ปีแห่งความก้าวหน้า! ‘กฎหมาย-สวัสดิการ’ ด้านสังคม

ปีแห่งความก้าวหน้า! 'กฎหมาย-สวัสดิการ' ด้านสังคม

ปีแห่งความก้าวหน้า! ‘กฎหมาย-สวัสดิการ’ ด้านสังคม

กำลังผ่านพ้นปีที่เรื่อง ‘เพศ’ ถูกพูดถึงหนักมาก เป็นปีแห่งปรากฏการณ์ภูเขาระเบิด ที่ครูและบุคลากรทางการศึกษากระทำความรุนแรงทางเพศต่อนักเรียน ทั้งโรงเรียนใน จ.เพชรบูรณ์ สู่มุกดาหาร ไปบุรีรัมย์ ถึงนครพนม จึงเป็นอีกปีที่มีกระแสรณรงค์ให้เพิ่มความเข้มข้นของกฎหมายที่เกี่ยวกับการ “ข่มขืนและคุกคามทางเพศ”

 

แก้คุกคามทางเพศในที่ทำงาน

ซึ่งมีความก้าวหน้าอยู่บ้างกับ “มาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศในการทำงาน” ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบเมื่อเดือนเมษายน 2563 มอบให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นผู้รับผิดชอบหลัก

ถือเป็นมาตรการเก่าปีตั้งแต่ปี 2558 มาปัดฝุ่นใหม่ เพิ่มแนวทางปฏิบัติจาก 7 เป็น 12 แนวทาง เพื่อให้เกิดกลไกการป้องกัน และแก้ไขปัญหาการคุกคามทางเพศในที่ทำงานได้อย่างแท้จริง อาทิ ให้หน่วยงานจัดทำแนวปฏิบัติ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยให้บุคลากรมีส่วนร่วม,

ให้หน่วยงานกำหนดกลไกร้องทุกข์ภายในหน่วยงาน, กรณีมีการร้องเรียน ให้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อสอบข้อเท็จจริง, ให้หน่วยงานรายงานผลการดำเนินงานไปยังศูนย์ประสานการป้องกันการคุกคามทางเพศในการทำงาน (ศปคพ.) ภายในวันที่ 31 ตุลาคม ของทุกปี, ให้ ศปคพ.ซึ่งอยู่ความรับผิดชอบของกรมกิจการสตรีและสถรบันครอบครัว เป็นศูนย์กลางประสานงานต่างๆ ที่เกี่ยวกับมาตรการดังกล่าว และรายงานผลต่อคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ (สทพ.) เป็นความพยายามสร้างกลไกป้องกันและแก้ไขเริ่มต้นในหน่วยงานรัฐ

มีความคาดหวังให้ใช้มาตรการดังกล่าว ในโรงเรียนและสถาบันการศึกษาซึ่งถือเป็นสถานที่ทำงานหนึ่ง จะช่วยลดปัญหาการคุกคามและละเมิดนักเรียน นักศึกษา ครู และอาจารย์ได้มาก

แก้คุกคามทางเพศในที่ทำงาน

 

ฉีดให้ฝ่อ-แก้ข่มขืน

ปีนี้มีความพยายามเสนอประเด็นการป้องกัน และแก้ปัญหาการข่มขืนกระทำชำเรา และการล่วงละเมิดทางเพศเป็นวาระแห่งชาติ โดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญศึกษาแนวทางป้องกันและแก้ปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราและการล่วงละเมิดทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร

โดย กมธ.วิสามัญฯ ได้ศึกษาและมีข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาข่มขืนอย่างน่าสนใจ อาทิ เสนอให้ตั้งคณะกรรมการป้องกันและแก้ปัญหาการข่มขืนกระทำชำเรา และการล่วงละเมิดทางเพศระดับชาติ เพื่อให้มีกลไกหลักในการบูรณาการและแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม, เสนอให้ฉีดยาปรับฮอร์โมนทางเพศกับผู้กระทำผิดคดีข่มขืน เพื่อยับยั้งการสร้างฮอร์โมนเพศชาย ลดความต้องการทางเพศ สร้างอสุจิไม่ได้ และอวัยวะเพศไม่แข็งตัว, เสนอให้มีการจัดเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอของผู้ต้องขัง ในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศทุกคน เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการติดตาม เฝ้าระวังหลังได้รับการปล่อยตัวเมื่อพ้นโทษ ป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ ตลอดจนแก้ไขกฎหมายอาญา เพิ่มถ้อยคำ “คุกคามทางเพศ” ในนิยาม เพื่อให้กฎหมายครอบคลุมมากขึ้น จากปัจจุบันมีแค่โทษเบาสุด คือ อนาจาร และหนักสุด คือ ข่มขืนกระทำชำเรา ยังไม่มีโทษตรงกลาง คือคุกคามทางเพศ

ทั้งนี้ เป็นแนวทางที่ พรรคพลังประชารัฐ จะเสนอเป็นร่างกฎหมายและมาตรการให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

ฉีดให้ฝ่อ-แก้ข่มขืน

 

สมรสเท่าเทียม

ยังอยู่ที่เรื่องเพศ แต่เป็นเรื่อง “สมรสเท่าเทียม” ซึ่งปีนี้ถูกพูดถึงมากเช่นกัน เพราะ ครม.ได้เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต พ.ศ…. เมื่อเดือนกรกฎาคม 2563 เสนอโดยกรมคุ้มครองสิทธิ กระทรวงยุติธรรม เป็นความตื่นเต้นของสังคมในช่วงแรก ที่จะได้เห็นคนเพศเดียวกันสามารถจดทะเบียนคู่ชีวิตได้ครั้งแรกในประเทศ ทว่าก็ถูกวิจารณ์ไม่น้อย ถึงการทำให้เกิด 2 มาตรฐาน เพราะไม่ได้ให้ศักดิ์และสิทธิ เหมือนการจดทะเบียนสมรสทุกประกาศ

ประเด็นนี้ ในแวดวงแอลจีบีทีคิวซึ่งจะเป็นผู้ใช้เอง ก็ยังเสียงแตก มีทั้งเห็นด้วย คือแม้ยังไม่ให้สิทธิเท่าเทียม แต่อยากให้มีๆ ไปก่อน และไม่เห็นด้วย คือมีทั้งทีก็ให้ดีๆ ไปเลย ขณะที่บางฝ่ายมองว่า เรื่องนี้ไม่ต้องทำกฎหมายเพิ่มอะไร เพียงไปแก้ในกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในมาตรา 1448 ระบุว่า “การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุ 17 ปี บริบูรณ์แล้ว” เป็นคำว่า ผู้ชายและผู้หญิง ให้เป็นบุคคลและบุคคล เท่านี้ก็เท่าเทียมแล้ว

ถกเถียงกันฝุ่นตลบ เรื่องไม่เดินไปข้างหน้า จนคู่รักแอลจีบีทีต้องสู้เอง กับการยื่นศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ให้วินิจฉัย ป.แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 ขัดกับรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 27 ที่กำหนดบุคคลย่อมเสมอกัน และได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายเท่าเทียมกัน หรือไม่ นัดชี้ชะตา วันที่ 26 เมษายน 2564

สมรสเท่าเทียม

 

เพิ่มเบี้ยพิการเป็น 1 พันบาท

หลังจากปรับเพิ่มเบี้ยคนพิการครั้งสุดท้ายในปี 2558 จาก 500 บาท เป็น 800 บาทต่อเดือน ถ้วนหน้ากับคนพิการที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ปีนี้ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ระบาด คนพิการก็ได้ปรับเพิ่มเบี้ยจาก 800 บาท เป็น 1,000 บาท แต่ให้เฉพาะ 2 กลุ่มก่อน คือ คนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 1.1 ล้านราย และเด็กพิการที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี อีกจำนวน 1.2 แสนราย รวมได้ปรับเบี้ยขึ้นประมาณ 1.2 ล้านราย เริ่มเดือนตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา ส่วนคนพิการทั่วไปที่ขึ้นทะเบียนแล้ว แต่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มดังกล่าวอีก 8 แสนกว่าคน จะยังได้รับเบี้ยพิการในอัตราเดิม คือ 800 บาท

เพิ่มเบี้ยพิการเป็น 1 พันบาท

 

ขยายแจกเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดถึง 6 ปี ถ้วนหน้า

จัดเป็นสวัสดิการประชาชนตามช่วงวัยหนึ่งเดียว ที่ยังให้เฉพาะกลุ่มเท่านั้น กับโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด 600 บาทต่อเดือน ที่ให้เงินเด็กแรกเกิดจนถึง 6 ปี เฉพาะที่อยู่ในครัวเรือนยากจน มีรายได้รวมกันไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปี โดยเริ่มให้ตั้งแต่ปี 2558 ช่วงแรกให้เด็กแรกเกิดถึง 3 ปี ก่อนมาขยายให้เด็กแรกเกิดถึง 6 ปี แต่ทั้งนี้ การให้เฉพาะกลุ่มทำให้เด็กยากจนตกหล่นเข้าถึงสิทธิเป็นจำนวนมาก โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) ซึ่งรับผิดชอบโครงการดังกล่าว คาดการณ์ว่ามีเด็กตกหล่นถึง 30 เปอร์เซ็นต์

จึงมีความพยายามเสนอขยายโครงการเป็นจ่ายแบบถ้วนหน้า เพื่อลดช่องการตกหล่นรับสิทธิ พร้อมอ้างผลประเมินโครงการปีที่ผ่านมาๆ สามารถติดตามเพื่อนำไปสู่การพัฒนาเด็กให้มีพัฒนาการสมวัย ตลอดจนส่งเสริมโภชนาการได้ ตลอดจนนำผลศึกษาจากต่างประเทศว่าการลงทุนในเด็ก ให้ผลตอบแทนสูงสุดถึง 7-10 เท่า

ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ (กดยช.) เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา จึงมีมติเห็นชอบขยายโครงการจ่ายแบบถ้วนหน้า เริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2565 หรือเดือนตุลาคม 2564 เบื้องต้นให้กระทรวง พม. นำเสนอ ครม.เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

ขยายแจกเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดถึง 6 ปี ถ้วนหน้า

 

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ด่วน! จันทบุรีติดโควิดเพิ่ม 7 ราย แฉรายแรกติดจากบ่อนระยอง ทัวร์เข้าบ่อน 3 แห่งทั้งจันท์-ตราด
บทความถัดไปผบช.น.สั่งเด้ง ผบก.น.2 พร้อม 5 เสือ สน.ทุ่งสองห้อง ขาดจากตำแหน่ง เซ่นบ่อนเย้ยโควิด-19