สธ.หาเตียงเพิ่มรับผู้ป่วยสถานะสีเหลือง-แดง พร้อมเปิด ASQ เป็น รพ.สนามชั่วคราว

สธ.หาเตียงเพิ่มรับผู้ป่วยสถานะสีเหลือง-แดง พร้อมเปิด ASQ เป็น รพ.สนามชั่วคราว

เมื่อวันที่ 19 เมษายน ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) พร้อมด้วย รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ประธานคณะกรรมการโรงพยาบาลในกลุ่มสถาบันแพทย์แห่งประเทศไทย (UHosNet) นพ.สุขสันต์ กิตติศุภกร ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร (กทม.) และ นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ร่วมแถลงข่าวประเด็นการบริหารจัดการเตียงรองรับผู้ติดเชื้อโควิด-19

นพ.ธเรศ กล่าวว่า สำหรับแนวทางขณะนี้ได้มีการพิจารณาแล้วว่า หากโรงพยาบาล (รพ.) เอกชน จะมีการขยายเตียงนั้น จะมีการอนุมัติแบบฟาสแทร็ก (fast-track) โดยอธิบดี สบส. ซึ่งจะคล่องขึ้นสำหรับ รพ.ที่มีพื้นที่อยู่แล้ว นอกจากนี้ ในเรื่องสถานกักกันโรคทางเลือก (ASQ) ดูแลผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ โดยโรงแรมทำสัญญากับ รพ.เอกชน ซึ่งมีระบบป้องกันตามมาตรฐานนั้น ที่ผ่านมาขึ้นทะเบียน 100 กว่าแห่งประมาณ 10,000 เตียง จึงคิดว่าหากจะเอา ASQ มาปรับตัวเป็น รพ.ชั่วคราวที่เรียกว่า ฮอสปิเทล (Hospitel) ซึ่งแนวคิดนี้สอดคล้องกับการทำ รพ.สนาม โดยได้รับความร่วมมืออย่างดี ทั้งนี้ ได้ออกแนวทางและรับสมัครไปตั้งแต่วันที่ 8 เม.ย. จนบัดนี้ 11 วัน ขณะนี้มี รพ.ร่วมกับโรงแรมที่สมัครและผ่านการรับรองแล้ว 34 แห่ง เป็นจำนวนเตียงที่ขออนุมัติภาพรวม 7,200 กว่าเตียง แต่เปิดใช้จริงประมาณ 4 พันเตียง เนื่องจากช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี ทางโรงแรมได้ซ่อมแซม ทำความสะอาด ปรับระบบต่างๆ ไป อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีผู้ป่วยมาใช้บริการแล้วกว่า 2 พันราย ซึ่งเป็นกลุ่มสีเขียว แต่ก็เป็นข้อดี เพราะตรงนี้จะช่วยให้ รพ. มีเตียงว่างรองรับผู้ป่วยกลุ่มที่มีอาการซับซ้อน

นพ.ธเรศ กล่าวอีกว่า กรณีการตรวจผลแล็บต่างๆ เมื่อได้ผลบวกกลับให้ไปหาเตียง หารพ.เองนั้น ขณะนี้เราได้ออกประกาศโดยระบุให้คลินิกแล็บที่ตรวจ ต้องจัดหาต้องให้คำแนะนำในการส่งต่อผู้ป่วยไปสถานพยาบาลเพื่อรักษาทันที หากต่อไปท่านไปตรวจแล้วไม่ได้รับการดำเนินการดังกล่าว ถือว่าคลินิกหรือแล็บแห่งนั้นทำผิดกฎหมาย แต่ที่ผ่านมาก็มีการพูดคุย และล่าสุดในวันพรุ่งนี้(20 เม.ย.) จะมีการประชุมทางไกลกับคลินิกต่างๆ เพื่อวางระบบแนวทางต่างๆ และคลินิกที่จะตรวจเชื้อต่อไปจะต้องมีการทำบันทึกความร่วมมือ กับสถานพยาบาลทั้งรัฐและเอกชนที่จะส่งต่อผู้ป่วย

“ที่ผ่านมา เราได้ลงโทษคลินิกกลุ่มหนึ่งที่มีการโฆษณาอวดอ้างการตรวจแล็บ และมี 2-3 แล็บที่ตรวจคนไข้แล้วไม่มีการประสานสถานพยาบาลให้ผู้ป่วย ให้ผู้ป่วยเดินทางไปเอง โดยได้ลงโทษสั่งการหากมีความผิดซ้ำจะเพิกถอน หรือพักใช้ใบอนุญาตการตรวจโควิด-19 ทันที ก็คาดว่าจะทำให้สถานการณ์เรื่องนี้ดีขึ้น” นพ.ธเรศ กล่าวและว่า นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมา นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ ได้มอบหมายให้ สบส.และสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ที่จะนำคนไข้ประมาณ 200 กว่ารายที่อยู่ในภาคเอกชน เข้าสู่ระบบ รพ. และ ฮอสปิเทลให้หมด คิดว่าในสัปดาห์นี้จะจัดการได้เรียบร้อย ผู้ป่วยเก่าที่ค้างอยู่จะเข้าสู่ระบบทั้งหมด

นพ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้ป่วยกลุ่มสีเขียวมาก แต่เพื่อเป็นการวางแผนรองรับสถานการณ์ถัดไปที่ผู้ป่วยสีเขียว จะมีอาการแล้วเปลี่ยนไปเป็นสีเหลือง สีแดง ดังนั้นกลุ่ม รพ.ระดับตติยภูมิทุกสังกัด ทั้งสังกัดทหาร กลาโหม กระทรวงสาธารณสุข รพ.มหาวิทยาลัย เดินหน้าร่วมกันจัดหาเตียงไอซียูเพิ่ม 50-100 % อาจจะมีการยกเลิกกิจการบางอย่างเพื่อนำเตียงไอซียูมาเสริม สามารถส่งบุคลาการมาช่วยเหลือกันได้ แล้วมีการส่งต่อผู้ป่วยอาการหนักไปดูแลต่อ หากสถานการณ์รุนแรงขึ้นเรามีแผนถัดไปคือ การตั้งไอซียูสนาม ซึ่งเราเคยไปเอาไว้ตั้งแต่การระบาดระลอกแรก รวมทั้งการชักชวนเพื่อนๆ ชาวสาธารณสุขระดมสมอง ระดมพละกำลังเพื่อให้ผ่านวิกฤตไปอีกครั้ง ตอนนี้สถานการณ์เราเห็นว่ากราฟเริ่มลง แปลว่าทุกคนเริ่มตั้งการ์ดกันกลับมาดูแลตัวเองกันอีก ก็ขอให้ทำต่อไปอย่างเข้มข้น แล้วเมื่อเราได้วัคซีนจำนวนมาก เชื่อว่าอีกหนึ่งปีหน้าเราจะผ่านมันไปได้

ด้าน นพ.เฉลิม กล่าวว่า สถานการณ์ที่ผ่านมา รพ.เอกชน มีผู้ป่วยค้างอยู่ น่าจะ 250 ราย ขณะเดียวกันก็พบมีเชื้อบวกทุกๆ วัน และต้องใช้เวลากักตัวนานถึง 14 วัน จึงจำเป็นต้องหาเตียงเพิ่มในลักษณะของฮอสปิเทล เพื่อส่งผู้ป่วยสีเขียวไปอยู่ ซึ่งส่งไปแล้วเกือบ 3 พันเตียง เพื่อกันเตียงในรพ. สำหรับผู้มีอาการระดับสีเหลือง และสีแดงต่อไป ซึ่งปัจจุบันมี รพ.ในเครืออยู่ประมาณ 300 เตียง ปัจจุบันมีการขยายเพิ่มเป็น 665 เตียง ทั้งนี้ ได้วางคอนเซ็ปต์ที่วางไว้คร่าวๆ คือใครตรวจเจอโควิด-19 กลุ่มนั้นต้องขยายโรงแรมมารองรับ ไม่ปล่อยให้ผู้ป่วยเดือดร้อน ต้องยอมรับว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา เราถูกร้องเรียนเยอะมาก ยืนยันว่าเรายินดีให้ความร่วมมือ และทำงานร่วมกันมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ดังนั้นต้องช่วยกันต่อไปเพื่อให้ผ่านวิกฤตนี้ไปได้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เปิดโลกอนาคตการเรียนรู้ “Blended Learning” ยืดหยุ่นทันยุค อัพเดตทันโลก
บทความถัดไปเต๋า ทีวีพูล เผย “ดิว” ฟ้องหมิ่น “เบล” แล้ว