คลัสเตอร์ใหม่โควิด-19 ผัวเมียขายข้าวในโรงงานปราจีนฯ ลูกจ้างติดแล้ว 3 ราย

สธ.เผยคลัสเตอร์ใหม่โควิด-19 ผัวเมียขายข้าวในโรงงาน จ.ปราจีนฯ พบลูกจ้างติดแล้ว 3 ราย

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค แถลงรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ว่า วันนี้พบผู้ติดเชื้อใน จ.นครนายก และ จ.ปราจีนบุรี ที่มีความเชื่อมโยงกัน โดยเป็นสามี อายุ 60 ปี และภรรยา อายุ 62 ปี เปิดร้านขายอาหารในโรงงานแห่งหนึ่ง และอาศัยใน จ.ปราจีนบุรี แต่มีลูกสาวซึ่งเป็นบุคลากรทางการแพทย์อยู่ใน จ.นครนายก ซึ่งสามีและภรรยาต้องมาซื้อของในตลาดสี่มุมเมือง จ.ปทุมธานี เพื่อประกอบอาหารขายในโรงงาน และด้วยตลาดใน จ.ปทุมธานี มีรายงานผู้ติดเชื้อบ้าง จึงมีความกังวลและเดินทางไปตรวจหาเชื้อที่โรงพยาบาล (รพ.) จ.นครนายก และพบว่าติดเชื้อทั้ง 2 ราย

นพ.จักรรัฐกล่าวว่า จากการสอบสวนเพิ่มเติม พบว่าเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ สามีเริ่มมีอาการปวดเมื่อย ครั่นเนื้อครั่นตัว เหนื่อย มีไข้ ปวดหัวเล็กน้อย และไปช่วยลูกสาวขายอาหารใน จ.ปราจีนบุรี หลายวัน หลังจากนั้นไปพบแพทย์ในคลิกนิก จ.ปราจีนบุรี และไปรักษาต่อที่ รพ.แห่งหนึ่ง ใน จ.นครนายก ซึ่งภรรยาก็ได้ไปช่วยลูกสาวขายอาหาร และตรวจพบเชื้อเช่นกัน

“การค้นหาผู้สัมผัสร่วมบ้านพบว่ามีลูกชาย ลูกสะใภ้ หลาน เบื้องต้นผลตรวจช่วงเดือนมีนาคม ไม่พบเชื้อ บุคลากรทางการแพทย์ที่ รพ.จ.นครนายก และสุ่มตรวจพนักงานในโรงงาน จ.ปราจีนบุรี ประมาณ 1,400 ราย ส่งตรวจเมื่อวันที่ 8 มีนาคม อยู่ในระหว่างรอผลตรวจ และลูกจ้างในร้านขายอาหารช่วงกลางคืน ติดเชื้อ 3 ราย และช่วงเช้า ตรวจครั้งที่ 1 ไม่พบเชื้อ รอตรวจครั้งที่ 2 อีกครั้ง” นพ.จักรรัฐกล่าว

ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยากล่าวถึงการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในประเทศไทยว่า ข้อมูลเฉพาะเมื่อวันที่ 8 มีนาคม ฉีดแล้ว 2,404 ราย รวมสะสมตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 8 มีนาคม รวม 29,900 ราย เฉลี่ยประมาณร้อยละ 33-34 ซึ่งกราฟแสดงให้เห็นถึงจำนวนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เมื่อฉีดแล้วก็จะได้รับอาการไม่พึงประสงค์ขึ้น เกิดได้ 1 ใน 3 ของผู้ที่ได้รับวัคซีน อาการไม่พึงประสงค์ พบได้ตั้งแต่การเริ่มนำเข็มฉีด เจ็บบริเวณแผล คลื่นไส้ วิงเวียน ผื่นเล็กน้อย อาเจียน สามารถรายงานเข้าไปในระบบไลน์บัญชีทางการ “หมอพร้อม” เพื่อบันทึกอาการไม่พึงประสงค์ที่ไม่รุนแรง เพื่อยืนยันการเฝ้าระวังในระดับที่ไม่รุนแรงด้วย โดยหลังจากนี้ จะรายงานเฉพาะอาการข้างเคียงที่รุนแรงเท่านั้น เช่น ไข้สูง แน่นหน้าอก หรือหายใจไม่ออก อาจเกี่ยวกับระบบหัวใจที่ทำงานมากขึ้น ซึ่งอาจมีเรื่องก้านหัวใจอักเสบตามมาได้ มีผื่นทั้งตัวหรือมีจุดเลือดออกจำนวนมาก ซึ่ง 2 อาการนี้บ่งบอกอาการแพ้ตามมา ส่วนอาเจียนมากกว่า 5 ครั้งไป ปากเบี้ยว กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดศีรษะรุนแรง จนถึงชักหมดสติ ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบประสาทได้

“อาการข้างเคียงที่มาก อาจส่งผลให้มีอาการรุนแรงมากขึ้นหลังจากฉีดวัคซีน ทั้งหมดนี้จึงต้องรายงานเข้ามาในระบบเฝ้าระวัง กรณีที่สงสัยว่าจะรุนแรง ก็จะเข้าเกณฑ์การสอบสวนโรค เช่น ฉีดแล้วเสียชีวิต โดยตั้งแต่ฉีดวัคซีนมา มีรายงานตามเกณฑ์สอบสวน 5 ราย และมี 1 ราย ส่งให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาแล้ว โดยผลระบุว่ามีความเกี่ยวข้องกับวัคซีนชนิดไม่รุนแรง และทุกรายงานกลับบ้านแล้ว” นพ.จักรรัฐกล่าว

นอกจากนี้ นพ.จักรรัฐกล่าวว่า ขณะนี้หลายประเทศมีการฉีดวัคซีนโควิด-19 มากขึ้น โดยเฉพาะแถบยุโรปและอเมริกา พบว่าจำนวนผู้ติดเชื้อ ผู้เสียชีวิต มีตัวเลขลดลง เช่น สหรัฐอเมริกา จากเคยมีจำนวนผู้ติดเชื้อหลักแสนต่อวัน เหลือ 4.5 หมื่นรายต่อวัน เสียชีวิตจากหลักพัน เหลือไม่ถึง 800 คน และอย่างอังกฤษตัวเลขเสียชีวิตเหลือ 2 หลัก เพราะฉะนั้น วัคซีนที่ฉีดไปในหลายประเทศ มีส่วนสำคัญทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อ ผู้เสียชีวิต โดยเฉพาะผู้ป่วยรุนแรงจนเสียชีวิตลดลง

“ขณะที่ประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านรอบๆ บ้านเรา อย่างในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฉีดไปแล้วกว่า 4 ล้านโดส เช่น สิงคโปร์ เป็นประเทศแรกที่ได้ฉีดวัคซีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งตัวเลขผู้เสียชีวิตคงที่ ขณะที่ตัวเลขผู้ป่วยก็ไม่มาก หลักหน่วยถึงหลักสิบ” นพ.จักรรัฐกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า ต้องมีข้อระวังอย่างไร นพ.จักรรัฐกล่าวว่า ก่อนฉีดวัคซีนทั้งแอสตร้าฯ และซิโนแวค จะต้องมีการคัดกรองเบื้องต้น เช่น ประวัติแพ้วัคซีน แพ้ยา ที่ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ทราบ และมีกระบวนการกำหนดกลุ่มเป้าหมายเหมือนกัน ดังนั้น ผู้ที่อยู่ในรายชื่อการฉีดของแอสตร้าฯ ก็ให้ไปฉีดตามนัดหมาย โดยหลักการก่อนฉีดต้องนอนให้เพียงพอ รับประทานอาหารก่อนฉีด เพราะจะทำให้มีอาการเวียนศีรษะจากการงดอาหาร และอาจเข้าใจว่าเป็นอาการไม่พึงประสงค์หลังฉีด

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon