จิตแพทย์ ชี้เหตุ ม.2 กระทืบครูเพราะกลัวถูกตัดผม แนะผู้ใหญ่ปรับพฤติกรรม

2.06.22 | 16:13 น.

จิตแพทย์ ชี้เหตุ ม.2 กระทืบครูเพราะกลัวถูกตัดผม แนะผู้ใหญ่ปรับพฤติกรรม

จากกรณีที่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 5 บ้านหนองผักก้าม อ.เมือง จ.เลย ทำร้ายครูผู้สอน โดยมีการใช้เท้ากระทืบที่หน้าอกหลายครั้ง เนื่องจากกลัวว่าครูจะเดินเข้ามาตัดผมของตัวเองนั้น

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีข่าวดังกล่าวว่า ทุกครั้งที่เกิดความรุนแรงขึ้น ทั้งตัวผู้ก่อเหตุ หรือผู้รับความรุนแรง ย่อมมีผลกระทบทางจิตใจที่ย่ำแย่ตามมา จึงต้องมีการดูแล ซึ่งทางโรงเรียนที่อยู่ในเหตุการณ์อาจช่วยดูแลได้ก่อน หัวใจสำคัญคือต้องทำให้ทุกฝ่ายรู้สึกผ่อนคลายและสงบให้เร็วที่สุด ไม่ยั่วยุ “ความโกรธและความรู้สึกผิด” ซึ่งเป็น 2 ตัวร้าย ที่จะทำลายกันและกัน ควรจะมีการสื่อสารเพื่อที่จะรับฟังความรู้สึกของทุกฝ่าย และเมื่อใจเย็นลง สงบลงแล้ว การบอกเล่าความรู้สึกต่างๆ จะนำไปสู่ความเข้าใจกันได้ง่าย และนำไปสู่วิธีคลี่คลายปัญหาได้ง่าย แต่ถ้าเรามุ่งหน้าว่าตัดสินใครผิดใครถูก ไม่มีพื้นฐานความไว้วางใจและไมมีการรับฟังกัน เรื่องเล็กๆ ก็อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่โต และเป็นความเจ็บปวดและความสูญเสียของทุกฝ่ายได้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เมื่อถามถึงปัจจัยที่ทำให้เด็กในวัยนี้มีการแสดงออกถึงความรุนแรง พญ.อัมพรกล่าวว่า เราเพิ่งหารือกันในกรมสุขภาพจิตว่าขณะนี้ปัญหาความก้าวร้าวรุนแรงและปัญหาการฆ่าตัวตายในกลุ่มเด็กและวัยรุ่น กลุ่มที่เจอมากสุดคือเด็กมัธยมต้น อธิบายได้จกาการเปลี่ยนแปลงตามวัย เป็นช่วงวัยที่ก้าวจากเด็กมาสู่ความเป็นวัยรุ่นที่ชัดเจนที่สุด พอเป็นวัยรุ่น ความคิดหุนหันพลันแล่น ความฉุนเฉียวอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและระดับฮอร์โมนมีแน่นอน ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจของเขา มุมหนึ่งคือดิ้นรนต้องการเป็นตัวของตัวเอง อีกมุมหนึ่งมีอีกหลายเรื่องที่ยังไม่พร้อม จึงมีความลักลั่นอยู่ในเรื่องวุฒิภาวะ เพราะฉะนั้น จุดรอยต่อประมาณ 2-3 ปีความเป็นวัยรุ่นตอนต้น ทำให้เด็กๆ มักจะมีโอกาสเพลี่ยงพล้ำ แสดงออกทางอารมณ์ได้อย่างไม่เหมาะสมนัก

“ตัวเด็กต้องพยายามเข้าใจตัวเองและเรียนรู้ที่จะใจเย็นลง มีสติมากขึ้น คนรอบข้างเด็กเองต้องพยายามให้โอกาส รับฟังเขา มีสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับเด็กที่จะค่อยๆ เรียนรู้พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นได้ ซึ่งผ่านช่วงเวลายากๆ 1-2 ปีนี้ไป เขาจะกลายเป็นวัยรุ่นที่พร้อมจะเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้” พญ.อัมพรกล่าว

Advertisement

เมื่อถามว่า เด็กช่วงวัยรุ่นดูเหมือนไม่ค่อยรับฟังผู้ใหญ่ เพราะมีความคิดของตนเอง สุดท้ายจะกลายเป็นลักษณะที่เขาต้องคิดได้ด้วยตัวเองหรือไม่ หรือคนรอบข้างจะช่วยได้อย่างไร พญ.อัมพรกล่าวว่า ต้องเป็นองค์ประกอบร่วมกัน ถ้าเด็กจะคาดหวังให้ทุกคนเข้าใจได้ตลอด อาจเกิดขึ้นได้บ้างแต่ไม่เสมอไป ผู้ใหญ่เองผ่านช่วงชีวิตวัยรุ่นมาหลายคนก็เข้าใจถึงความรู้สึกนั้น แต่บ่อยครั้งผู้ใหญ่เองมีข้อจำกัด มีความเครียด มีความทุกข์ในชีวิต ทำให้การควบคุมอารมณ์ของผู้ใหญ่ในบางจังหวะอาจหย่อนยานไปบ้าง จุดอ่อนที่เพลี่ยงพล้ำตรงนี้ที่จะทำให้เกิดปัญหาได้

พญ.อัมพรกล่าวว่า หากย้อนมองอีกมุมว่าผู้ใหญ่เองส่วนหนึ่งพยายามดูแล แต่ถ้าไม่พร้อมเด็กเองก็ต้องพยายามเรียนรู้โลกในแง่บวกด้วย มองเห็นการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ว่าเป็นสิ่งที่เข้ามาทำให้เราได้เรียนรู้การปรับตัวของชีวิต สำคัญคือเด็กต้องรู้ว่าตัวเองมีค่าและพยายามที่จะเรียนรู้อารมณ์ของตัวเอง คอยเฝ้าตามสังเกตอารมณ์ตัวเองให้ทัน ถ้ารู้ว่าตัวเองโกรธก็ต้องชะลอความโกรธนั้นให้ควบคุมอารมณ์โกรธและด้านลบได้

“ถ้าเราฝึกที่จะรู้อารมณ์ตัวเองและควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ทัน และใส่ใจความรู้สึกคนรอบข้าง สร้างทักษะที่จะมีความเข้าใจและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้างได้ เด็กๆ จะมีประสบการณ์ที่ดีในการใช้ชีวิต ก็จะเป็นเหมือนรางวัลทำให้เรามั่นใจจะทำสิ่งที่ดีขึ้นในการอยู่ร่วมกับคนอื่นต่อไป หมอไม่อยากให้เด็กโกรธตัวเอง หากโมโห หรือหลุดพฤติกรรมด้านลบออกมา แต่ขอให้มองสิ่งทีเกิดขึ้นนั้นเป็นบทเรียนว่าเราจะไม่พลาดพลั้งทำสิ่งที่ไม่น่ารักแบบเดิมซ้ำ” พญ.อัมพรกล่าว

เมื่อถามถึงเทคนิคในการควบคุมอารมณ์โกรธ ความฉุนเฉียวสำหรับวัยรุ่น พญ.อัมพร กล่าวว่า การจะช่วยลดอารมณ์โกรธและฉุนเฉียวลงได้ คือการฝึกมองให้เห็นข้อดีของตัวเอง ตื่นเช้ามานึกว่าเรามีสิ่งดีอะไรบ้างในชีวิตตัวเอง 1-2 ข้อ และมองเห็นข้อดีของคนรอบข้างเรา ครอบครัว เพื่อน ครู โรงเรียน ที่อยู่รอบตัวเรามีอะไรเป็นสิ่งที่ดีบ้าง การมองเห็นข้อดีตัวเองและคนรอบข้างเป็นบทที่หนึ่งของการมองโลกในทางบวก ทำให้ชีวิตมีคุณค่า เป็นต้นทุนทำให้เราไม่โกรธง่ายไม่ฉุนเฉียวง่าย เหมือนความสุขอยู่ที่ใจเราเป็นพื้นฐาน นอกจากนี้ ดูแลสุขภาพอื่นๆ คือนอนหลับพักให้พอ ออกกำลังกายตามสมควรจะทำให้เราปลดปล่อยพลังในทิศทางที่สร้างสรรค์ ไม่กลายเป็นความเกรี้ยวกราดหรือโมโหได้

พญ.อัมพรกล่าวว่า ส่วนเมื่อเกิดความโกรธ หรือฉุนเฉียวขึ้นมาแล้วนั้น วิธีง่ายๆ คือ การเบี่ยงเบนตัวเองจากความโกรธนั้นชั่วขณะ อย่างโมโหอยู่รู้ทันตัวเองก็ดูหนังฟังเพลงไป หรือสมมุติว่าวิธีนั้นไม่ถนัดหรือไม่คุ้น อาจระบายความรู้สึกโกรธในรูปแบบที่ไม่เป็นอันตรายต่อใคร บางคนใช้วิธีการเขียนใส่กระดาษแล้วฉีกกระดาษทิ้ง บางคนชกกระสอบทรายหากอยู่ในวิสัยที่ทำได้ บางคนซักผ้า การออกแรงลงไปเยอะๆ เหมือนได้คลายความเกรี้ยวกราดลงไปบ้าง เป็นการยักย้ายพลังงานความโกรธ ไปเป็นวิธีสร้างสรรค์อื่นๆ

“อีกอย่างที่ดียิ่งขึ้นกว่าคือ มองหาคนมีวุฒิภาวะแล้วบอกเล่า หรือระบายให้เขาฟัง ทำให้เราลำดับความคิดนั้นอีกครั้ง ถ้าได้คนฟังที่มีวุฒิภาวะจะช่วยจัดระเบียบความคิดเรา บางทีพอพูดเสร็จจะหายโกรธแล้วและยังมองเห็นจุดอ่อนของตัวเองที่ต้องปรับปรุงด้วย วิธีการเดียวกันนี้ในเด็กที่โตขึ้นมานิดนึง ใช้วิธีการเขียนระบายก็ช่วยได้เช่นกัน เขียนเสร็จจะจับประเด็นตัวเองได้ว่าเราพลาดตรงไหน เราผิดตรงไหน และเราสามารถพัฒนาอะไร

“ทั้งหมดนี้ยอดเยี่ยมที่สุดคือ การหาที่มาของความโกรธ รู้ที่มาเพื่อที่จะได้ป้องกันไม่ให้ตัวเองต้องโกรธ หรือมีปัญหาทางจิตใจแบบที่เคยเกิดไปแล้ว การป้องกันและการแก้ไขปัญหาด้วยสติและปัญญาคือสุดยอดของการพัฒนาตนเอง” พญ.อัมพรกล่าว