สธ.เก็บข้อมูลประเมินกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ฉีดไฟเซอร์เด็กหญิง 2 เข็ม ชาย 1 เข็ม

สธ.เก็บข้อมูลประเมินกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ฉีดไฟเซอร์เด็กหญิง 2 เข็ม ชาย 1 เข็ม

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินหน้าฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ให้กลุ่มเด็กอายุ 12-17 ปี ที่จะเริ่มฉีดในโรงเรียนอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ในวันที่ 4 ตุลาคมนี้ ว่า วัคซีนไฟเซอร์ที่จะนำไปฉีดให้ผู้ที่มีอายุ 12-17 ปี ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้ว เช่นเดียวกับองค์การอนามัยโลก และมีการฉีดในประเทศทางอเมริกา และยุโรป

“วัคซีนต้องดู 2 อย่าง คือ ประสิทธิภาพและความปลอดภัย ดูว่าอะไรมีประโยชน์มากกว่า ซึ่งผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ยังเชื่อว่า ประโยชน์จากการฉีดมีมากกว่าผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น ซึ่งเกิดได้กับทุกวัคซีน” นพ.โอภาส กล่าว

อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงผลข้างเคียงเรื่องกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ว่า สธ.ก็ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งได้ทำตามคำแนะนำว่า ในเด็กหญิงสามารถฉีด 2 เข็ม ได้ ส่วนเด็กผู้ชายจะให้ฉีด 1 เข็ม ก่อน แล้วเก็บข้อมูลการพบภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ดังนั้น ทุกอย่างเป็นไปตามแผนและคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ

“ที่สำคัญ คือ ขณะนี้เราไม่มีวัคซีนตัวอื่นที่อนุญาตให้ใช้ต่ำกว่าอายุ 18 ปี ได้ ดังนั้น เราจะฉีดในเด็กชายและเด็กหญิงและเก็บข้อมูลดูว่า มีผลข้างเคียงเยอะมากน้อยแค่ไหน แต่เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร และเพื่อที่จะให้ระบบรันไปได้” นพ.โอภาส กล่าว

นพ.โอภาส กล่าวย้ำว่า ในภาวะโรคอุบัติใหม่ ความรู้ต่างๆ เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การเปลี่ยนอะไรที่เร็วเกินไป อาจจะทำให้ประชาชนเกิดความสับสนได้

“ทั้งนี้ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ไม่ได้ถือว่าเป็นอาการที่รุนแรงมาก สามารถหายได้เอง เพียงแต่ชื่ออาจจะดูค่อนข้างน่ากลัว แต่ถ้าไม่ฉีด ก็จะเพิ่มความเสี่ยงกับตัวเด็กเองในการติดเชื้อและจะแพร่เชื้อไปให้กับผู้อื่นที่อยู่ในครอบครัวด้วย อย่างที่เราเห็นได้หลายประเทศที่เกิดการระบาดใหม่ก็เกิดขึ้นจากการติดเชื้อในเด็ก ทุกคนก็ยอมรับเรื่องประสิทธิภาพของวัคซีนไฟเซอร์ แต่อาจจะมีผลข้างเคียงบ้าง แต่เราดูแลรักษาได้ ย้ำว่า ผู้ปกครองไม่ต้องกังวลใจ ยังเชิญชวนให้เด็กและผู้ปกครองที่อยู่ในบ้านเข้าไปรับวัคซีนโควิด-19 เพื่อสร้างความปลอดภัย” นพ.โอภาส กล่าว

นพ.โอภาส กล่าวว่า ส่วนการฉีดวัคซีนเข็ม 3 บูสเตอร์ โดส ให้กลุ่มประชาชนทั่วไปนั้น ขณะนี้มีการฉีดสำหรับผู้ที่รับเชื้อตายครบ 2 เข็ม ในเดือนพฤษภาคมค่อนข้างมากแล้ว และกำลังประกาศเรียกผู้ที่ฉีดครบ 2 เข็ม หลังจากวันที่ 15 มิถุนายน เข้าไปรับวัคซีนเข็มที่ 3 ได้แล้ว ทั้งนี้ ผู้ที่ต้องได้รับการบูสเตอร์ โดส มีประมาณ 2 ล้านคนเศษ ขณะนี้ ฉีดไปแล้วประมาณ 1 ล้านกว่าคน เชื่อว่ายังไม่ต้องมีการฉีดเข็ม 4 ในปีนี้ เพราะข้อมูลที่มีพบว่า วัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันจะอยู่ได้อย่างน้อย 3 – 6 เดือนขึ้นไป จะฉีดบูสเตอร์ก็ต้องมีจังหวะการกระตุ้นภูมิฯ ด้วยเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด

“ขอเชิญชวนให้ทุกคนไปรับวัคซีนเพื่อสร้างความปลอดภัย ไม่ต้องกลัวเพราะการติดเชื้อน่ากลัวกว่าเยอะ” นพ.โอภาส กล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘อาร์เซน่อล ‘จีบ ‘สเตอร์ลิ่ง’ หวังใช้ความสัมพันธ์ที่ดีกับ ‘อาร์เตต้า’ ดึงร่วมทีม
บทความถัดไป‘สุพัฒนพงษ์’ พร้อมทีมผู้บริหารกระทรวงพลังงาน ลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วม ลพบุรี