แพทย์เชี่ยวชาญย้ำ! วัคซีนทุกตัวปลอดภัย มีผลดีมากกว่าผลเสีย

29.04.21 | 16:49 น.
แพทย์เชี่ยวชาญย้ำ! วัคซีนทุกตัวปลอดภัย มีผลดีมากกว่าผลเสีย

เมื่อวันที่ 29 เมษายน ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ นายกสมาคมโรคติดเชื้อเด็กแห่งประเทศไทย และผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ แถลงถึงความคืบหน้าการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ว่า การฉีดวัคซีนเป็นอาวุธสำคัญในการต่อสู้กับเชื้อโรค ในอดีตจะต้องใช้เวลาวิจัย 5-10 ปีก่อนนำมาใช้ แต่ในการระบาดโควิด-19 ใช้เวลาเพียง 10 เดือน เป็นการอนุมัติให้ใช้ในภาวะฉุกเฉิน ที่จะต้องเฝ้าระวังมากกว่าปกติ เช่น สังเกตอาการ 30 นาที หลังฉีดทันที และรายงานผลในช่วงวันที่ 1, 3, 7 และ 30 วันหลังฉีด แม้วันนี้ผู้ติดเชื้อลดลงเหลือ 1,800 ราย หรือจะเหลือ 180 รายหรือ 18 ราย แต่การฉีดวัคซีนยังต้องดำเนินต่อไป เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนต่อสู้กับโรคนี้ที่ยังต้องต่อสู้อีกยาวนานมาก

รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังมีวัคซีนชนิดอื่นเข้ามา แต่จะต้องผ่านการพิจารณาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยคณะผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 10 คน ประเทศไทยฉีดวัคซีนรวมสะสม 1.3 ล้านโดส หรือ ร้อยละ 1.7 ของประชากร

รศ.(พิศษ) นพ.ทวี กล่าวว่า ประเด็นประสิทธิภาพวัคซีน 1.วัคซีนซิโนแวค เทคโนโลยีเชื้อตายใช้กระบวนการผลิตดั้งเดิม มีความปลอดภัย ที่ยอมรับได้ ข้อมูลจากบราซิลตีพิมพ์ว่า หลังฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 แล้ว 14 วัน สามารถป้องกันโรคได้เกือบ ร้อยละ 50 และเมื่อฉีดเข็มที่ 2 ก็ป้องกันได้สูงขึ้นมากกว่า ร้อยละ 60 ขึ้นไป 2.วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า เทคโนโลยีไวรัลเวกเตอร์ (viral vecter) ใช้เชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ตัดตอน ไม่สามารถแพร่ขยายจำนวนได้ ฝังเข้าไปให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน การศึกษาพบว่า การฉีดเข็มที่ 1 ครบ 3 สัปดาห์ จะเริ่มป้องกันโรคได้ ร้อยละ 71 หลังจากนั้นก็จะค่อยๆ ลดลง

“วัคซีน 2 ชนิดที่ประเทศฉีดขณะนี้ ไม่ต่างกันมาก อยู่ในเกณฑ์ที่ทั่วโลกยอมรับ มีประสิทธิภาพที่ดี สำหรับคำถามว่าจะลองรับเชื้อกลายพันธุ์ได้หรือไม่ วัคซีนซิโนแวค ประเทศจีนศึกษาวิจัยนำน้ำเหลืองของผู้ที่ฉีดวัคซีนซิโนแวค วัคซีนซิโนฟาร์ม และน้ำเหลืองของผู้ป่วยที่หายแล้ว มาจัดการกับไวรัส ซึ่งสามารถทำได้ระดับหนึ่ง แต่ต้องยอมรับว่าไม่ดีเทียบเท่ากับเชื่อดั้งเดิม ส่วนวัคซีนแอสตร้าฯ กับสายพันธุ์อังกฤษที่ระบาดเยอะในบ้านเรา ก็สู้กับเชื้อได้ประมาณเกือบ ร้อยละ 70 แต่สู้ได้ถึง ร้อยละ 81 กับสายพันธุ์ดั้งเดิม จึงสรุปได้ว่าวัคซีนที่เรามีอยู่ในมือ ยังรับมือเชื้อกลายพันธุ์ได้แต่อาจไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่ากับสายพันธุ์ดั้งเดิม” รศ.(พิศษ) นพ.ทวี กล่าว

รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี กล่าวว่า ทั่วโลกขณะนี้ มีวัคซีนที่ทดสอบในคนระยะที่ 3 สำเร็จและกำลังจดทะเบียน ประมาณ 13 – 15 ตัว ทุกตัวมีผลในการป้องกันการเสียชีวิต ป้องกันอาการรุนแรงของโลก ลดการนอนไอซียูและการใส่ท่อช่วยหายใจได้เกือบ 100% จึงเป็นหัวใจว่า วัคซีนต้องการต่อสู้กับความรุนแรงของโรค โดยผู้ป่วยในไอซียู 1 รายจะต้องใช้ทรัพยากรทั้ง บุคคล ยา เวชภัณฑ์มหาศาล ฉะนั้น เมื่อมีจำนวนผู้ป่วยมาก การแพทย์กังวลที่สุดคือผู้ป่วยไอซียู แต่ขณะนี้เรายังรับมือได้อยู่

Advertisement

รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี กล่าวต่อไปว่า ประเด็นความปลอดภัยของวัคซีน พบว่าวัคซีนซิโนแวคมีผลข้างเคียงน้อยกว่าวัคซีนแอสตร้าฯ จะมีประมาณ ร้อยละ 20-30 พบอาการปวด บวม แดงร้อน ปวดร่างกายหลังฉีด แต่จะหายไปภายใน 2 วัน ส่วนกรณีกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ พบอาการหลังฉีดวัคซีนคล้ายอัมพฤกษ์ชั่วคราว ความจริงแล้วจากการวิเคราะห์พบว่า เป็นผลข้างเคียงจากความวิตกกังวล รวมถึงความอ่อนเพลียจากการทำงาน ซึ่งอาการหายภายใน 3 วัน ส่วนวัคซีนแอสตร้าฯ มีผลข้างเคียงที่คล้ายกัน เช่น ปวดศีรษะ ปวดร่างกาย แดงร้อน ซึ่งเกิดขึ้นสูงถึง ร้อยละ 40-50 แต่หายภายใน 48 ชั่วโมง ส่วนกรณีลิ่มเลือดอุดตันที่พบในต่างประเทศ เกิดขึ้นได้ 4 ใน 1 ล้านโดส และพบน้อยในกลุ่มคนทวีปเอเชีย แต่การศึกษาพบว่า หากเป็นผู้ติดเชื้อโควิด-19 มีโอกาสเกิดลิ่มเลือดอุดตัน ได้ 125,000 ต่อ 1 ล้านคนที่ป่วย ซึ่งสูงกว่าการเกิดจากวัคซีนเป็นร้อยเท่า

“ดังนั้น วัคซีนสามารถฉีดได้ทุกตัว ตัวไหนก็ดี แต่ก่อนฉีดก็จะต้องรับข้อมูลต่างๆ ให้พร้อมเพื่อสร้างความพร้อมก่อนฉีด สิ่งสำคัญที่สุดคือ คนที่ฉีดวัคซีนจะป้องกันตัวเอง ป้องกันครอบครัวได้ เพราะการระบาดรอบนี้มีการติดเชื้อภายในครอบครัวเยอะทั้งเด็กและผู้สูงอายุ ทำให้เกิดการสูญเสียชีวิต และสุดท้ายคือ ป้องกันการระบาดได้ เพื่อให้เราค่อยๆ แง้มประตูเปิดประเทศ ทำให้เราค่อยๆ กลับมาใช้วิถีชีวิตได้ปกติ” รศ.(พิศษ) นพ.ทวี กล่าว

รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี กล่าวว่า สำหรับกรณีหญิงตั้งครรภ์ มีข้อมูลออกมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า หญิงตั้งครรภ์ที่ติดโควิด-19 สูงกว่าตั้งครรภ์ที่ไม่ติดเชื้อสูงถึง 22 เท่า ดังนั้น ประเด็นการฉีดวัคซีนให้ปรึกษาแพทย์ก่อนฉีดวัคซีน โดยผู้รับจะต้องชั่งน้ำหนักผลประโยชน์ ผลดีและผลเสียเอง โดยข้อมูลจากสหรัฐอเมริกา ว่า หญิงตั้งครรภ์ 35,000 คน ที่ได้รับวัคซีน ไม่ค่อยมีผลต่อครรภ์ แต่อาจจะมีผู้ที่คลอดก่อนกำหนดบ้างเล็กน้อย

“ขณะนี้เรายังไม่ฉีดวัคซีนในหญิงตั้งครรภ์แต่หากมีความเสี่ยงก็จะพิจารณาฉีดได้ซึ่งจะต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์” รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี กล่าว