เข้มสุขอนามัย-จัดการขยะติดเชื้อ รพ.บุษราคัม เตรียมพร้อมก่อนเปิดใช้​​ 14 พ.ค.นี้

เข้มสุขอนามัย-จัดการขยะติดเชื้อ รพ.บุษราคัม เตรียมพร้อมก่อนเปิดใช้​​ 14 พ.ค.นี้

วันนี้ (12 พฤษภาคม 2564) นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า โรงพยาบาล (รพ.) บุษราคัม ณ อาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ตั้งขึ้นเพื่อรองรับการรักษาผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 โดยเฉพาะผู้ป่วยสีเหลือง ให้ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว จะช่วยลดอาการรุนแรง และช่วยลดการเสียชีวิตได้และเป็นการช่วยให้โรงพยาบาลในเขตกรุงเทพมหานครมีเตียงรองรับผู้ป่วยอาการหนักกลุ่มสีแดงได้อย่างเต็มที่ โดยจะเปิดให้บริการในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้

“ที่ผ่านมา กรมอนามัยได้ส่งทีมนักวิชาการลงพื้นที่บริหารจัดการมูลฝอยติดเชื้อและมูลฝอยทั่วไป โดยกำหนดจุดทิ้งขยะติดเชื้อทั้งโซนสีแดงและสีเขียวพร้อมติดป้ายสัญลักษณ์ จำนวน 16 จุด ให้เห็นชัดเจน จัดหาภาชนะรองรับขยะเพิ่มเติมจำนวน 165 ถัง เฝ้าระวังคุณภาพน้ำเสีย กำหนดจุดตรวจสอบคุณภาพน้ำทิ้ง ตรวจคลอรีนอิสระคงเหลือในน้ำเสีย และสนับสนุนชุดทดสอบคลอรีนอิสระคงเหลือในน้ำ (อ.31) จำนวน 3 ชุด พร้อมสาธิตการใช้ ชุดทดสอบ ตลอดจนประสานขอความอนุเคราะห์จากองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นนทบุรี เพื่อทำการสูบสิ่งปฏิกูลก่อนเปิดให้บริการ รพ.สนาม และนำไปบำบัดอย่างถูกวิธี โดยกำหนดให้สูบสิ่งปฏิกูลเป็นระยะตามความเหมาะสม” อธิบดีกรมอนามัยกล่าว

นพ.สุวรรณชัยกล่าวว่า สำหรับ รพ.สนาม ในแต่ละพื้นที่ขอให้ยึด แนวทางปฏิบัติการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อม 3 ด้าน ดังนี้

1.ด้านการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ ผู้ปฏิบัติงานสวมชุดป้องกันอันตรายส่วนบุคคลที่เหมาะสม จัดให้มีภาชนะบรรจุและภาชนะรองรับมูลฝอยติดเชื้อในห้องผู้ป่วย มีการเก็บขยะมูลฝอยตามเวลานัดหมาย โดยใช้รถเข็นในการเก็บรวบรวมและเคลื่อนย้ายตามเส้นทางที่กำหนด และเมื่อเสร็จภารกิจแล้วให้ถอดอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลออก หากเป็นชนิดใส่ครั้งเดียวให้ทิ้งลงในถังมูลฝอยติดเชื้อ หากนำกลับมาใช้ซ้ำได้ ให้แช่ลงใน 5,000 ppm sodium hypochlorite นาน 30 นาทีจากนั้นล้างแล้วนำไปผึ่งแดด

2.การกำจัดน้ำเสีย ผู้ปฏิบัติงานสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล ปฏิบัติงานและหลีกเลี่ยงการสัมผัสละอองฝอยจากระบบบำบัด น้ำเสีย ตรวจสอบและควบคุมระบบบำบัดน้ำเสีย และระบบฆ่าเชื้อโรคให้ทำงานอย่างต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง หากใช้คลอรีนต้องมีการวัดปริมาณ Residual Chlorine เหลือไม่น้อยกว่า 1 มิลลิกรัมต่อลิตร โดยมีระยะสัมผัสไม่ต่ำกว่า 30 นาที พร้อมตรวจวัดปริมาณคลอรีนอิสระคงเหลือในน้ำทิ้งทุกวัน วันละ 1 ครั้ง และให้มีการส่งตรวจคุณภาพน้ำทิ้ง อย่างน้อย 1 ครั้งต่อเดือน โดยให้ตรวจพารามิเตอร์มาตรฐานน้ำทิ้งจากโรงพยาบาลตามกฎหมาย และหลังการปฏิบัติงานให้ทำ ความสะอาดและใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคทุกครั้ง

3.ด้านการจัดการส้วมและสิ่งปฏิกูล ให้ทำความสะอาดห้องน้ำ ห้องส้วม ด้วยน้ำยาทำความสะอาดทั่วไป ทิ้งไว้ อย่างน้อย 10 นาที เน้นเช็ดบริเวณที่รองนั่งโถส้วม ฝาปิดโถส้วม ที่กดชักโครก ราวจับลูกบิด กลอนประตู ด้วยผ้าชุบน้ำยาฟอกขาวที่เตรียมไว้หรือแอลกอฮอล์ 70% หรือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 0.5% และต้องสวมถุงมือยาง รองเท้ายาง ผ้ากันเปื้อน ผ้าปิดจมูก เพื่อป้องกันเชื้อโรคหรือสารเคมีที่ใช้ในการทำความสะอาด ส่วนการเตรียมน้ำยา ทำความสะอาด เลือกใช้ผลิตฆ่าเชื้อที่มีส่วนผสมของโซเดียมไฮโปคลอไรด์ และให้เก็บขยะทุกวัน โดยปิดปากถุงให้มิดชิดแล้วนำไปกำจัดแบบมูลฝอยติดเชื้อให้ถูกต้องต่อไป

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon