หมอรามาฯ ชี้ทางออกเปิด ปท.ใน 120 วัน ก.ย.-ต.ค.นี้ ต้องได้วัคซีนแอสตร้าฯ เกิน 20 ล้านโดส
เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ผศ.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาล (รพ.) รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากข้อมูลการคาดการณ์ของนักวิชาการว่าการติดเชื้อโควิด-19 ของเดือนกันยายนจะลดลงในผู้ป่วยทุกกลุ่ม และสัญญาณบวกของวัคซีนไฟเซอร์/ไบออนเทคที่จะเริ่มเข้ามานับล้านโดสปลายเดือนกันยายน และกว่า 5 ล้านโดส ในเดือนตุลาคม ทยอยจนครบ 30 ล้านโดส ภายในสิ้นปีนี้ ทำให้รัฐบาลน่าจะเบาใจได้ระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายของรัฐในภาวะวิกฤตเช่นปัจจุบันคงต้องเตรียมการไว้สำหรับฉากทัศน์ที่รุนแรง หรือต้องเตรียมรับสถานการณ์ที่เลวร้ายไว้
“ดังนั้น ในระยะสั้นเดือนกันยายนและตุลาคมที่จะถึงนี้ ความวิกฤตที่จะเกิดขึ้นคือความไม่มั่นใจว่าจะมีวัคซีนพอสำหรับประชาชนกลุ่มที่จะต้องได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า เข็มที่ 2 ในทุกวิธีการฉีดไม่ว่าจะเป็นฉีดไขว้กับซิโนแวค หรือแอสตร้าฯ 2 เข็มหรือไม่ แล้วจะทิ้งให้คนหน้างานตามต่างจังหวัดทั่วประเทศรับหน้าแทนรัฐบาลอีกหรือไม่ เหมือนที่ไม่มีวัคซีนให้ฉีดเพียงพอเมื่อเดือนมิถุนายน และเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา” ผศ.นพ.วิชช์กล่าว และว่า การจะมีวัคซีนแอสตร้าฯ เดือนละ 10 ล้านโดส ในเดือนกันยายน และเดือนตุลาคม 2564 จึงมีความจำเป็น เพื่อนอกจากจะรับรองการมีวัคซีนสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และผู้ตั้งครรภ์ (กลุ่ม 608) เพื่อป้องกันการเสียชีวิตของประชาชนกลุ่มเปราะบางนี้นับพันนับหมื่นชีวิตแล้ว ยังเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับรัฐบาลที่ยังไม่สามารถทำอะไรให้ถูกใจประชาชนได้ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาอีกด้วย
ผศ.นพ.วิชช์กล่าวว่า จากข่าวที่ออกมาว่ารัฐบาลได้เจรจาขอให้ทางบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด ส่งมอบวัคซีนให้ได้ตามที่รัฐบาลรับปากประชาชนไว้คือ 61 ล้านโดส ภายในสิ้นปี 2564 (ขณะนี้ประมาณว่าจะได้รับแค่ไม่เกิน 40 ล้านโดส) ทำให้เกิดกำลังใจบ้างว่ารัฐบาลของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คงจะได้มีการเตรียมการให้มีวัคซีนแอสตร้าฯเพิ่มเติมในเดือนกันยายนและเดือนตุลาคม 2564 ได้รวม 20 ล้านโดส ตามที่เคยให้สัญญากับประชาชนไว้เมื่อต้นปี 2564
ผศ.นพ.วิชช์กล่าวต่อว่า เป็นนิมิตหมายที่ดีในการที่จะทำให้ประชาชนไทยได้รับการคุ้มครองโดยรัฐบาล และถ้าการคาดการณ์ว่าการลดจำนวนของผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 รายวันลงเป็นจริง รัฐบาลก็คงจะได้รับอานิสงส์ในการตัดสินใจครั้งนี้ไปในคราวเดียวกัน
“การได้รับวัคซีนเร็วเป็นสิ่งจำเป็นมากในการจะรักษาชีวิตคนไทย ถ้าเราได้ต่อรองให้ผลประโยชน์กับแอสตร้าฯได้ดีแล้ว รัฐบาลก็ควรใช้อำนาจหน้าที่กำหนดสัดส่วนจำนวนการส่งออกวัคซีนแอสตร้าฯ ที่ผลิตโดยบริษัทของคนไทย คือ Siam Bioscience ที่คงจะยินดีไม่ส่งวัคซีนนี้ออกไปมากเกิน เพื่อให้ประเทศไทยมีวัคซีนแอสตร้าฯไว้ใช้ 20 ล้านโดส ในเดือนกันยายนและเดือนตุลาคมนี้ เพื่อช่วยรักษาชีวิตคนไทยนับพันนับหมื่นชีวิตไว้ ก็ได้แต่หวังว่าบริษัทแอสตร้าฯคงไม่ขัดข้อง เพราะได้รับผลประโยชน์ตามสมควรจากรัฐบาลไทยแล้ว” ผศ.นพ.วิชช์กล่าว
ผศ.นพ.วิชช์กล่าวว่า ขอวิงวอนให้รัฐบาลไทยได้มองเห็นโอกาสสำคัญในปลายเดือนสิงหาคมนี้ กล้าหาญที่จะออกนโยบายเพื่อรักษาชีวิตคนไทย และรักษาศักดิ์ศรีของรัฐบาลไทยที่จะไม่ก้มหัวให้กับบริษัทต่างชาติที่ยังไม่มีทีท่าที่จะต้องการช่วยรักษาชีวิตคนไทย ตามที่รัฐบาลร้องขอมาตั้งแต่ต้นปี โดยใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ มาตรา 18 ที่จะกำหนดสัดส่วนการส่งออกวัคซีนแอสตร้าฯที่ผลิตในประเทศไทย เพื่อให้มีวัคซีนนี้ใช้รวม 20 ล้านโดส ในเดือนกันยายนและเดือนตุลาคม และเพื่อให้มีวัคซีนนี้ใช้ให้ได้ครบ 61 ล้านโดส ภายในสิ้นปีนี้ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ
“การได้ฉีดวัคซีนเกินไปเดือนละกว่า 15 ล้านโดส หรือเกินกว่า 100 ล้านโดสในปีนี้ นอกจากจะไม่มีใครตำหนิอะไรรัฐบาลแล้ว ยังจะทำให้มีเสียงชื่นชมเป็นผลงานรัฐบาลที่มีความกล้าหาญทางการเมืองในการกำหนดนโยบายที่ให้ความสำคัญกับการรักษาชีวิตของพลเมือง
“ที่สำคัญที่สุดที่ต้องเร่งให้ประชาชนไทยได้ฉีดวัคซีนจำนวนมากอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ เพื่อยืนยันที่จะตอบสนองต่อคำประกาศของนายกรัฐมนตรีเองที่ต้องการที่จะเปิดประเทศภายใน 120 วัน ที่จะบรรจบมาครบในปลายเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งจะไม่มีวันสำเร็จได้ เว้นแต่ประชาชนจะได้รับการคุ้มครองจากการฉีดวัคซีนในช่วงเดือนกันยายน และเดือนตุลาคม 2564 อย่างรวดเร็วและพอเพียง” ผศ.นพ.วิชช์กล่าว

