‘วิศณุ’ แจงยิบปม รถไฟฟ้าสายสีเขียว ยันไม่มีเจตนาเบี้ยวหนี้ มีเงินพร้อมจ่าย ชี้เป็นเรื่องชะงักติดกัน ยกให้ ครม.เคาะต่อสัมปทานยาว
เมื่อเวลา 09.15 น. วันที่ 22 พฤศจิกายน ที่ห้องเจ้าพระยา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายต่อศักดิ์ โชติมงคล ประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. แถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีที่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บีทีเอสซี เผยแพร่วิดีโอโฆษณาให้ภาครัฐชำระหนี้คืนบริษัทฯ กว่า 40,000 ล้านบาท
นายวิศณุกล่าวว่า กทม.ไม่มีเจตนาชะลอการชำระหนี้ แต่มีเหตุผลที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยาย 2 คือ หมอชิต-คูคต และ แบริ่ง-สมุทรปราการ เป็นการทำหนังสือมอบหมายงานให้ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) ไปทำสัญญากับบีทีเอสซี ในวันที่ 28 มิถุนายน 2559
ต่อมา กทม. และเคที มีการลงนามมอบหมายในวันที่ 28 กรกฎาคม 2559 โดยที่ยังไม่ได้มีการทำโครงการเสนออนุมัติงบประมาณจากสภา กทม. ทั้งนี้ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ในการตั้งงบประมาณก่อหนี้ผูกพันระยะยาว ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภา กทม. ให้เป็นไปตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง บริษัทที่กรุงเทพมหานครก่อตั้ง จัดตั้ง หรือถือหุ้น พ.ศ.2552

นายวิศณุกล่าวว่า ต่อมาในปี 2561 สำนักการจราจรและขนส่ง กทม. ได้เสนอขอจัดสรรงบประมาณในการชำระหนี้ค่าเดินรถเข้าที่ประชุมสภา กทม. ครั้งที่ 1 เมื่อปี 2561 เพื่อขอจัดสรรงบประมาณโครงการติดตั้งระบบเดินรถ (E&M) และบริหารจัดการเดินรถ (O&M) รถไฟฟ้าสายสีเขียว ระยะเวลาดำเนินการ 15 ปี (2561-2575) วงเงินรวม 31,988,490,000 บาท (เป็นเงินงบประมาณ กทม. 12,000,000,000 บาท และเงินนอกงบประมาณ 19,988,498,000 บาท) โดยปี 2561 ตั้งงบประมาณจำนวน 1,000,000,000 บาท เสนอต่อสภา กทม. ซึ่งได้มีการพิจารณางบประมาณรายจ่าย ประจำปี 2561 แต่โครงการดังกล่าวไม่ได้ถูกรับการพิจารณาและบรรจุอยู่ในร่างงบประมาณดังกล่าว และในปี 2564 ทางสภา กทม.ก็ยังไม่เห็นชอบอนุมัติงบประมาณดังกล่าวได้

นายวิศณุกล่าวว่า เนื่องจากมีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2562 เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2562 เพื่อให้การเดินรถเป็นไปอย่างต่อเนื่องเป็นโครงข่ายเดียวกัน (Through Operation) โดยให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่ง เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การแบ่งปันผลประโยชน์จากค่าโดยสาร เจรจากับผู้รับสัมปทานรายเดิม และจัดทำร่างสัญญาร่วมลงทุน พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินเป็นการโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว โดยคณะกรรมการมีมติให้เอกชนรับภาระค่าจ้างเดินรถ รถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยาย 1 คือ อ่อนนุช-แบริ่ง และสะพานตากสิน-บางหว้า ทำให้ตั้งแต่ เดือนพฤษภาคม 2562 กทม.จึงไม่สามารถจ่ายเงินได้ เพราะเป็นส่วนหนึ่งในการขยายเวลาสัมปทาน

นายวิศณุกล่าวว่า ต่อมา เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2565 ทางกระทรวงมหาดไทย (มท.) ส่งหนังสือมายัง กทม. ขอทราบแนวทางการดำเนินโครงการ ซึ่งเมื่อวันที่ 3 พ.ย.65 ผู้ว่าฯ กทม.ทำหนังสือตอบกลับ มท. โดย 1. เห็นพ้องกับนโยบาย Through Operation พร้อมให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณสำหรับโครงสร้างพื้นฐานและงานติดตั้งระบบการเดินรถ 2. เห็นควรที่จะเดินโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวตาม พ.ร.บ.ร่วมทุน 2562 และ 3.การหาข้อยุติของ ครม. ตามคำสั่ง คสช. จะทำให้เกิดความชัดเจนในการดำเนินงาน
“ถ้า ครม. ไม่เห็นชอบการขยายสัมปทาน กทม.จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย สำหรับส่วนต่อขยายที่ 1 แต่ส่วนต่อขยายที่ 2 จะต้องกลับมาพิจารณาใหม่ เพื่อให้ขั้นตอนถูกต้องตามกฎหมาย โดยมี 2 วิธี ได้แก่ 1.ให้สภา กทม.ให้สัตยาบันย้อนหลังสัญญาจ้างเดินรถและสัญญาติดตั้งระบบ และ 2.ถ้าสภา กทม. ไม่ให้สัตยาบัน ให้รอศาลปกครองตัดสินเฉพาะในส่วนของอดีต แต่ส่วนในอนาคตต้องมีการเจรจาใหม่ ทำกระบวนการให้ถูกต้อง” นายวิศณุกล่าว

นายวิศณุกล่าวอีกว่า สำหรับการอุทธรณ์ต่อศาลปกครอง โดย กทม.อุทธรณ์ในประเด็นเรื่องขอไม่จ่ายดอกเบี้ย เพราะ กทม.ไม่ได้มีเจตนาในการไม่ชำระหนี้ ขณะเดียวกัน ทางเคทีมีการจ้างที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อตรวจสอบสัญญาจ้างว่ามีการคำนวณค่าใช้จ่ายถูกต้องหรือไม่ ซึ่งถ้ามีความชัดเจนน่าจะมีการดำเนินการต่อได้ ด้าน เคที ก็มีการตั้งคณะกรรมการเจรจากับทางบีทีเอสซี ซึ่งถ้ามีการพูดคุยตกลงกันได้ ก็สามารถเดินหน้าไปต่อได้
“ตั้งแต่รับตำแหน่งเข้ามา ผู้ว่าฯ กทม.ก็บอกว่าให้เราเดินหน้าทำสัญญาให้มีความถูกต้อง คือเอาเข้าสภาให้ครบถ้วนสมบูรณ์ เพียงแต่ว่าวันนี้ไปติดที่มติของคณะกรรมการฯ ที่เป็นเงื่อนไขในการขยายสัญญาสัมปทาน คือถ้าเราเอาเข้าสภา กทม. สัญญาส่วนต่อขยายที่ 2 ควรเป็นแบบนู้น จ่ายแบบนี้ แล้ววันดีคืนดีทาง ครม.บอกว่าให้ต่อสัญญาสัมปทาน มันก็จบ ทำอะไรไม่ได้ มันก็เป็นชะงักติดกัน วันนี้ต้องหลุดที่ ครม.ให้ได้ว่า จะเดินหน้าอย่างไรต่อ ถ้าขยายสัมปทานก็จบเลย ทุกอย่างก็เดินหน้าตามการขยายสัมปทาน มูลค่าหนี้ผู้รับสัมปทานเป็นผู้รับผิดชอบไป ก็เหมือนไม่มีหนี้เกิดขึ้น เพราะเป็นเงื่อนไขในการขยายสัมปทาน แต่ถ้า ครม.ไม่ต่อสัมปทาน กทม.ต้องทำกระบวนการให้ครบถ้วน” นายวิศณุกล่าว

ด้าน นายต่อศักดิ์ กล่าวว่า กทม.มีเงินเพียงพอที่จะชำระหนี้ โดยเป็นเงินสะสมของ กทม. ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2565 ที่มีอยู่ 7 กว่าหมื่นล้านบาท เบื้องต้นได้เตรียมไว้ 1 หมื่นล้านบาท เพื่อมาชำระหนี้ ยืนยันว่าพร้อมจ่ายเงินทันที แต่กระบวนการไม่ครบถ้วน จึงต้องทำอย่างรอบคอบ
“คือเรายินดีจะจ่าย เพราะเราเห็นใจผู้ประกอบการ เขาเดินรถแล้วเขาไม่หยุด แต่กระบวนการต้องครบถ้วน ขนาดสภา กทม.ชุดนู้นเป็นสภาชุดเดียวกัน เขายังไม่จ่ายเลย แล้วเราเหาะมาจากไหนที่มาจ่าย ต้องคิดตรงไปตรงมาง่ายๆ แต่ยืนยันตั้งใจจ่าย” นายต่อศักดิ์กล่าว


