาศแยกส่วน มีระบบสื่อสารทางไกลทางการแพทย์ (Telemedicine) 2.บุคลากร มีพยาบาลอยู่ประจำ 24 ชั่วโมง มีแพทย์ให้คำปรึกษากับผู้เข้าพักผ่านระบบการแพทย์ทางไกล 3.วัสดุ อุปกรณ์สำนักงานและอื่นๆ มีวัสดุอุปกรณ์สำหรับผู้ปฏิบัติงาน และสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าพักอย่างเพียงพอ 4.เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล มีเวชภัณฑ์ อาทิ แอลกอฮอล์เจล หน้ากากอนามัย ปรอทวัดไข้ ฯลฯ พร้อมให้บริการ 5.การจัดการสิ่งแวดล้อมและเป็นมิตรกับชุมชน มีระบบการจัดการขยะติดเชื้อ/บำบัดน้ำเสียที่ได้มาตรฐาน อีกทั้งก่อนจะได้รับการอนุญาตให้จัดตั้งเป็นสถานกักกันฯ จะต้องมีการสร้างความเข้าใจและให้การยอมรับจากชุมชนโดยรอบ 6.โรงพยาบาลคู่สัญญาปฏิบัติการร่วมและความสะดวกสบายเพิ่มเติม

“และในส่วนของการพัฒนามาตรฐานของสถานกักกันฯ ในขั้นต่อไปนั้น คณะกรรมการฯ ได้มีมติให้เข้มงวดและวางมาตรการให้ชัดเจนสำหรับประชาชนผู้เข้ากักกัน ในการใช้พื้นที่ผ่อนคลายและพื้นที่ออกกำลังกายเพื่อไม่ให้ผู้เข้ากักตนเกิดความเครียด โดยแบ่งผู้เข้ากักกันเป็น 4 ประเภท ตามความเสี่ยงของประเทศต้นทางสำหรับการเข้าใช้พื้นที่อนุโลม และผู้เข้ากักตนรวมถึงผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามมาตรการอย่างรัดกุม ให้มีความปลอดภัย ไม่แพร่โรคระบาดสู่บุคคลอื่น โดยมีการออกการติดตามประเมินผลสถานกักกันโรคแห่งรัฐทางเลือกเป็นระยะจากคณะกรรมการผู้อนุมัติ” นพ.ธเรศ กล่าว

ด้าน ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดี สบส. กล่าวว่า ในส่วนของพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล พนักงานเจ้าหน้าที่ของ สบส.จะเป็นผู้ประเมินโรงแรมที่สมัครเข้าร่วมเป็น ASQ และในส่วนภูมิภาคเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพิจารณาอนุมัติโดยคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัด จะเป็นผู้ประเมินโรงแรมที่สมัครเข้าร่วมเป็น ALQ

“ขณะนี้มี ASQ ที่ผ่านการอนุมัติ จำนวน 108 แห่ง และ ALQ ที่ผ่านการอนุมัติ จำนวน 32 แห่ง สามารถตรวจสอบรายชื่อสถานกักกันโรคแห่งรัฐทางเลือกทั้ง ASQ และ ALQ ที่ผ่านการอนุมัติได้ที่หน้าเว็บไซต์ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินโควิด-19 สบส. (http://www.hsscovid.com) หากพบว่า ASQ หรือ ALQ แห่งใดหย่อนมาตรฐาน คณะกรรมการผู้อนุมัติจะมีการสั่งการให้ลดจำนวนห้องพัก หรือสั่งพักไม่ให้โรงแรมเปิดให้บริการ แล้วแต่กรณีความผิด” ทพ.อาคม กล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้กลุ่ม ปตท. ร่วมลดปัญหาฝุ่นพีเอ็ม2.5
บทความถัดไป“ทีเส็บ” ได้ผู้ชนะโครงการ Thailand’s MICE Startup ปี 3 ชูนวัตกรรมแก้ปัญหาผู้ประกอบการไมซ์