นักวิจัยห่วงไทยรับวัคซีน 2 เข็ม ไม่ถึง 70% แนะรบ.ทบทวนเปิด ปท

นักวิจัยห่วงไทยรับวัคซีน 2 เข็ม ไม่ถึง 70% แนะรบ.ทบทวนเปิด ปท.120 วัน

วันนี้ (30 กันยายน 2564) นพ.ยศ ตีระวัฒนานนท์ นักวิจัยเครือข่ายสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เปิดเผยว่า จากการดำเนินโครงการประเมินผลกระทบและความคุ้มค่าของวัคซีนโควิดที่พึงประสงค์เพื่อใช้ในการพัฒนาและคัดเลือกวัคซีนสําหรับใช้ในประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนของ สวรส. โดยทีมวิจัยของโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ถอดข้อมูลจากแบบจำลองสถานการณ์ที่น่าสนใจในประเด็นการเปิดประเทศในกรอบ 120 วัน หรือภายในเดือนตุลาคมนี้ ตามนโยบายของรัฐบาลที่ประกาศไว้เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2564 พบว่า ประเทศไทย เป็น 1 ใน 5 ของประเทศทั่วโลก ถัดจาก เดนมาร์ก สิงคโปร์ ชิลี และแอฟริกาใต้ ที่ประกาศว่าจะเปิดประเทศต้อนรับคนทั่วโลกท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แต่ประเทศเหล่านั้นที่เปิดได้ เพราะมีการฉีดวัคซีนให้ประชากรไปแล้วในสัดส่วนร้อยละ 70 ขึ้นไป สำหรับประเทศไทย จากข้อมูลเมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา พบว่าคนไทยที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 ครบ 2 เข็ม มีเพียงร้อยละ 19 หากสามารถจัดหาให้วัคซีนได้ตามจำนวนที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ คือ 40 ล้านโดส ใน 4 เดือน จะสามารถลดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และผู้เสียชีวิตลงได้ประมาณครึ่งหนึ่ง คือ ระหว่างเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม 2564 จะมีผู้ติดเชื้อราว 200,000 คน ผู้เสียชีวิตเกือบ 10,000 คน จากเดิมที่คาดว่าจะมีผู้ติดเชื้อสูงถึง 400,000 คน ผู้เสียชีวิตราว 20,000 คน ถ้าอัตราการให้วัคซีนยังช้าเหมือนช่วงเดือนกรกฎาคม

นพ.ยศ กล่าวว่า อีกทางหนึ่ง คือ หากหาวัคซีนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว และเร่งฉีดได้ทัน 80 ล้านโดส ใน 4 เดือน จะสามารถลดการแพร่ระบาดและผู้เสียชีวิตลงได้จำนวน 150,000 คน และ 10,000 คน ตามลำดับ แต่หากหากไม่มีการให้วัคซีนเลยในอีก 4 เดือนข้างหน้า (หรือ ณ เดือนตุลาคม 2564) จะมีผู้ติดเชื้อในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอีกกว่า 670,000 คน และผู้เสียชีวิตกว่า 36,000 คน ดังนั้น การให้วัคซีนที่จัดซื้อไว้แล้วล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน

“การพิจารณาถึงประสิทธิผลวัคซีนกับกลุ่มเป้าหมายยังเป็นประเด็นสำคัญ โดยวัคซีนที่มีประสิทธิผลในการป้องกันการติดเชื้อ จะเหมาะกับกลุ่มประชากรอายุ 20-39 ปี โดยวัคซีนที่มีประสิทธิผลลดความรุนแรงของโรค เหมาะในการให้ในกลุ่มสูงวัยตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ทั้งนี้ ในด้านของการเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ แน่นอนว่า ประเทศไทยยังคงไม่มีโอกาสเกิดภาวะภูมิคุ้มกันหมู่ในช่วงการเปิดประเทศในอีก 120 วัน เพราะจำนวนผู้ติดเชื้อและมีภูมิต้านทานตามธรรมชาติ รวมไปถึงการฉีดวัคซีนยังคงไม่เพียงพอ ประกอบกับเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ระบาดได้ง่าย ทำให้ระดับความครอบคลุมของวัคซีนเพื่อเกิดความคุ้มกันหมู่ยิ่งสูงขึ้นไป เราพบว่าวัคซีนโควิด-19 ที่มีประสิทธิผลในการป้องกันการติดเชื้อ จะสามารถลดความรุนแรงในการแพร่ระบาดของโรค และจะสามารถลดจำนวนผู้เสียชีวิตได้มากกว่าวัคซีนที่มีประสิทธิผลในการลดความรุนแรงของโรคในกลุ่มผู้ติดเชื้อเพียงอย่างเดียว”

นพ.ยศ กล่าวและว่า หากมองสถานการณ์ตัวเลขจริง พร้อมๆ ไปกับงานวิจัยที่ประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เห็นได้ว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศยังคงมีแนวโน้มที่สูงขึ้น ซึ่งพบว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศจะเป็นอีกหนึ่งเหตุผลในการตัดสินใจของรัฐบาลนานาประเทศ ที่จะอนุญาตให้ประชากรของเขาเดินทางมายังประเทศไทยหรือไม่

ด้าน ผศ.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการ และผู้จัดการงานวิจัย สวรส. กล่าวว่า การให้วัคซีนโควิด-19 ร่วมกับการใช้มาตรการ Social Vaccine อย่างเข้มข้น การเว้นระยะห่างทางสังคม การสวมหน้ากากอนามัย และหมั่นล้างมือ ทั้งหมดต้องทำอย่างเคร่งครัด

“ปัจจุบันแม้ว่าประชากรจะได้รับวัคซีนไปแล้วก็ตาม แต่มาตรการ Social vaccine ยังคงเป็นกุญแจสำคัญที่ต้องดำเนินการควบคู่เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 อย่างไรก็ตาม หากผู้กำหนดนโยบายพิจารณานำข้อเสนอจากงานวิจัยใช้ในการเลือกและฉีดวัคซีนให้กับคนไทย ควบคู่ไปกับความร่วมมือของคนในประเทศกับการปฏิบัติตามมาตรการ Social Vaccine การเปิดประเทศน่าจะเกิดขึ้นได้ แต่ทั้งนี้ อาจจะไม่ใช่ภายใต้กรอบระยะเวลา 120 วัน แต่บนความพร้อมทางสุขภาพของคนไทย ที่จะมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงเพียงพอต่อการต่อสู้กับโรค และขับเคลื่อนประเทศได้ต่อไป” ผศ.จรวยพร กล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้โต๊ะเล็กช้างศึกเฮ! ไร้ติดเชื้อโควิด ช่วงกักตัวฟิตเข้มเตรียมลุยฟุตซอลไทยลีก
บทความถัดไป‘ธีรัจชัย’ ชี้ ‘ประยุทธ์’ เบื่อเป็นนายกฯ ขาลอย ส่งเพื่อนสร้างฐานอำนาจใหม่