สกู๊ปหน้า 1 : กทม. จัดแถวผับ สกัดไหม้ซ้ำรอย ‘สัตหีบ’
เหตุการณ์โศกนาฏกรรมเพลิงไหม้สถานบันเทิงเมาน์เท่น บี อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี สร้างความหวาดผวาให้กับนักท่องราตรีทั้งประเทศ
“ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯกทม.) ไม่รีรอรีบสั่งการตรวจเข้มสถานบันเทิงยามราตรีโดยทันที
ตัดภาพกลับไปไม่นานมานี้ กรณีไฟไหม้ ดีเจสเตชั่น สถานบันเทิงในสีลมซอย 2 เมื่อ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา คืออุทาหรณ์ก่อนเกิดเหตุผับมรณะ ที่สร้างแรงผวาให้หลายจังหวัดออกมาแอ๊กชั่นเรื่องความปลอดภัย
ชัชชาติ รุดเข้าไปดูจุดเกิดเหตุ ถือว่าโชคดีที่ไฟไหม้ช่วงกลางวัน ที่ไม่มีนักท่องเที่ยวมาใช้บริการ หลังจากนั้นผ่านมาไม่นาน ผู้ว่าฯชัชชาติ มีคำสั่งตั้งแต่ 20 มิถุนายน ให้ตรวจสอบสถานบริการ ผับ บาร์ และสถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการ ทั่วกรุงเทพฯ
ซึ่งให้เน้นเรื่องความปลอดภัยกับผู้มาใช้บริการ โดยสั่งงานให้แต่ละสำนักงานเขตส่งรายงานทุกวันที่ 5 ของแต่ละเดือน ก่อนหันไปมอบหมายให้ พล.ต.อ.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯกทม. ลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงรุกควบคู่ เป็นการตรวจสอบที่เป็นทางการ และการตรวจสอบแบบนักท่องเที่ยว
“ต้องตรวจเชิงรุกให้เข้มข้นขึ้น เพราะมีสถานประกอบการที่ไม่ถูกกฎหมาย ถ้าเกิดเหตุเพลิงไหม้ในสถานที่ผิดกฎหมาย ไม่ได้รับอนุญาต ยิ่งอันตรายหนักขึ้น แล้วทาง กทม.คงปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้” ชัชชาติย้ำชัด
ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการคุมเข้มสถานบริการตั้งแต่นั้นมา
ในพื้นที่กรุงเทพฯ ปัจจุบันมีสถานบริการ 341 แห่ง และสถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการ 971 แห่ง รวมทั้งสิ้น 1,312 แห่ง ซึ่งได้มีการตรวจสอบไปแล้ว 494 แห่ง พบว่า 83 แห่งที่ยังไม่ถูกต้อง
โดยเขตจตุจักรครองแชมป์มากสุด 49 แห่ง ตอนนี้ได้สั่งปิดไปแล้ว 3 แห่ง อยู่ระหว่างการดำเนินคดี 2 แห่ง ผู้ประกอบการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว 4 แห่ง ออกหนังสือให้แก้ไขแล้ว 12 แห่ง อยู่ระหว่างออกหนังสือแก้ไขอีก 62 แห่ง
ซึ่งการตรวจสอบจะยึดตามระเบียบกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยหลักเกณฑ์การประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ประเภท การจัดให้มีการแสดงดนตรี เต้นรำ รำวง รองเง็ง ดิสโก้เทค คาราโอเกะ หรือการแสดงอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน พ.ศ.2548 เช่น ต้องมีทางเข้าออกความกว้างไม่น้อยกว่า 1.5 เมตร สูง 2 เมตร และทางหนีไฟ รวมทางออกจำนวนไม่น้อยกว่า 2 ทาง, ระดับเสียงภายในไม่เกิน 90-110 เดซิเบลเอ, มีถังดับเพลิง 1 ถัง ต่อพื้นที่ 100 ตารางเมตร, ต้องไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญรบกวนชุมชน เป็นต้น
ตัดภาพมาที่ พล.ต.อ.อดิศร์ ที่ปรึกษาซึ่งได้รับงานจากผู้ว่าฯกทม. ยืนยันได้ลงพื้นที่ตรวจสถานประกอบการมาหลายวันแล้ว
ขณะนี้กำลังทยอยทำรายงานและกำหนดรูปแบบของการทำรายงาน เพื่อให้ผู้ว่าฯกทม.ได้เห็นโจทย์ของการแก้ไขปัญหาและกำหนดมาตรการในการสร้างความระมัดระวังได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เนื่องจากเมื่อหลายปีที่ผ่านมา มาตรการเหล่านี้เริ่มห่างหายไป ผนวกกับรูปแบบของการท่องเที่ยว ซึ่งในช่วงที่โควิด-19 แพร่ระบาด ทำให้สถานประกอบการปิดไป อาจจะทำให้วิธีการในการป้องกันปัญหาหรือแก้ไขปัญหาปรับเปลี่ยนไปบ้าง
สิ่งแรกที่ต้องทำ ที่ปรึกษาผู้ว่าฯชี้ชัดว่า เป็นเรื่องของ “มาตรการในการป้องกัน” เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดแก่ประชาชน ซึ่งก่อนสถานประกอบการจะเปิดบริการได้นั้น ต้องผ่านการพิจารณาตรวจสอบจากผู้อำนวยการเขตก่อน เช็กลิสต์ประเมินด้านกายภาพและโครงสร้าง เพื่ออนุญาตให้ใช้อาคาร หากอาคารดังกล่าวได้รับอนุญาตให้เปิดใช้ได้ แสดงว่าผ่านการการันตีที่นี่ปลอดภัยจริง ทั้งในเรื่องของโครงสร้าง ทางหนีไฟ และสิ่งต่างๆ อันจะเอื้อให้ประชาชนเคลื่อนย้ายหลบภัยได้สะดวก ไม่เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอย
ต่อไป ก็เป็นเรื่องของการอนุญาตจำหน่ายอาหาร การเปิดเป็นร้านอาหาร และเรื่องของการใช้เสียง ซึ่งสิ่งเหล่านี้อยู่ในอำนาจของ “สำนักงานเขตในพื้นที่”
ส่วนเรื่องของ การจำหน่ายสุรา เป็นอำนาจของ “กรมสรรพสามิต” ซึ่งสถานประกอบการลักษณะคล้ายสถานบริการ การขออนุญาตเบื้องต้นจะเป็นลักษณะขอจำหน่ายอาหาร สุรา มีดนตรี เลิกเที่ยงคืน เนื่องจากใบขออนุญาตจำหน่ายสุรา จะขายได้แค่ “เที่ยงคืน” ถ้าขายเกินเที่ยงคืนจะมีโทษปรับ
“อย่างไรก็ตาม เราจะเน้นในเรื่องของความปลอดภัยเป็นพิเศษ สิ่งใดที่เห็นว่าไม่ปลอดภัยเราจะสั่งให้ปิดเลย เพื่อที่จะดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง โดยจะขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้อำนวยการเขต เรามีเช็กลิสต์อยู่ประมาณ5 ข้อให้ดำเนินการแก้ไข
หลังจากนั้นจะมาดูตามกรอบเวลาที่กำหนด เมื่อถึงเวลาแล้วหากสถานประกอบการยัง แก้ไขไม่ได้ ทาง ผอ.เขตก็มีอำนาจในการ สั่งปิดต่อ หรือจะให้กลับไปทำการแก้ไข อันนี้ต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ ผอ.เขต” พล.ต.อ.อดิศร์เน้นย้ำ
ก่อนยกคำสั่งการของผู้ว่าฯกทม. เมื่อประมาณกลางเดือนมิถุนายน ช่วงที่มีข่าวไฟฟ้าลัดวงจรและเกิดไฟลุกไหม้ที่สีลม ซอย 2 ที่ว่า เรามัวไปเน้นในเรื่องของไฟฟ้าลัดวงจร เรื่องสายไฟ สายสื่อสาร แต่ลืมมาตรการ 5 ข้อ คือ ทางเข้าออก เครื่องดับเพลิง ไฟฉุกเฉิน ประตูหนีไฟ มีสิ่งของตั้งวางกีดขวาง เช่น ถังขยะ บาร์เหล้า ซึ่งสำนักงานเขตได้ลงพื้นที่สำรวจทุกเดือน
สำหรับด้านกายภาพ ที่ปรึกษาผู้ว่าฯเผยภาพรวมว่า จากการตรวจสอบที่ผ่านมา พบสถานประกอบการบางแห่ง “นำสำลีไปติดไว้บนเพดาน” เพื่อสร้างบรรยากาศเป็นปุยเมฆ ซึ่งสำลีเมื่อติดไฟจะตกลงมาใส่ประชาชนทำให้เกิดอันตรายได้ “เรื่องเหล่านี้เราได้ให้คำแนะนำไป ยิ่งใกล้ช่วงเทศกาลเราต้องเข้มมากขึ้น” พล.ต.อ.
อดิศร์ระบุ
ปากคำอีกเสียงจาก ผอ.เขตจตุจักร “พรเลิศ เพ็ญพาส” ยืนยันว่า “ตรวจละเอียด” พร้อมตอบคำถามที่ว่า ทำไมจตุจักรมีสถานประกอบการผิดระเบียบเยอะสุด ถึง 49 จาก 83 แห่ง
“คืนที่ผู้ว่าฯลงพื้นที่ตรวจสถานบันเทิง ท่านก็ชมบอก ดีแล้ว เราตรวจละเอียด คนนึกว่าพอเกิดกรณีเมาน์เท่น บี แล้วผู้ว่าฯให้รายงาน มันไม่ใช่ ตั้งแต่ตอนไฟไหม้สีลม ซอย 2 เมื่อเดือนมิถุนายน เราตรวจมาตลอด
เอาจริงๆ ตัวเลข 49 แห่ง เลิกกิจการไปแล้ว 3 แห่ง เหลือ 46 แก้ไขแล้ว 11 เหลือ 35 ขณะตรวจแก้ไขไป 17 เหลืออีกแค่ 18 จาก 49 แห่ง ทั้งหมดต้องทำให้ถูกต้องก่อน ส่วนอะไรที่ทำให้ยืดหยุ่น ผ่อนปรนได้ เราก็ผ่อนปรน”
ผอ.เขตจตุจักร เล็งเห็นด้วยว่า ต้องแก้ที่กฎหมายล้าหลัง
“มีคนถามผมว่า กฎหมายเก่าไหม เล่นดนตรีสด กับเปิดเพลงกระหึ่มลุกขึ้นมาเต้นโดยไม่มีดนตรีสด มันต่างกันอย่างไร ผมก็ตอบไม่ได้หรอก แต่กฎหมายมันกำหนดอย่างนี้ คุณต้องไปแก้ระเบียบ แก้กฎหมาย”
“ตามระเบียบ มีข้อนึงตลก คือถ้าเป็นร้านอาหารก็มีทางเข้าออกทางเดียวได้ แต่ถ้ามีเครื่องดนตรีเมื่อไหร่ มีการแสดงดนตรีสด คุณต้องมีทางเข้าออกมากกว่า 1 ทาง ตัวแปรอยู่ตรงนี้ ถ้าคุณแก้ไม่ได้ก็เลิกเล่นดนตรีสดซะ
แต่สมมุติว่าร้านอาหารไฟไหม้ คุณไม่ได้เล่นดนตรีสดก็กลับไปอยู่ในส่วนของร้านอาหารปกติ ต้องไปดูระเบียบ กทม.ว่าด้วยเรื่องสถานที่ที่มีการเปิดให้มีการเล่นดนตรี มีการแสดง” ผอ.เขตจตุจักร ชี้ช่องแก้ปัญหา
แม้จะยังจัดการได้ไม่เต็มร้อย ทว่า เวลานี้ “ขจิต ชัชวานิชย์” ปลัด กทม. ก็เริ่มแอ๊กชั่นต่อ เดินหน้าประชุมซักซ้อมการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยของสถานบริการ โดยให้เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” คอยให้คำแนะนำที่ถูกต้องกับผู้ประกอบการ ซึ่งถ้าผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ ทาง กทม.สามารถสั่งปิดหรือดำเนินคดีอาญาได้ พร้อมกับแนะนำนักเที่ยวหรือผู้มาใช้บริการว่า ให้ช่วยกันตรวจสอบความปลอดภัยของสถานบริการ เมื่อเข้าไปใช้บริการแล้วให้สังเกตป้ายทางหนีไฟ ประตูทางออกฉุกเฉิน
หากพบว่าไม่ถูกต้อง หรือดูแล้วไม่ปลอดภัย สามารถแจ้งสายด่วน 1555 หรือแจ้งผ่านระบบ Traffy Fondue เพื่อให้สำนักงานเขตเข้าไปตรวจสอบ สั่งดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้อง ใน 15 วัน เพื่อความปลอดภัยของผู้มาใช้บริการ ตลอดจนเพื่อให้เศรษฐกิจกลับมา ผู้ประกอบการธุรกิจในช่วงกลางคืนสามารถเดินหน้าได้ต่อไป

