ไทยรับวัคซีนโควิดแล้ว 23 ล้านโดส อันดับ 4 อาเซียน เร่งฉีดเชิงรุกในชุมชน

ไทยรับวัคซีนโควิดแล้ว 23 ล้านโดส อันดับ 4 อาเซียน เร่งฉีดเชิงรุกในชุมชน

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค เปิดเผยระหว่างแถลงสถานการณ์โรคโควิด-19 และวัคซีนป้องกันโควิด-19 ว่าสถานการณ์ฉีดวัคซีน เมื่อวานนี้ (14 ส.ค.64) เพิ่มขึ้น 284,378 โดส ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.-วันที่ 14 ส.ค.64 สะสม 23,476,869 โดส แบ่งเป็นเข็มที่ 1 จำนวน 17,879,206 โดส คิดเป็น 24.8% ส่วนได้รับครบ 2 เข็ม อีก 5,073,672 ราย คิดเป็น 7% โดยจำแนกตามบริษัทผู้ผลิตวัคซีน 1.ซิโนแวค 11,139,873 โดส 2.แอสตร้าเซนเนก้า 10,080,141 โดส 3.ซิโนฟาร์ม 1,895,209 โดส และไฟเซอร์ 361,646 โดส

อย่างไรก็ตาม จำนวนการได้รับวัคซีนจำแนกตามกลุ่มเป้าหมาย 1.บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข เข็มที่ 1 จำนวน 8.5 แสนโดส เข็มที่ 2 จำนวน 7.3 แสนโดส และเข็มที่ 3 จำนวน 4.7 แสนโดส 2.เจ้าหน้าที่ด่านหน้า เข็มที่ 1 จำนวน 9.7 แสนโดส เข็มที่ 2 จำนวน 5.8 แสนโดส และเข็มที่ 3 จำนวน 1.3 หมื่นโดส 3.อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เข็มที่ 1 จำนวน 5.6 แสนโดส เข็มที่ 2 จำนวน 2.5 แสนโดส 4.ผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง เข็มที่ 1 จำนวน 1.9 ล้านโดส เข็มที่ 2 จำนวน 3.4 แสนโดส 5.ประชาชนทั่วไป เข็มที่ 1 จำนวน 9.7 ล้านโดส เข็มที่ 2 จำนวน 2.8 ล้านโดส 6.ผู้อายุ 60 ปีขึ้นไป เข็มที่ 1 จำนวน 3.7 ล้านโดส เข็มที่ 2 จำนวน 2.9 แสนโดส และ 7.หญิงตั้งครรภ์ เข็มที่ 1 จำนวน 9,796 โดส เข็มที่ 2 จำนวน 683 โดส

นพ.เฉวตสรรกล่าวว่า สำหรับสถานการณ์การฉีดวัคซีนในอาเซียนรวมแล้ว 203,421,969 โดส โดยอินโดนีเซีย มีประชากรมากที่สุด ฉีดมากสุดถึง 82 ล้านโดส คิดเป็นเข็มที่ 1 ครอบคลุม 19.6% รองลงมา มาเลเซีย ฉีดไปกว่า 26 ล้านโดส ซึ่งมีประชากรน้อยกว่าไทย คิดเป็นการครอบคลุมเข็มที่ 1 อยู่ที่ 51.1% ขณะที่ฟิลิปปินส์ ฉีดไปกว่า 26 ล้านโดส ครอบคลุมเข็มที่ 1 อยู่ที่ 12.7% ส่วนประเทศไทยฉีดไปกว่า 23 ล้านโดส คิดเป็นเข็มที่ 1 ครอบคลุม 26.7% ซึ่งไทยอยู่ในอันดับที่ 4 ของอาเซียนโดยห่างจากอันดับที่ 5 คือ กัมพูชา ฉีดแล้ว 15 ล้านโดส

นพ.เฉวตสรรกล่าวว่า สัดส่วน 10 ประเทศ ที่ฉีดวัคซีนมากที่สุด ได้แก่ 1.จีน ฉีดวัคซีนแล้ว 1,832.45 ล้านโดส เป็นซิโนฟาร์ม ซิโนแวค และแคนซิโน ครอบคลุมประชากรอย่างน้อย 65.4% 2.อินเดีย 529.58 ล้านโดส เป็นแอสตร้าเซนเนก้า โคแวกซิน สปุตนิก ครอบคลุมประชากร 19.4% 3.สหรัฐอเมริกา 354.78 ล้านโดส เป็นไฟเซอร์ โมเดอร์นา จอห์นสันฯ ครอบคลุมประชากร 55.5% 4.บราซิล 160.06 ล้านโดส เป็นแอสตร้าฯ ไฟเซอร์ ซิโนแวค จอห์นสันฯ ครอบคลุม 39.1% 5.ญี่ปุ่น 108.18 ล้านโดส เป็นไฟเซอร์ โมเดอร์นา ครอบคลุม 42.9% 6.เยอรมนี 96.85 ล้านโดส เป็นแอสตร้าฯ ไฟเซอร์ โมเดอร์นา จอห์นสันฯ ครอบคลุม 58.3% 7.สหราชอาณาจักร 87.42 ล้านโดส เป็นแอสตร้าฯ ไฟเซอร์ โมเดอร์นา ครอบคลุม 65.4% 8.ตุรกี 82.77 ล้านโดส เป็นซิโนแวค ไฟเซอร์ ครอบคลุม 49.8% 9.อินโดนีเซีย 82.22 ล้านโดส เป็นแอสตร้าฯ ซิโนแวค ซิโนฟาร์ม โมเดอร์นา ครอบคลุม 19.6% และ 10.ฝรั่งเศส 80.56 ล้านโดส เป็นแอสตร้าฯ ไฟเซอร์ โมเดอร์นา จอห์นสันฯ ครอบคลุม 62.1%

นพ.เฉวตสรรกล่าวว่า สำหรับการฉีดวัคซีนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) สืบเนื่องจากมติที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข เมื่อวันที่ 14 ส.ค.64 โดยระบุว่า การฉีดลักษณะนี้ ทำให้การฉีดวัคซีนรวดเร็วและกว้างขวางมากยิ่งขึ้น และจากการฉีดวัคซีนที่ผ่านมาก็พบว่าช่วยลดการป่วยหนัก เสียชีวิตได้ ซึ่งการฉีดที่ รพ.สต. จะอยู่ใกล้บ้าน และประชาชนเข้าถึงได้ ซึ่งคณะกรรมการโรคติตด่อจังหวัดจะมีรายละเอียดข้อแนะนำตามมาอีกครั้ง นอกจากนี้ ยังมีแนวทางการฉีดนอกสถานพยาบาล ในการจัดทีมบุคลากรทางการแพทย์ไปฉีด ณ จุดบริการที่คนเข้าถึงได้ง่าย เช่น วัด โรงเรียน หรืออาคารอเนกประสงค์ หรือตามบ้าน รพ. รถเคลื่อนที่ (Mobile) ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความพร้อม เครื่องมือ อุปกรณ์กู้ชีพ และบริบทตามความปลอดภัย

“สำหรับทีมบุคลากรที่ไปฉีดวัคซีนนอกสถานบริการ หรือ รพ.สต. ก็จะมีทางการแพทย์พิจารณาตามดุลพินิจว่าจะจัดบริการอย่างไรให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ส่วนกลุ่มเป้าหมายที่ฉีดขึ้นกับนโยบาย กลุ่มอายุ โรคเรื้อรังที่การรักษายังไม่คงที่ต้องผ่านการวินิจฉัยของแพทย์ก่อน” นพ.เฉวตสรรกล่าว

นพ.เฉวตสรรกล่าวว่า ส่วนการจัดส่งวัคซีนไฟเซอร์นั้น ขอเน้นย้ำว่า มีการกำหนดตามกลุ่มเป้าหมาย และไม่มีการสูญหาย ไม่มีการฉีดให้กลุ่มวีไอพี ซึ่งหากประชาชนเห็นจุดใดสงสัย สามารถรายงานไปที่ สธ. เพื่อตรวจสอบ ซึ่ง สธ.ย้ำว่า กลุ่มที่จะได้รับไฟเซอร์ยังเป็นบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ทั่วประเทศ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้มีโรคเรื้อรังอายุ 12 ปีขึ้นไป หญิงตั้งครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป เป็นต้น

“วัคซีนไฟเซอร์ เป็นชนิด mRNA ต้องควบคุมให้อยู่ในอุณหภูมิที่ดี ถ้าหากว่าห่วงโซ่ความเย็นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งต้องอยู่ในอุณหภูมิที่ถูกต้อง เพื่อให้อายุวัคซีนมีสภาพดี และมีคุณภาพดี เพื่อกระตุ้นภูมิฯให้ประชาชนได้” นพ.เฉวตสรรกล่าว และว่า โดยในขณะนี้หลายพื้นที่ได้เปิดบริการฉีดให้กลุ่มเสี่ยงแล้ว เช่น สมุทรปราการ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา เป็นต้น
///////////////////////

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘ศักดิ์สยาม’ ตรวจความพร้อมระบบ M-Flow คาดเปิดทดลองใช้เดือนตุลาคม ก่อนเปิดเต็มรูปแบบ ปี’65
บทความถัดไป‘แข้งตาบอดไทย’ แบโผ 10 นักเตะลุยศึกพาราลิมปิกเกมส์ ประเดิมดวล ‘กระทิงดุ’