กรมการแพทย์ เผยไทยพร้อมนำเข้ายาต้านโควิด ‘ยาแพกซ์โลวิด’ ลงนามการเจรจาร่วม บ.ไฟเซอร์ แล้ว

6.11.21 | 14:32 น.

กรมการแพทย์ เผยไทยพร้อมนำเข้ายาต้านโควิด “ยาแพกซ์โลวิด” ลงนามการเจรจาร่วม บ.ไฟเซอร์ แล้ว ชี้ใช้คู่กับยาโมลนูพิราเวียร์ได้ เตรียมทำไทม์ไลน์คู่ขนาน

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดซื้อยาต้านไวรัสโควิด-19 ชนิดเม็ด คือ ยาแพกซ์โลวิด (Paxlovid) จากบริษัทไฟเซอร์ว่า ทางกรมการแพทย์ได้เชิญทางบริษัทไฟเซอร์ ประเทศไทยมาหารือร่วมกันเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา โดยทางบริษัทระบุว่า เราต้องเซ็นเอกสารไม่เปิดเผยข้อมูล (confidential disposal agreement) ซึ่งเราได้เซ็นไปแล้ว หลังจากนี้ก็จะติดตามเป็นระยะ แต่เท่าที่ทราบข้อมูลขณะนี้ทางบริษัทยังไม่ได้กำหนดว่าจะขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา(US FDA) เมื่อไหร่ ทั้งนี้ ทางบริษัทยังไม่ได้แจ้งรายละเอียดการใช้ยารวมถึงราคาที่เขาจะขายให้กับเรา

นพ.สมศักดิ์กล่าวว่า ทางบริษัทไฟเซอร์ระบุว่าแผนยาแพกซ์โลวิดจะไล่ตามยาโมลนูพิราเวียร์ (Molnupiravir) เราก็คุยกันว่า หากทางบริษัทมีผลการศึกษาอย่างไรก็ให้มาแชร์กับเรา เพื่อจะทำไทม์ไลน์ให้เหมือนกับยาโมลนูพิราเวียร์ เพราะยาทั้ง 2 ตัวออกฤทธิ์คนละที่ คือ ยาโมลนูพิราเวียร์ออกฤทธิ์คล้ายยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) ที่ยับยั้งการจำลองตัวเองของไวรัสไม่ให้แบ่งตัวออกไป แต่ขณะที่ยาแพกซ์โลวิด ต้องออกฤทธิ์ร่วมกับยาอีกตัวที่เป็นโปรตีเอส อินฮิบิเตอร์ (protease inhibitor) ซึ่งน่าจะใช้ร่วมกับนาโมลนูพิราเวียร์ได้

“สำหรับผู้ติดเชื้อโควิดที่ไม่มีอาการ หรือแข็งแรงดี โดยหลักการคือไม่ควรใช้ยา โดยเฉพาะผู้ที่ฉีดวัคซีนโควิดมาแล้ว เพราะอาการจะไม่รุนแรงอยู่แล้ว ยาก็มีข้อดีข้อเสียด้วย ดังนั้น เราต้องดูตามความรุนแรงของผู้ติดเชื้อ แต่ทางที่ดีเราควรป้องกันตัวเองไม่ให้ติดเชื้อ แม้จะฉีดวัคซีนแล้วก็ตาม” นพ.สมศักดิ์กล่าว

นพ.สมศักดิ์กล่าวต่อว่า สำหรับการทดลองยาต้านไวรัสทั้ง 2 ตัว ใช้ในผู้ที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีน ไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรค โดยเป็นกลุ่มเสี่ยงคือ ผู้สูงอายุมีปัจจัยเสี่ยงต่อความรุนแรงของโรคในอย่างใดอย่างหนึ่ง ฉะนั้น คนที่แข็งแรงดีแล้วติดเชื้อไม่ต้องใช้ยา ทั้งนี้ จากที่คุยกับบริษัทไฟเซอร์ เขาก็มีความต้องการให้เราดำเนินการเหมือนกับยาโมลนูพิราเวียร์ในการศึกษาวิจัยในไทย ซึ่งเรายินดี โดยกำลังให้ทีมผู้ทรงคุณวุฒิของกรมการแพทย์ติดต่อให้มาร่วมหารือกันอีกรอบภายหลังที่มีความคืบหน้า เนื่องจากทางบริษัทต้องไปคุยกับบริษัทแม่ของไฟเซอร์ก่อน ทั้งนี้ เราพร้อมนำเข้ามาใช้ในประเทศไทย คาดว่าไม่มีน่าจะเกิดปัญหาอะไร แต่ก็ไม่อยากให้เราหวังกับยาเพียงอย่างเดียว เพราะการฉีดวัคซีนแล้วป้องกันตัวเองดีๆ จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

Advertisement