ศบค.เผยยอดอาการหนัก-เสียชีวิตมีทิศทางลดลง 4 จังหวัดภาคใต้ยังน่าห่วง

ศบค.เผยยอดอาการหนัก-เสียชีวิต มีทิศทางลดลง 4 จังหวัดภาคใต้ยังน่าห่วง เฝ้าระวัง เชียงใหม่มีหลายคลัสเตอร์ ย้ำดูแลคลัสเตอร์งานศพทั่วประเทศ วอนประชาชนหยุดยาว 4 วัน ขอให้ป้องกันเข้มงวด

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พญ.สุมนี วัชรสินธุ์ ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค ในฐานะผู้ช่วยรองโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. เปิดเผยถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ในประเทศไทย ว่าผู้ป่วยรายใหม่ประจำวัน มีจำนวน 8,918 ราย หายป่วยแล้ว 10,878 ราย ส่วนผู้ป่วยที่ยังรักษาอยู่ จำนวน 103,507 ราย เป็นผู้ป่วยอาการหนัก 2,728 ราย ซึ่งมีผู้ที่ใส่เครื่องช่วยหายใจ 619 ราย โดยเมื่อเทียบกับวันที่ 15 สิงหาคม 2564 ที่มีผู้ที่ใส่เครื่องช่วยหายใจมากที่สุด ที่ 1,172 ราย ถือว่าลดลงไปอย่างมาก

สำหรับผู้ที่เสียชีวิตมีทั้งสิ้น 79 คน เมื่อเทียบกับวันที่ 18 สิงหาคม 2564 ที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด อยู่ที่ 312 คน ถือว่ามีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ เช่นกัน โดยผู้เสียชีวิต จำนวน 91% จาก 79 คนนั้น เป็นผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 49 ราย คิดเป็น 62% และผู้ที่มีโรคเรื้อรัง จำนวน 23 ราย คิดเป็น 29% และมีผู้เสียชีวิตเป็น เด็กอายุ 1 เดือน 1 ราย ขณะที่แบ่งเป็นจังหวัดนั้น ส่วนที่มากที่สุดมาจากจังหวัดภาคใต้จำนวน 20 ราย

สำหรับการตรวจด้วยชุดตรวจเอทีเค ทั่วประเทศ พบ 5.4% เมื่อแยกตามเขตสุขภาพ ส่วนใหญ่อยู่ในเขตสุขภาพที่ 12 ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 7 วันเยอะสุดคือ นราธิวาส 28.3% ปัตตานี 20.2% ยะลา 19.5% และสงขลา 10% จังหวัดที่ต้องจับตามองเพราะผลเอทีเคเป็นบวกเยอะขึ้น คือ นครศรีธรรมราช เฉลี่ย 25.1% กระบี่ 10.3% เชียงใหม่ 11.4% เชียงราย 20.8% และตาก 7.1%

ด้านจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ประจำวัน แยกตามพื้นที่ 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.กทม. 1,020 ราย 2.ยะลา 704 ราย 3.ปัตตานี 520 ราย 4.สงขลา 484 ราย 5.สมุทรปราการ 359 ราย 6.ชลบุรี 328 ราย 7.เชียงใหม่ 294 ราย 8.นราธิวาส 284 ราย 9.นครศรีธรรมราช 266 ราย และ 10.จันทบุรี 265 ราย ยังคงเป็น 5 จังหวัดภาคใต้ที่ติดอันดับเช่นเดิม โดยนราธิวาส และนครศรีธรรมราช ขยับอันดับลงจากสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ จังหวัดเชียงใหม่ขยับขึ้น เพราะฉะนั้น จะต้องมีการเฝ้าระวังในพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ที่จะเปิดรับนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นด้วย

“คลัสเตอร์ที่เชียงใหม่ ได้แก่ ตลาดเชียงใหม่ ที่ยังคงมีการแพร่ระบาดอยู่ และเชื่อมโยงไปถึงผู้ติดเชื้อที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ส่วนคลัสเตอร์อื่นๆ เช่น แรงงานไม้ตัดยาง ร้านอาหาร บ้านพักนักเรียนประจำ เป็นต้น จึงขอให้เชียงใหม่เพิ่มการเฝ้าระวัง โดยเฉพาะมาตรการส่วนบุคคลที่เข้มงวดขึ้น และคลัสเตอร์ที่สำคัญ คือ งานศพ ที่พบกระจายทั่วประเทศ อาทิ เลย อุดรธานี นครศรีธรรมราช และขอนแก่น โดยขอให้ย้ำให้มีการดูแลในพื้นที่ที่จัดงานศพ ทำการแยกชุดอาหาร และกลับไปรับประทานที่บ้าน เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อ” พญ.สุมนีกล่าว

พญ.สุมนีกล่าวว่า ส่วนรายงานการฉีดวัคซีนประจำวันที่ 20 ตุลาคม เพิ่มขึ้น 994,781 โดส แบ่งเป็นเข็มที่ 1 จำนวน 474,097 ราย โดยเป็นยอดสะสมตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 38,611,193 ราย คิดเป็น 53.6% ของประชากรไทยทั้งหมด ส่วนเมที่ 2 จำนวน 485,263 ราย รวมสะสม 26,959,785 ราย คิดเป็น 37.4% ของประชากร และเข็มที่ 3 จำนวน 35,421 ราย รวมสะสม 2,016,124 ราย คิดเป็น 2.8% ของประชากร

เป้าหมายการฉีดวัคซีนในเดือนตุลาคม 2564 นั้น คือ ให้ครอบคลุมอย่างน้อย 50% ในทุกจังหวัด และครอบคลุม 70% ในพื้นที่ COVID Free Area ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้มีโรคเรื้อรัง 7 โรค และหญิงมีครรภ์ เป็นอย่างน้อย 80% ของประชากร โดยสรุปผลของการฉีดวัคซีนตามกลุ่มเป้าหมายนั้น กลุ่มที่สำคัญในช่วงนี้ คือ นักเรียนและนักศึกษา อายุ 12-17 ปี เพื่อรับการเปิดเทอม ได้รับวัคซีน เข็มที่ 1 แล้ว 1.3 ล้านโดส คิดเป็น 1 ใน 4 ของความต้องการของกลุ่มนี้ ที่มีทั้งหมดอยู่ 4.5 ล้านโดส

จากการสำรวจความต้องการรับวัคซีน ทยอยให้วัคซีนเข็มแรกลงพื้นที่แล้ว 4.5 ล้านโดส ขอให้ผู้ปกครองติดตามข่าวจากหน่วยบริการ สถานพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนฉีดวัคซีนให้บุตรหลาน เพื่อให้ไปฉีดตามนัด ซึ่งการให้วัคซีนทยอยส่งไป วันเวลาในการไปรับวัคซีนอาจไม่ใช่วันเดียวกันแม้จะเป็นโรงเรียนเดียวกัน

ส่วนการฉีดวัคซีน 4 จังหวัดชายแดนใต้เพื่อควบคุมโรค ความครอบคลุมเข็มที่ 1 เกิน 50% คือ ยะลา ใกล้ 50% คือ นราธิวาส ปัตตานี และสงขลา กลุ่ม 608 เร่งระดมฉีดเพิ่มขึ้น เกือบ 70% คือ ยะลา สงขลา นราธิวาส ส่วนปัตตานีเกือบ 50% ใน 2 สัปดาห์ที่มีการติดเชื้อในพื้นที่ชายแดนใต้เพิ่มขึ้น ได้ส่งกำลังลงไปสอบสวนโรค ควบคุมโรค ให้บริการฉีดวัคซีน

ทั้งนี้ หากมีผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเรื้อรังนอนติดเตียงไม่สามารมารับบริการได้ให้แจ้งสาธารณสุขใกล้บ้านหรือผู้นำชุมชน จัดหน่วยงานลงไปฉีดที่บ้าน โดยที่ประชุมอีโอซี ของกระทรวงสาธารณสุขและ ศบค.ชุดเล็ก เพิ่มจำนวนวัคซีนลงไปภาคใต้ วันนี้ส่งไป 5.8 แสนโดส และจะทยอยส่งไปเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึง 1 ล้านโดส เพื่อให้ครอบคลุมประชากรตามเป้าหมาย

โดยจังหวัดนำร่องท่องเที่ยว รับวัคซีนมากกว่า 50% มี 11 จังหวัด ได้แก่ กทม. สมุทรปราการ กระบี่ พังงา ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ชลบุรี ระนอง ระยอง เชียงใหม่ และตราด ส่วนที่ใกล้ 50% มี 3 จังหวัด คือ เลย หนองคาย อุดรธานี ส่วนจังหวัดนำร่องกลุ่มท่องเที่ยว ที่มีสูงอายุที่ฉีดมากกว่า 70% คือ กทม. กระบี่ พังงา ชลบุรี และระนอง โดยในการเปิดพื้นที่ท่องเที่ยววันที่ 1 พฤศจิกายนนั้น ส่วนกลางมีการส่งวัคซีนไปสนับสนุนอีก 7 แสนโดส จึงขอให้ประชาชนติดต่อเข้ามารับวัคซีนกันให้มากๆ

พญ.สุมนีกล่าวว่า สำหรับข้อสรุปในการเปิดประเทศนั้น มีข้อพิจารณาหลัก 3 ปัจจัย คือ 1.มาตรการสาธารณสุข 2.ภาคเศรษฐกิจ คือ การท่องเที่ยว และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง และ 3.ความสอดคล้องมาตรการระหว่างประเทศต้นทางและไทย เช่น การเข้าออกประเทศ ส่วนมีรูปแบบการเข้าประเทศ 3 แบบ คือ 1.เข้าในสถานที่กักกันที่รัฐกำหนด ทั้งกลุ่มคนไทยหรือต่างชาติที่รับวัคซีนไม่ครบ ต้องกัก 7 วัน 10 วัน หรือ14 วัน ตามแต่กรณี 2.รูปแบบแซนด์บ็อกซ์ พื้นที่นำร่องท่องเที่ยว 17 จังหวัด และ 3. เข้าแบบไม่กักตัว โดยรูปแบบที่ 2 และ 3 มีเงื่อนไขว่าต้องได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว และคุณสมบัติผู้เข้ามาในประเทศ นอกจากรับวัคซีนครบ ต้องมีผลตรวจหาเชื้อจากประเทศต้นทาง 72 ชั่วโมงไม่พบเชื้อ มีประกันสุขภาพ 5 หมื่นเหรียญสหรัฐ มาถึงไทยก็ต้องตรวจ อาร์ที-พีซีอาร์ ซ้ำ เมื่อผลกาตรวจเป็นลบ จึงเดินทางต่อไปได้

“สำหรับการประชุมเตรียมการเปิดประเทศจะประชุมอย่างต่อเนื่อง เพราะต้องวางแผนรอบคอบ โดยเป้าหมายหลักของเปิดประเทศแล้ว คือ ประชาชนต้องได้รับปลอดภัย และมีระบบสาธารณสุขรองรับเมื่อต้องใช้แผนเผชิญเหตุหรือเกิดเหตุไม่คาดฝัน โดยจะมารายงานผลเป็นระยะ” พญ.สุมนีกล่าว

สุดท้ายคือ ในช่วงวันหยุด 4 วันที่จะถึงนี้ คาดว่ามีคน กทม.และปริมณฑลเดินทางไปต่างจังหวัด หรือคนต่างจังหวัดเดินทางข้ามจังหวัด ขอให้การไปใช้บริการกิจการกิจกรรมใดๆ ยังคงเข้มมาตรการส่วนบุคคล ทั้งใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา ใช้แอลกอฮอล์เจลล้างมือ เว้นระยะห่าง ซึ่งมาตรการป้องกันตนเองสูงสุดครอบจักรวาลจำเป็นอย่างมาก นอกจากรับวัคซีนครบ มาตรการส่วนบุคคลจะช่วยลดการติดเชื้อและแพร่โรคไปยังผู้อื่นได้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon