ฮูชี้ไทยสอบตกนโยบายคุมบุหรี่ แนะเอาอย่างอังกฤษใช้ กม.เข้ม

แฟ้มภาพ
ฮูชี้ไทยสอบตกนโยบายคุมบุหรี่ แนะเอาอย่างอังกฤษใช้ กม.เข้ม

เมื่อวันที่ 14 เมษายน พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวถึงกรณีกลุ่มสนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้าเสนอให้ประเทศไทยเอาอย่างประเทศอังกฤษ ที่สนับสนุนการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อช่วยเลิกบุหรี่ ว่า ระดับความสำเร็จของนโยบายการควบคุมยาสูบของอังกฤษและไทยแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เช่น การปฏิบัติตามกฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ ซึ่งจากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO Report on the Global Tobacco Epidemic, 2019) ระบุประเทศอังกฤษได้ 10 คะแนนเต็ม แต่ประเทศไทยทำได้เพียง 5 คะแนน ทั้งที่ประเทศไทยมีกฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลกมากว่า 10 ปี

พญ.เริงฤดีกล่าวว่า กลุ่มนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ชิคาโก ได้จัดทำรายงานเปรียบเทียบระดับความสำเร็จของนโยบายภาษียาสูบทุกประเทศทั่วโลก เมื่อเดือนธันวาคม 2563 พบอังกฤษเป็น 1 ใน 4 ประเทศที่มีนโยบายภาษียาสูบที่ดีที่สุดในโลก โดยได้คะแนนประเมินสูงถึง 4.38 จาก 5 คะแนนเต็ม ส่วนไทยถือว่าสอบตก ได้เพียง 1.75 คะแนน โดยได้คะแนนต่ำกว่าอังกฤษในทุกตัวชี้วัดด้านภาษี กล่าวคือ ราคาบุหรี่ของไทยถูกกว่าอังกฤษมาก การกำหนดนโยบายภาษียาสูบของไทยไม่ได้ปรับราคาบุหรี่ตามการเปลี่ยนแปลงของรายได้ประชากร ทำให้บุหรี่ในประเทศไทยเป็นสินค้าที่ซื้อได้ง่าย

“โครงสร้างภาษีของไทยที่เป็นแบบ 2 ระดับ เปิดช่องให้บุหรี่หลายยี่ห้อลดราคาลง นอกจากนี้ ไทยยังเก็บภาษียาเส้นในอัตราที่ต่ำมาก ต่างจากอังกฤษที่มีการปรับอัตราภาษีอย่างสม่ำเสมอทุกปี โดยขึ้นภาษีร้อยละ 2 สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ และเก็บภาษีบุหรี่ทุกประเภทในอัตราที่ใกล้เคียงกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้สูบเปลี่ยนไปสูบบุหรี่ที่ถูกกว่า ขณะที่ไทยยังไม่มีมาตรการจัดการกับบุหรี่ผิดกฎหมายอย่างจริงจัง และยังไม่ได้ลงนามในพิธีสารตามอนุสัญญาควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก เรื่องการกำจัดผลิตภัณฑ์ยาสูบผิดกฎหมาย ขณะที่อังกฤษลงนามในพิธีสารดังกล่าวตั้งแต่ปี 2556” พญ.เริงฤดีกล่าว

ด้าน ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า องค์การอนามัยโลกยกให้อังกฤษเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการจัดบริการเลิกบุหรี่ โดยมียาช่วยเลิกบุหรี่ที่สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ตั้งแต่ปี 2544 ปัจจุบันยาช่วยเลิกบุหรี่ในอังกฤษมีวางจำหน่ายทั่วไปตามร้านสะดวกซื้อ และสถานบริการสุขภาพทุกระดับของอังกฤษ มีการจัดบริการเลิกสูบบุหรี่เต็มรูปแบบและสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้เต็มจำนวน ต่างจากประเทศไทยที่ยาช่วยเลิกบุหรี่ยังไม่สามารถเบิกจ่ายในสิทธิบริการสุขภาพได้ และการจัดบริการเลิกสูบบุหรี่ยังไม่เต็มรูปแบบ

“นอกจากนโยบายการควบคุมยาสูบที่อังกฤษก้าวหน้ากว่าไทยไปมาก งบประมาณที่จัดสรรสำหรับการควบคุมยาสูบของประเทศอังกฤษก็สูงกว่าไทยอย่างมาก ซึ่งอังกฤษวางเป้าหมายจะเป็นประเทศที่ปลอดบุหรี่ให้ได้ในปี 2573 โดยวางแผนจัดสรรงบประมาณในการควบคุมยาสูบไว้ปีละประมาณ 12,000 ล้านบาท ขณะที่ไทยมีเพียงงบประมาณจากสำนักงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพียงปีละไม่ถึง 400 ล้านบาท ดังนั้นการที่กลุ่มผู้สนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้าพยายามเรียกร้องไทยให้เอาอย่างอังกฤษที่อนุญาตให้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าได้นั้น ยังเป็นเรื่องที่ยังห่างไกลกับบริบทไทย” ศ.นพ.ประกิตกล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้พายุฝนกระหน่ำ 5 อำเภอ 6 ตำบลโคราช บ้านเรือนพังเสียหาย
บทความถัดไปเมียนมาประท้วงเงียบ สาดสีแดงใส่ที่ทำการรัฐบาลทหาร