‘ชัชชาติ’ ชี้ชัด อนาคตเมืองวัดกันที่ ‘งาน’ ต้องตั้งคำถาม-สร้างความแตกต่าง ก้าวหน้าเริ่มที่เปลี่ยนแปลง แนะ ใช้สื่อสารสันติ ‘ชนะใจคน’
เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ที่ หอประชุมวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร เขตดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร บรรยายหลักสูตรป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 64 หัวข้อ “กรุงเทพฯ ขับเคลื่อนประเทศไทย” พร้อมถ่ายทอดผ่านระบบออนไลน์
ทั้งนี้ นายชัชชาติ เริ่มต้นการบรรยายด้วยเรื่อง “โครงสร้างการบริหารของกรุงเทพมหานคร” ซึ่งกรุงเทพมหานครเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ มีโครงสร้างการบริหาร 2 ส่วน คือ สภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จากนั้นได้บรรยายถึงงบประมาณของกรุงเทพมหานครว่าอยู่ที่ประมาณ 2.48 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบสัดส่วนกับงบประมาณของประเทศ ส่วนประชากรในกรุงเทพฯ จะอยู่ที่ประมาณ 12% ของประชากรทั้งประเทศ
งานดี คือความท้าทาย
หัวใจของเมืองอยู่ที่ ‘คน’
นายชัชชาติระบุว่า กรุงเทพมหานครถือเป็น ‘เมืองโตเดี่ยว’ หรือ ‘เอกนคร’ (Primate City) คือเมื่อเทียบจำนวนประชากร ขนาดหรือความเจริญต่างๆ จะมีความแตกต่างกันกับเมืองอื่นๆ ภายในประเทศหลายเท่าตัว ดังนั้นจากหัวข้อการบรรยายวันนี้ ‘กรุงเทพฯ ขับเคลื่อนประเทศไทย’ จึงเป็นคำที่ค่อนข้างถูกต้องว่า หากจะขับเคลื่อนประเทศ ต้องขับเคลื่อนกรุงเทพฯ ให้ได้ก่อน
“ซึ่งหัวใจของเมืองอยู่ที่ ‘คน’ อนาคตเมืองแข่งกันที่เมืองไหนดึงดูดคนเก่งได้ เพราะคนเก่งนั้นมีทางเลือก ความท้าทายของเมืองคือการดึงคนเก่งให้อยู่ในเมืองให้ได้ โดยเมืองคือ Labor Market หรือตลาดแรงงาน หากเมืองไม่มีงานที่ดึงดูดคนเก่งได้ เมืองก็จะอยู่ไม่ได้” นายชัชชาติกล่าว
นายชัชชาติกล่าวบรรยายต่อไปว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีความหนาแน่นต่ำ แต่ความแออัดสูง จะสังเกตได้ว่าคนมักจะซื้อบ้านชานเมืองหรือนอกเมือง กระจายกันออกไป เพราะมูลค่าที่อยู่อาศัยไม่แพงเท่าใจกลางเมือง จึงทำให้ความหนาแน่นของประชากรถูกกระจายตัว แต่แหล่งงานอยู่ใจกลางเมือง ทำให้มีความแออัดสูง เมื่อที่อยู่อาศัยอยู่ชานเมืองหรือนอกเมือง คนจะต้องเดินทางเข้ามาทำงานในเมือง แม้จะมีรถไฟฟ้าในหลายเส้นทาง แต่การจะเดินทางจากบ้านไปยังรถไฟฟ้าก็ต้องใช้รถใช้ถนน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดปัญหาการจราจรแออัดตามมา
อีกหนึ่งความท้าทายคือ ข้อจำกัดในเรื่องอำนาจ (authorities) ในพื้นที่กรุงเทพฯ มีหลายหน่วยงานที่ข้องเกี่ยวในด้านต่างๆ ร่วมกัน เช่น การคมนาคมขนส่ง มีทั้ง ขสมก. BTS MRT เรือ รถไฟ ฯลฯ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจึงไม่ง่าย หน้าที่ กทม. จึงต้องเป็นเจ้าภาพ และประสานกับหน่วยงานต่างๆ ในแต่ละเรื่อง
จะขับเคลื่อน กทม. อย่างไร
(How to drive Bangkok?)
นายชัชชาติกล่าวว่า การจะขับเคลื่อนกรุงเทพมหานคร ต้องมียุทธศาสตร์ (Strategy) ซึ่งประกอบด้วย 1. Diagnosis (การวิเคราะห์) 2. Guiding policies (แนวทางนโยบาย) และ 3. Coherent action plans (แผนปฏิบัติการที่สอดคล้องกัน) โดยยุทธศาสตร์ที่แท้จริงจะต้องมี action plans หากไม่มีจะเป็นเพียงแค่สโลแกน ซึ่งมี 2 ส่วนที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ คือ CEO และ Manager โดย CEO คือผู้ที่วางยุทธศาสตร์ รู้ว่าจะต้องทำอะไรตอนที่ไม่มีอะไรให้ทำ แต่เมื่อรู้ว่าจะต้องทำอะไรแล้ว จะต้องมี Manager ซึ่งเป็นผู้ที่มีกลยุทธ์ รู้ว่าจะต้องทำอะไรเมื่อมีสิ่งที่ต้องทำ นำแผนยุทธศาสตร์ไปทำให้เกิดผลสำเร็จ
สำหรับแนวทางนโยบาย (guiding policy) มีหลักการสำคัญดังนี้ 1. sustainability ความยั่งยืน โดยคำนึงถึงอนาคต ไม่นำทรัพยากรของลูกหลานในอนาคตมาใช้จนหมดในปัจจุบัน 2. inclusive ครอบคลุมทุกคน เช่น คนทั่วไป คนพิการ ผู้สูงอายุ เด็ก เป็นต้น 3. fair & empathy มีความยุติธรรมและความเข้าอกเข้าใจ
นายชัชชาติกล่าวอีกว่า กรุงเทพฯ คล้ายกับระบบเส้นเลือด ที่มีเส้นเลือดใหญ่กับเส้นเลือดฝอย โดยเส้นเลือดใหญ่ หมายถึง โครงสร้างของเมือง และโครงการต่างๆ (Projects) ส่วนเส้นเลือดฝอย หมายถึง เรื่องทั่วๆ ไป ที่ต้องเอาใจใส่ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องน้ำท่วม ซึ่งหลายคนจะนึกถึงอุโมงค์ยักษ์ว่าจะช่วยในการระบายได้น้ำได้รวดเร็ว แต่แท้จริงแล้วหากท่อระบายน้ำตัน เส้นเลือดฝอยตีบ น้ำจะไปสู่อุโมงค์ยักษ์ไม่ได้ เรื่องรถไฟฟ้า ซึ่งเปรียบเหมือนเส้นเลือดใหญ่ แต่จากรถไฟฟ้าเข้าบ้าน จะต้องอาศัยเส้นเลือดฝอย ได้แก่ ทางเท้าที่ปลอดภัย สามารถเดินเข้าบ้านได้ เรื่องโรงพยาบาลที่เป็นเส้นเลือดใหญ่แต่อยู่ไกลบ้าน กับศูนย์บริการสาธารณสุขใกล้บ้านซึ่งเป็นเส้นเลือดฝอย หากสามารถทำให้คนไว้ใจเส้นเลือดฝอย เส้นเลือดฝอยมีความแข็งแรง การรักษาจะไม่ไปกระจุกตัวอยู่แค่โรงพยาบาล การดูแลผู้ป่วยก็จะทั่วถึงครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ฉะนั้นหัวใจของกรุงเทพฯ คือการดูแลและให้ความสำคัญตั้งแต่เส้นเลือดฝอย
กรุงเทพฯ มีตัวเลขที่น่าสนใจ ได้แก่ 1 และ 98 โดยกรุงเทพมหานครเป็นอันดับ 1 ของเมืองน่าเที่ยวที่สุดในโลกหลายปีซ้อน แต่เป็นเมืองน่าอยู่อันดับที่ 98 จาก 140 เมืองทั่วโลก (จากดัชนีชี้วัดเมืองน่าอยู่ หรือ The Global Liveability Index ของ Economist Intelligence Unit หรือ EIU) จึงเป็นแนวคิดในการทำนโยบายโดยมีวิสัยทัศน์ (Vision) ให้ “กรุงเทพฯ เป็นเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน” เราจึงคิดออกมาเป็น guiding policy ซึ่งได้มาเป็น 9 ด้าน 9 ดี ได้แก่ ปลอดภัยดี สร้างสรรค์ดี สิ่งแวดล้อมดี เศรษฐกิจดี เดินทางดี สุขภาพดี โครงสร้างดี เรียนดี บริหารจัดการดี และแตกย่อยออกมาเป็น action plans หรือแผนปฏิบัติการ จำนวน 216+ ข้อ ซึ่งปัจจุบันเราสามารถใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มในการรวบรวมนโยบายต่างๆ ได้ โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของจำนวน ดังนั้น นโยบายที่อยู่บนดิจิทัลแพลตฟอร์ม จึงเป็นนโยบายอย่างละเอียดที่ตอบโจทย์คนเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ได้หลากหลายกลุ่มและครอบคลุมมากขึ้น
ยกตัวอย่าง Traffy Fondue ซึ่งเป็นดิจิทัลแพลตฟอร์มที่มาทลายไซโล (การทำงานแบบแยกส่วน) ทลายการทำงานระบบท่อ (Pipe Line) ซึ่งเป็นปัญหาที่ทำให้การทำงานล่าช้า แพลตฟอร์มจึงเป็นการทำงานบนกระดานออนไลน์ คือทุกคนและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน และประชาชนมองเห็นปัญหาเหมือนกัน ทำให้เกิดความเท่าเทียมกันในการแก้ปัญหา ไม่มีระบบเส้นสาย และปัญหาจะได้รับการแก้ไขเหมือนกัน โดยผู้บริหารจะสามารถเห็นผลการดำเนินการแก้ปัญหาและสามารถใชเป็นส่วนหนึ่งในการประเมินผลงานของหน่วยงานได้ ปัจจุบันมีหลายหน่วยงานเข้ามาร่วมใช้ Traffy Fondue ทำให้การบูรณาการการทำงานต่างๆ ระหว่างภายในและภายนอกหน่วยงานมีความไร้รอยต่อมากขึ้น แก้ปัญหาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เป็นการ empower (มอบอำนาจ) ให้ประชาชนได้มีส่วนในการทำให้เมืองน่าอยู่
จากนั้น นายชัชชาติได้กล่าวถึงเรื่องอื่นๆ อาทิ Open Data ซึ่งกทม.มุ่งให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยได้นำร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 ขึ้นบนเว็บไซต์เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้, การลงพื้นที่ ผู้ว่าฯ สัญจร เพื่อเป็นตัวอย่างและกระตุ้นการทำงานของ ผอ.เขตและเจ้าหน้าที่เขต ให้ปฏิบัติงานเพื่อประชาชนเข้มข้น, นโยบายปลูกต้นไม้ล้านต้น ซึ่งปัจจุบันมีภาคเอกชนร่วมแสดงความประสงค์สนับสนุนแล้วกว่า 1.6 ล้านต้น, กิจกรรมดนตรีในสวน ที่ กทม.เริ่มต้นและมีผู้สนับสนุนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง, เทศกาลกรุงเทพกลางแปลง ที่ผู้ค้าขายแสดงความคิดเห็นว่าเป็นกิจกรรมที่กระตุ้นยอดขายได้ดีมากๆ, เทศกาลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่จัดขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อทำวิทยาศาสตร์ให้เป็นเรื่องสนุกสำหรับทุกคน การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ในการพัฒนาเมือง ประสานการทำงานกันเหมือนกับเกลียวเชือก ซึ่งแบ่งเป็น 4 ประการ ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และชุมชน
ตั้งคำถาม สื่อสาร สร้างความแตกต่าง
นายชัชชาติ กล่าวถึงความสำคัญของการสื่อสารนโยบายว่า ต้องสื่อสารให้เป็น อย่างแรกคือต้องรู้จักสงสัยว่าสิ่งที่เรามีนั้นอัพเดตหรือไม่ อยากมีความรู้และหาสิ่งใหม่ๆ เพิ่มเติม ซึ่งมาจากแนวคิด Think Again ของ อดัม แกรนต์
“รวมถึงการตั้งคำถาม 3 คำถามในการทำงาน ได้แก่ 1.คุณเชี่ยวชาญเรื่องอะไร การจะสื่อสารได้ เราต้องรู้ให้ลึก รู้ให้จริง หากเรารู้ไม่รอบจะต้องหาผู้ร่วมงานที่รู้เข้ามา ดังคำกล่าวของ เซอร์ไอแซก นิวตัน ที่ได้กล่าวถึงการยืนบนบ่ายักษ์ ซึ่งแปลความได้ว่า เขาเก่งกาจได้ถึงขนาดนี้เพราะความรู้จากนักคิดเก่าแก่ก่อนหน้าเขาเป็นฐานให้เขายืน 2. สิ่งที่เราทำปัจจุบันยังเกี่ยวข้องกับโลกหรือไม่ relevant ชีวิตต้องเอ๊ะบ้าง อย่าอืออย่างเดียว เมื่อเราเอ๊ะจะเกิดการ think again จะทำให้เกิดทางออกใหม่ๆ และ 3. ยังสนุกอยู่ไหม เมื่อคุณสนุกกับการทำงาน คุณจะมีพลังในการออกมาแก้ปัญหาต่างๆ ต่อไป” นายชัชชาติ ระบุ
ต่อมา นายชัชชาติได้กล่าวถึง “ความก้าวหน้า” ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยคนที่ไม่สามารถเปลี่ยนความคิดได้จะไม่สามารถเปลี่ยนสิ่งอื่นได้เลย ซึ่งเป็นแนวคิดของ จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ พร้อมยกตัวอย่างแนวทางการหาเสียงใหม่ๆ เช่น ลดขนาดป้ายหาเสียง การนำป้ายไวนิลมาเปลี่ยนเป็นกระเป๋า เป็นต้น
นายชัชชาติกล่าวด้วยว่า การจะชนะใจคนอื่นได้ต้องเป็นคนที่ใช้การสื่อสารสันติ (Nonviolent Communication: NVC) สังเกตความรู้สึกและความต้องการของตนเอง และสังเกตความรู้สึกและความต้องการของคนอื่น สังเกตและฟังโดยไม่ตัดสิน ซึ่งเราอาจมีบางอย่างแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันก็มีเยอะ ฉะนั้น ให้ดูที่สิ่งที่เหมือนกัน อย่าไปดูที่ข้อแตกต่าง แล้วนำจุดร่วมมาเป็นหลักในการทำงาน
“การทำกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องร่วมมือกัน” นายชัชชาติกล่าวทิ้งท้าย พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้เข้าร่วมรับฟังการบรรยาย ตอบคำถาม ก่อนถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน





