วิกฤตหนักค่าฝุ่นพิษแดงเดือดทั่ว กทม.-ปริมณฑล 33 พื้นที่ ทะลุ 121 มคก./ลบ.ม.

วิกฤตหนักค่าฝุ่นพิษแดงเดือดทั่ว กทม.-ปริมณฑล 33 พื้นที่ ทะลุ 121 มคก./ลบ.ม.

วิกฤตหนักค่าฝุ่นพิษแดงเดือดทั่ว กทม.-ปริมณฑล 33 พื้นที่ ทะลุ 121 มคก./ลบ.ม. เขตทวีวัฒนา ปลัด สปน.ออกตรวจพบรถปล่อยควันดำเกินค่ากำหนด ด้าน คพ.ชี้โรงงาน-เผาที่โล่งอากาศปิดทำฝุ่นสะสม ทส.ประสานความร่วมมือหน่วยงานภาครัฐเพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5

เวลา 10.00 น. เมื่อวันที่ 23 ม.ค. ศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรายงานการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศ พื้นที่ กทม.และปริมณฑล คุณภาพอากาศอยู่ในระดับ เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ

สารมลพิษทางอากาศที่ตรวจพบเกินมาตรฐานได้แก่ ฝุ่นละออง ขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ตรวจพบค่าระหว่าง 61-121 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m3) เกินมาตรฐาน 50 มคก./ลบ.ม.ในทุกสถานีตรวจวัด โดย PM2.5 เกินค่ามาตรฐานในระดับวิกฤตสีแดง 33 พื้นที่ สูงสุดที่ ริม ถ.คลองทวีวัฒนา เขตทวีวัฒนา 121 มคก./ลบ.ม. ริม ถ.ลาดกระบัง เขตลาดกระบัง 120 มคก./ลบ.ม. ริม ถ.มาเจริญ เพชรเกษม 81 เขตหนองแขม 116 มคก./ลบ.ม. ริมถ.ศรีนครินทร์ เขตประเวศ 114 มคก./ลบ.ม. ต.มหาชัย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 109 มคก./ลบ.ม. ริม ถ.เลียบวารี เขตหนองจอก 107 มคก./ลบ.ม. เป็นต้น

ทั้งนี้ประชาชนทั่วไปควรเฝ้าระวังสุขภาพ ลดเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองหากมีความจำเป็น ผู้ที่ต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ ควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองหากมีความจำเป็น ถ้ามีอาการทางสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา กรมควบคุมมลพิษประสานความร่วมมือกระทรวงมหาดไทยและ กทม. เพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ออกตรวจปฏิบัติการของหน่วยตรวจวัดควันดำภายใต้การบูรณาการระหว่างกองบังคับตำรวจจราจรกลาง และกรมควบคุมมลพิษ ตามมาตรการเชิงรุก เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะฝุ่นละอองจากรถยนต์ที่มีควันดำสูงเกินค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด โดยมี นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานอนุกรรมการสื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ พร้อมด้วย นางพรศรี สุทธนารักษ์ ผู้อำนวยการกองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง และเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติงานการตรวจจับรถยนต์ควันดำ ณ จุดตรวจควันดำ บริเวณใต้ทางด่วนคู่ขนานลอยฟ้า ถนนบรมราชชนนี ขาเข้า กทม.

นายธีรภัทรกล่าวว่า จากมลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้นในช่วงนี้มีการสะสมตัวค่อนข้างมาก โดยสิ่งหนึ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญ คือ การบังคับใช้กฎหมายกับต้นเหตุของแหล่งที่กำเนิดมลพิษ โดยการตรวจควันดำในครั้งนี้เน้นตรวจรถบรรทุกขนาดใหญ่ และรถบรรทุกขนาดเล็ก เพื่อเป็นการให้ผู้ใช้รถได้เห็นสภาพรถของตนเอง และซ่อมบำรุงรักษาสภาพเครื่องยนต์ยนต์ให้ตรงตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด

นายธีรภัทรกล่าวว่า จากการตรวจวัดควันดำ พบว่ามีรถที่มีควันดำสูงเกินค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด กองบังคับตำรวจจราจร ได้ออกคำสั่งให้เจ้าของรถไปปรับปรุงเครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ให้เสร็จภายใน 30 วัน และได้มอบนโยบายเพื่อเป็นการป้องกันและดำเนินการเชิงรุกให้ทำการตรวจวัดควันดำ ณ สถานประกอบการ จุดรวมรถ อู่รถยนต์ รวมถึงรถขนส่งสาธารณะ โดยขอความร่วมมือจากภาคเอกชนและทุกหน่วยงานช่วยกันดูแลไม่ให้รถที่มีควันดำออกมาวิ่งใช้งาน

นอกจากนี้ นายธีรภัทรยังได้ลงพื้นที่ไปสังเกตการณ์ บริเวณจุดตรวจวัดคุณภาพอากาศสถานีริมคลองทวีวัฒนา จากการลงพื้นที่พบว่ามีค่าฝุ่นละออง PM2.5 สูงเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งบริเวณดังกล่าวมีการจราจรค่อนข้างหนาแน่น จึงได้สั่งการให้กรมควบคุมมลพิษประสานเขตทวีวัฒนา เพื่อจัดการระบายจราจรบริเวณดังกล่าวให้คล่องตัว

ด้านนายเถลิงศักดิ์ เพ็ชรสุวรรณ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ได้ทำการบินสำรวจพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ในพื้นที่ด้านตะวันตก และทางใต้ของ กทม. (เขตทวีวัฒนา) และ จ.สมุทรสาคร ที่มีค่า AQI เป็นสีแดง พบว่าบริเวณนั้นมีการเผาในที่โล่งในหลายพื้นที่ และยังมีโรงงานอุตสาหกรรมที่เป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดมลพิษ ทำให้เกิดการสะสมของฝุ่นละอองที่สูงขึ้น จึงส่งผลต่อทัศนวิสัยในการมองเห็นและสุขภาพ และขอความร่วมมือจากประชาชนให้ตรวจรักษาสภาพรถ นำรถไปตรวจสภาพเครื่องยนต์ งดการเผาในที่โล่งและงดกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงนี้ เนื่องจากมีสภาพอากาศปิดอาจทำให้เกิดการสะสมของฝุ่นละอองได้ หากมีความจำเป็นจะต้องเดินทางออกมาข้างนอกให้สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเพื่อป้องกันฝุ่นละออง รวมถึงโควิด-19

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้การ์ตูนรุทธ์ ประจำวันที่ 23 ม.ค. 64
บทความถัดไปหมอบุ๋มแถลง! โควิดรายใหม่ 198 ราย ดับเพิ่มอีก 1 ชาวพิจิตร อาการทรุด 2 ครั้งก่อนสิ้นใจ