สภาองค์กรผู้บริโภค จี้ประกันสังคมเพิ่มสายด่วนรับเคสโควิด ออกมาตรการดูแลผู้ประกันตนที่ติดเชื้อ

22.07.21 | 22:43 น.

สภาองค์กรผู้บริโภค จี้ประกันสังคมเพิ่มสายด่วนรับเคสโควิด-ออกมาตรการดูแลผู้ประกันตนที่ติดเชื้อ

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม สภาองค์กรของผู้บริโภค ร่วมกับ ชมรมพิทักษ์สิทธิผู้ประกันตน แถลงข่าวเรียกร้องให้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ออกมาตรการที่ชัดเจนในการดูแลผู้ประกันตนที่ติดโควิด-19 โดยเฉพาะการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลคู่สัญญาประกันสังคม และการเข้าระบบการดูแลที่บ้าน (Home Isolation)

น.ส.สุภัทรา นาคะผิว ประธานอนุกรรมการด้านบริการสุขภาพ สภาองค์กรของผู้บริโภค (สอบ.) กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมามีพนักงานจำนวนหลายรายที่ทำงานในสถานประกอบการต่างๆ ติดเชื้อโควิด-19 แต่กลับไม่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลผ่านระบบประกันสังคมได้ เนื่องจากโทรเข้าไปติดต่อเบอร์สายด่วน 1506 ของ สปส.ไม่ได้ จึงมองว่า สปส.ควรมีการเร่งดำเนินการระบบรับเรื่องร้องเรียนที่สภาวะการณ์ที่ไม่เป็นปกติอย่างเช่นสถานการณ์โควิดช่วงนี้คือ สปส.จะต้องเพิ่มคู่สายให้มากเพียงพอกับจำนวนผู้ประกันตนในระบบที่มีถึงประมาณ 13 ล้านคน

น.ส.สุภัทรากล่าวว่า เมื่อผู้ประกันตนไม่สามารถเข้ารับการรักษาในระบบการดูแลที่บ้าน (Home Isolation : HI) และการดูแลรักษาในโรงพยาบาลสนาม สำหรับคนในชุมชน (Community Isolation : CI) กับโรงพยาบาลคู่สัญญา หรือโรงพยาบาลที่ผู้ประกันตนทุกคนมีสิทธิรักษาได้ที่มีอยู่ถึง 300 กว่าแห่งทั่วประเทศ จึงเรียกร้องให้ สปส.กำหนดมาตรการถึงโรงพยาบาลคู่สัญญาทันทีเพื่อให้มีความชัดเจนว่าผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมจะสามารถเข้าสู่ระบบและผู้ประกันที่อยู่ในขั้นสีเขียวจะสามารถทำ HI หรือ CI ได้อย่างไร

น.ส.สุภัทรากล่าวว่า อย่างไรก็ตาม การที่โรงพยาบาลคู่สัญญารับผู้ประกันตนเข้าไปแล้ว ขณะที่บางโรงพยาบาลรับผู้ประกันตนเข้าไปดูหนึ่งแสนคน และผู้ประกันตนก็จะต้องจ่ายเงินทุกเดือนเพื่อเข้าสู่ระบบการรักษาพยาบาลดังกล่าว ดังนั้น ผู้ประกันตนทุกคนก็จะต้องได้รับการดูแลจากโรงพยาบาลคู่สัญญา แต่ ณ ตอนนี้กลับดำเนินการล่าช้ามาก

​”ประกันสังคมจะทำงานแบบปกติไม่ได้ จะต้องปรับตัวให้เร็วกว่านี้ เนื่องจากมีผู้ประกันตนเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก มีความเป็นความตายอยู่ทุกวัน เมื่อไม่กี่วันมานี้ยังมีคนป่วย คนเจ็บ คนตายอยู่ที่บ้าน ดังนั้น ประกันสังคมต้องประกาศออกไปเลยว่าผู้ประกันตนต้องไม่มีใครตายที่บ้าน หรือผู้ประกันตนต้องได้ทำ HI ถ้าติดเชื้อและอยู่ในขั้นสีเขียว ดังนั้น การเพิ่มจำนวนคู่สายเพื่อรับเรื่องร้องเรียนนั้นจะต้องเพิ่มไปอย่างน้อย 300-400 คู่สาย เพื่อให้เพียงพอกับจำนวนผู้ประกันตน ซึ่งคิดว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำพรุ่งนี้เลย ไม่ต้องรออีกหลายวัน เพราะผ่านไปหนึ่งวันแปลว่ามีคนตายเพิ่มขึ้น” น.ส.สุภัทรากล่าว

Advertisement

นอกจากนี้ น.ส.สุภัทรากล่าวว่า ขณะนี้ยังพบผู้ประกันตนที่เป็นแรงงานข้ามชาติที่อาจยังเข้าไม่ถึงการตรวจ หรือการรักษา รวมทั้งการเยียวยาต่างๆ สปส.จะต้องเร่งให้ความช่วยเหลือกับผู้ประกันตนที่เป็นแรงงานข้ามชาติด้วย อีกทั้งในเชิงหลักการมองว่าไม่ควรเลือกปฏิบัติอย่างยิ่งกับผู้ประกันตนที่ถึงแม้จะเป็นแรงงานข้ามชาติแต่เขาเหล่านั้นก็ส่งเงินสมทบให้กับ สปส.ด้วยเช่นเดียวกัน ขณะที่รัฐบาลประกาศว่าคนทุกคนที่อยู่บนแผ่นดินไทย ดังนั้น หากจะกำกับและควบคุมโรคให้ได้ก็ควรต้องให้บริการกับคนทุกคนบนแผ่นดินไทย

ด้าน นายสมชาย กระจ่างแสง ชมรมพิทักษ์สิทธิผู้ประกันตน กล่าวว่า สปส.สามารถออกมาตรการกับโรงพยาบาลคู่สัญญาในการทำเรื่อง HI หรือ CI กับผู้ประกันตนที่ติดโควิดได้ จากข้อมูลพบว่าร้อยละ 80 ของผู้ที่ติดเชื้อโควิดมีอาการไม่หนักมาก และยังอยู่ในขั้นที่เป็นสีเขียว ไม่จำเป็นต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล เนื่องจากยังสามารถดูแลตัวเองได้ นอกจากนี้ ในเรื่องการเยียวยานั้น สปส.ควรมีมาตรการเยียวยาให้กับผู้ประกันตนทุกคน เนื่องจากผู้ประกันตนทุกคนจ่ายเงินสมทบประกันสังคมทุกเดือนด้วยเช่นเดียวกัน หาก สปส.มองว่าทุกคนได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็ควรที่จะเยียวยาให้กับผู้ประกันตนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

ขณะที่ นายธีรา วีระวงศ์ นักวิชาการแรงงานชำนาญการ กลุ่มงานมาตรฐานทางการแพทย์ สำนักจัดระบบบริการทางการแพทย์ สปส. กล่าวว่า สปส.มีการทำงานเชิงรุกมาตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 รอบแรกจนถึงตอนนี้ ตั้งแต่การตั้งจุดตรวจคัดกรองในสถานประกอบการ มีการตรวจผู้ประกันตนและบุคคลทั่วไปกว่า 4 แสนคน และมีการประสานงานเพื่อจัดหาวัคซีนมาฉีดให้ผู้ประกันตนแล้ว ส่วนเรื่องเตียงที่ไม่เพียงพอนั้น ทางหน่วยงานได้มีการประสานเพิ่มคู่สายพิเศษ สายด่วน 1506 กด 6 และ 1506 กด 7 เพื่อรับเรื่องร้องเรียน รวมถึงประสานหาโรงพยาบาลในการรองรับผู้ประกันตนได้กว่า 10,000 คน

นายธีรากล่าวว่า ขณะที่ในเรื่องการทำ HI CI นั้น มีการวางแผนว่าระบบสายด่วนนั้นจะต้องเพิ่มศักยภาพ คือจะต้องมีคู่สายเพิ่มขึ้น เพื่อให้มีการประสานงานทำระบบที่เชื่อมโยงกับโรงพยาบาลสำหรับผู้ประกันตนที่ต้องการดูแลตัวเองอยู่ที่บ้าน แต่ในส่วนการออกประกาศให้กับโรงพยาบาลคู่สัญญารองรับผู้ประกันตนที่ติดติดเชื้อโควิด-19 จะต้องมีขั้นตอนในการดำเนินการ โดยจะต้องผ่านการลงนามจากคณะกรรมการแพทย์และคณะกรรมการประกันสังคมก่อน เรื่องดังกล่าวได้ยื่นเรื่องไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้

อย่างไรก็ตาม นายธีราระบุว่า สปส.ไม่ได้นิ่งนอนใจและพร้อมที่จะดูแลผู้ประกันตนทุกคน โดยได้มีการดำเนินการอย่างเต็มที่ตลอดเวลาตั้งแต่การระบาดรอบแรกจนถึงรอบนี้

ส่วน น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า สปส.จะต้องเร่งรีบดำเนินการในเรื่องเร่งด่วนโดยระบบที่ไม่จำเป็นต้องผ่านคณะกรรมการฯดังกล่าว เนื่องจากทำให้เกิดความล่าช้า ตัวอย่างเช่น การผลักดันระบบ HI ของ สปสช. ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นเดือนเช่นเดียวกับ สปส.นั้นมีความก้าวหน้าไปอย่างมาก ขณะที่ผู้ประกันตนเองยังไม่ได้รับสิทธิเหล่านั้น นอกจากนี้ สปส.ต้องเร่งรัดออกประกาศให้ผู้ประกันตนทุกคนทราบว่าหากต้องการตรวจเชื้อ หรือคนที่มีความกังวลว่าจะเป็นกลุ่มเสี่ยง หรือผู้ประกันตนที่ติดเชื้อแล้ว จะต้องไปตรวจได้ที่ใดหรือต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง เพื่อที่ผู้ประกันตนสามารถเข้าถึงการตรวจได้และเป็นการลดความเสี่ยงของผู้ประกันตน รวมถึงคนรอบข้างได้อีกด้วย

น.ส.​สารีกล่าวอีกว่า คนงานหรือพนักงานจำนวนมากเป็นวัยแรงงาน ซึ่งเมื่อติดเชื้ออาจจะเป็นการติดเชื้อที่ไม่รุนแรงมากนักและสามารถที่จะดูแลตัวเองที่บ้านได้ ดังนั้น ระบบ HI จึงมีความสำคัญเพื่อการควบคุมโรคและควรทำให้กับทุกกลุ่ม ทั้งแรงงานในระบบและนอกระบบ อีกทั้ง สปส.ควรดำเนินการใบปลอดเชื้อ หรือ ใบที่ระบุว่าตัวเองไม่มีเชื้อแล้วและสามารถที่จะกลับไปทำงานได้ ซึ่งตอนนี้ภาระตกอยู่กับผู้ประกันตนเป็นอย่างมากที่จะต้องเดินไปบอกกับคนอื่นว่าไม่มีเชื้อ กล่าวคือไม่มีกระบวนการที่เอื้ออำนวยให้กับผู้ประกัน ทั้งฝั่งนายจ้าง และ สปส.เลย

​ทั้งนี้ สภาองค์กรของผู้บริโภค ได้มีข้อเสนอไปยัง สปส. เพื่อเร่งรัดดำเนินการช่วยเหลือผู้ประกันตนที่ติดเชื้อโควิด-19 ดังนี้

​1) สปส.ต้องเร่งรัดพัฒนาระบบรับเรื่องร้องเรียน อย่างน้อยให้ได้ 300 ถึง 400 คู่สาย เพื่อเปิดรับปัญหาของผู้ประกันตนที่เข้าไม่ถึงบริการสุขภาพ

​2) สปส.ต้องออกประกาศให้ผู้ประกันตนทุกคนสามารถไปตรวจคัดกรองที่หน่วยคัดกรองโควิดได้ในเครือข่ายของประกันสังคม หรือโรงพยาบาลคู่สัญญาทั้งหมด

​3) สปส.ต้องออกมาตรการให้โรงพยาบาลคู่สัญญาทำระบบ HI หรือ CI ทุกแห่ง เพื่อรองรับผู้ประกันตนที่อยู่ในขั้นสีเขียว ที่สามารถรักษาตัวเองได้ที่บ้าน

​4) สปส.ต้องช่วยเหลือผู้ประกันตนทุกคน ทั้งผู้ประกันตนในมาตรา 33, 39 และ 40 ทั้งที่เป็นแรงงานคนไทยและต่างชาติ อย่างเสมอภาค เท่าเทียมกัน ไม่เลือกปฏิบัติ

​5) สปส.ต้องรีบจัดหาวัคซีนสำหรับผู้ประกันตนให้เพียงพอ สำหรับแรงงานคนไทยและต่างชาติ อย่างเสมอภาค เท่าเทียมกัน ไม่เลือกปฏิบัติ