4 ต.ค.เริ่มฉีดไฟเซอร์ ม.1-ม.6 สธ.ยันไทยพบกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบแค่ 1 ราย แนะ ผปค.ตัดสินใจเลือกเอง

เริ่ม 4 ต.ค.ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ ม.1-ม.6 สธ.ยันไทยพบกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบแค่ 1 ราย แนะ ผปค.ตัดสินใจเลือกเอง

เมื่อวันที่ 17 กันยายน ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงถึงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในเด็กวัยเรียนว่า การฉีดวัคซีนโควิด-19 ในเด็กอายุ 12-17 ปีขึ้นไป จะเน้นกลุ่มเปิดเรียนในเดือนพฤศจิกายน 2564 กลุ่มเป้าหมายจากการประมาณการณ์ 4.5 ล้านคน แต่ขณะนี้ก็ยังมีการสำรวจอยู่ คาดว่าจะฉีดในวันที่ 4 ตุลาคมนี้ ในโรงเรียนในสังกัดภาครัฐและเอกชนหลักๆ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน โรงเรียนพระปริยัติธรรม สถาบันการศึกษาปอเนาะ และโรงเรียนประเภทอื่นที่มีคนที่อยู่ในวัย 12-17 ปี

นพ.โสภณกล่าวว่า สธ.และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีประสบการณ์ให้วัคซีนในเด็ก เช่น วัคซีน HPV ซึ่งจะเป็นการให้บริการในโรงเรียน มีการหารือแผนให้บริการวัคซีนมาเป็นระยะ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2564 ที่มีการประชุม ศบค.ได้เห็นชอบแล้ว โดยมีการออกแบบการจัดการเพื่อให้รวดเร็วต่อการเปิดภาคเรียน ด้วยการฉีดตามลำดับชั้น คือ ม.1- ม.6 หรือเทียบเท่าคือ ปวช. 1-3 โดยกลุ่มนี้จะอยู่ในช่วงอายุ 12-17 ปี ขณะที่เด็ก ม.6 บางคนอาจอายุมากกว่า 17 ปี ก็จะได้รับวัคซีนไฟเซอร์ด้วย

นพ.โสภณกล่าวต่อไปว่า ขณะนี้มีการประสานผ่านไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่มีโรงเรียนในสังกัด โดยใช้กลไกคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด คณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะทราบข้อมูลดีอยู่แล้ว ให้โรงเรียนประสานไปยังผู้ปกครองเพื่อให้ทราบแผนงานการฉีดวัคซีนให้กับเด็กนักเรียน มีการกำหนดจุดบริการวัคซีนให้นักเรียน อาจเป็นสถานที่ในโรงเรียน หรือสถานที่ใกล้ๆ แล้วสะดวก สามารถให้บริการทั่วถึงและรวดเร็ว ทั้งนี้ หลังฉีดจะต้องลงข้อมูลในระบบ MOPH immunization center โดยเจ้าของสถานที่จะต้องนัดกับโรงพยาบาลที่จะให้บริการซึ่งจะอยู่ในพื้นที่ ใกล้สถานศึกษา หรือเป็น รพ.ที่สถานศึกษาเตรียมไว้ จะมีทั้ง รพ.รัฐและเอกชน ส่วนกรมควบคุมโรคจะเตรียมวัคซีนไฟเซอร์ อุปกรณ์ฉีด ติดตามจำนวนฉีดและเฝ้าระวังต่อเนื่อง โดยหน่วยพยาบาลก็จะช่วยดูแลสุขภาพของนักเรียน 30 วัน หลังฉีด

นพ.โสภณกล่าวว่า สำหรับวัคซีนไฟเซอร์ล็อตแรกที่จะเข้ามา คาดว่าจะอยู่ระหว่างวันที่ 29 กันยายนนี้ ทั้งนี้ ทางจังหวัดจะทำการสำรวจความประสงค์รับวัคซีนไฟเซอร์ในนักเรียน เมื่อกรมควบคุมโรคได้รับมาแล้วก็จะวางแผนส่งวัคซีนในเดือนตุลาคม ส่งรายจังหวัด และจะแจ้งจำนวนวัคซีนให้ทราบล่วงหน้ารายสัปดาห์ จากนั้นก็จะนัดนักเรียนเพื่อฉีด ผู้ปกครองต้องมีส่วนร่วมตัดสินใจ โดยต้องมีการให้ข้อมูลข้อดี ข้อเสียของวัคซีน ก่อนกรอกข้อมูลว่ายินยอมหรือไม่ยินยอมให้เด็กฉีดวัคซีน แล้วส่งกลับมายังโรงเรียน ทั้งนี้ เมื่อฉีดแล้วจะมีการลงข้อมูลในฐานข้อมูลของ สธ. มีการติดตามการฉีดและการเฝ้าระวังอาการต่อเนื่องอย่างน้อย 30 วัน หลังจากนั้น 3-4 สัปดาห์ ก็จะตามมารับเข็มที่ 2 โดยระยะแรก เป็นวัคซีน mRNA ของไฟเซอร์ ส่วนระยะถัดไป อาจจะมีวัคซีนเชื้อตาย เช่น ซิโนแวค หากผู้ปกครองยังไม่อยากให้เด็กฉีดวัคซีน mRNA ก็สามารถรอวัคซีนเชื้อตายได้

“วัคซีน mRNA ทำให้มีโอกาสเกิดอาการข้างเคียงได้คือภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ซึ่งข้อมูลในต่างประเทศที่ฉีดในเด็ก พบอาการไม่พึงประสงค์ดังกล่าว 16 ราย ต่อการฉีด 1 ล้านโดส ส่วนของประเทศไทย มีการฉีดวัคซีนไฟเซอร์มาตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม มีเด็กส่วนหนึ่งที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ตอนนี้ก็ยังมีการเฝ้าระวังอยู่ แต่ว่ามีการตรวจพบภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ 1 ราย ตอนนี้รักษาหายแล้ว ย้ำว่าภาวะนี้สามารถรักษาได้ โดยเด็กอาจจะมีอาการหายใจไม่อิ่ม เจ็บหน้าอก เป็นต้น ดังนั้น เรื่องนี้ก็ต้องให้ข้อมูลกับผู้ปกครองได้รับทราบเพื่อประกอบการตัดสินใจจะให้เด็กฉีดวัคซีนหรือไม่ด้วย นพ.โสภณ กล่าว

อย่างไรก็ตาม นพ.โสภณกล่าวว่า กรณีการเรียนนอกระบบ หรือเด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษาก็จะฉีดให้เช่นเดียวกัน โดยกลุ่มนี้ จะมี 2 ส่วน คือคนไม่ได้เรียนเพราะอาจจะมีโรคประจำตัว หรือมีภาวะบางอย่าง สามารถเข้ารับวัคซีนที่ รพ.ตามสิทธิ ได้ ซึ่งหลายจังหวัดก็ได้เริ่มฉีดแล้ว ส่วนเด็กที่ไม่ได้ป่วย หรือเด็กเรียนที่บ้านสามารถขอขึ้นทะเบียนรับวัคซีนกับ รพ.ใกล้บ้านได้ ขอย้ำว่าการฉีดวัคซีนไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อ 100% แต่ลดโอกาสในการติดเชื้ออาการรุนแรง ลดการแพร่กระจายเชื้อสู่สมาชิกในครอบครัวที่อาจจะมีผู้สูงอายุอยู่ในบ้าน ซึ่งในครอบครัวใดที่มีเด็กอยู่ด้วยก็จะแนะนำให้ผู้สูงอายุเข้ามารับวัคซีนเช่นเดียวกัน

เมื่อถามถึงวัคซีนเชื้อตายที่จะนำมาใช้ในผู้อายุต่ำกว่า 18 ปี นพ.โสภณกล่าวว่า วัคซีนเชื้อตายมีความปลอดภัยสำหรับเด็ก แต่ต้องปรับทะเบียนจาก อย. ซึ่งคณะกรรมการกำลังทบทวนผลการศึกษาวิจัยของวัคซีนเชื้อตาย 2 ชนิดในการใช้สำหรับผู้อายุต่ำกว่า 18 ปี หากผ่านพิจารณาแล้วว่าจะใช้ในเด็กได้ ก็จะสามารถนำมาใช้ในโรงเรียนได้ ทั้งนี้ ประเทศจีนใช้วัคซีนเชื้อตายฉีดให้เด็กแล้วกว่า 90 ล้านโดส ซึ่งยังเป็นวัคซีนรุ่นเดิมอยู่ ทั้งนี้ ผู้ปกครองที่อยากให้นักเรียนฉีดวัคซีนเชื้อตาย ก็ยังต้องรอการปรับทะเบียนจาก อย.ก่อน

“การฉีดเชื้อตายในเด็กก็จะเป็น 2 เข็ม เพราะแอสตร้าฯยังฉีดให้ผู้อายุ 18 ปีขึ้นไป โดยการฉีดให้เด็กจะไม่มีการไขว้ชนิด ซึ่งถ้าเป็นเชื้อตาย ซิโนแวค ล็อต 12 ล้านโดสก็น่าจะพอ เพราะกลุ่มเป้าหมาย 4.5 ล้านโดส ส่วนหนึ่งฉีดไฟเซอร์แล้ว คนจะฉีดเชื้อตายก็อาจเหลือ 1-2 ล้านคน ดังนั้น ก็น่าจะพอ” นพ.โสภณกล่าว

เมื่อถามว่าเด็กที่อายุต่ำกว่า 12 ปี และยังไม่ได้รับวัคซีนจะไปโรงเรียนได้หรือไม่ นพ.โสภณกล่าวว่า การเปิดเรียนไม่ได้เป็นเงื่อนไขสำคัญของการฉีดวัคซีน เพราะหลายแห่งตั้งใจเปิดอยู่แล้ว เพียงแต่การฉีดวัคซีนก็สร้างความปลอดภัยมากขึ้น ดังนั้น นักเรียนอายุต่ำกว่า 12 ปี ไม่ได้ฉีดวัคซีน ก็เปิดเรียนได้ตามความเห็นของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด และเด็กที่ยังไม่ได้รับวัคซีน ก็ไปเรียนได้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้3 นักบินอวกาศจีนกลับถึงโลกปลอดภัย หลังปฏิบัติภารกิจในห้วงอวกาศนาน 90 วัน
บทความถัดไปT3 เทคโนโลยี ผนึกพันธมิตร ‘ทูย่า สมาร์ท’ ลงนามกำหนดยุทธศาสตร์รุกตลาดในอาเซียน