กรมสตรีฯ แจงทำงานยุติความรุนแรงหลายด้าน หลังถูกติทำงานไร้ผลลัพธ์ จนไทยติดท็อป 10 ใช้ความรุนแรงทางเพศ

กรมสตรีฯ แจงทำงานยุติความรุนแรงหลายด้าน หลังถูกติทำงานไร้ผลลัพธ์ จนไทยติดท็อป 10 ใช้ความรุนแรงทางเพศ

จากกรณี ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ หรือครูธัญ ส.ส.พรรคก้าวไกล (ก.ก.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวถึงวันยุติความรุนแรง 25 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ข้อความถามถึงกิจกรรมรณรงค์ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีตัวชี้วัดอย่างไรและผลลัพธ์ของสังคมในวันนี้เป็นที่น่าพอใจแล้วหรือ วันนี้ประเทศไทยติดสิบอันดับสูงสุดในเรื่องความรุนแรงทางเพศแล้ว แต่พม.ก็ยังย่ำอยู่กับที่ในแนวคิดสังคมสงเคราะห์ที่ไม่แก้ปัญหานั้น
จากข่าว
  • ส.ส.ธัญวัจน์’อัดรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อสตรีแบบปาหี่ จี้ ‘จุติ’ เร่งพม.แก้ปัญหา
เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน นางจินตนา จันทร์บำรุง อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวชี้แจงว่า พม.โดยกรม สค.ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดกิจกรรมรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สังคมได้ตระหนักและเห็นความสำคัญของปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่มีแนวโน้มสูงขึ้น
 โดยในปีนี้เราจัดกิจกรรมภายใต้แนวคิด R–E–S–P–E–C-T : สร้างการยอมรับต่อความเท่าเทียม เพื่อส่งเสริมการสร้างสัมพันธภาพอันดีในครอบครัว การเสริมพลังสตรี การจัดบริการที่เป็นมิตรแก่สตรี การส่งเสริมเศรษฐกิจ เพื่อลดสภาวะการพึ่งพิงจากเพศชาย การสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในชุมชน การป้องกันการใช้ความรุนแรงต่อเด็กและเยาวชน รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ ความเชื่อและบรรทัดฐานซึ่งนำไปสู่การใช้ความรุนแรงต่อสตรี
นางจินตนา จันทร์บำรุง อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว
อีกทั้ง ได้ดำเนินการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ทั้งในด้านนโยบายและการปฏิบัติมาโดยตลอด อาทิ จัดตั้ง “คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว” ซึ่งเป็นกลไกระดับชาติ  เพื่อพิจารณาและขับเคลื่อนประเด็นสำคัญในการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และความรุนแรงในครอบครัว ตามมาตรการ 5P ได้แก่ มาตรการด้านนโยบาย (Policy) ด้านการป้องกัน (Prevention) ด้านการคุ้มครอง (Protection) ด้านการดำเนินคดี (Prosecution) และด้านหุ้นส่วนความร่วมมือ (Partnership)
 สร้างความร่วมมือการดำเนินงานระหว่างหน่วยงาน (MOU) เพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว กับหน่วยงานภาคีเครือข่ายรวม ๒๗ หน่วยงาน พร้อมร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ในการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว
ส่งเสริมกลไกด้านความรุนแรงในครอบครัวระดับจังหวัด ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันการกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค 76 จังหวัด การรับแจ้งเหตุและระงับเหตุความรุนแรงในครอบครัวผ่านศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 ตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งการส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือสังคมตำบล เป็นกลไกระดับพื้นที่
สร้างความตระหนักรู้ในการป้องกันและแก้ไขความรุนแรงในครอบครัว ผ่านกระบวนการสื่อสารสังคมการส่งเสริมการผลิตสื่อและช่องทางสื่อการเรียนรู้เพื่อเป็นการสร้างกระแสสังคมและสร้างภูมิคุ้มกันครอบครัวจากความรุนแรง
พัฒนาแพลทฟอร์ม “ระบบเพื่อนครอบครัว” @Family line ผ่าน Application line เพื่อเป็นศูนย์กลางด้านข้อมูลและการให้คำปรึกษาสำหรับครอบครัวโดยผู้เชี่ยวชาญด้านครอบครัว ผ่านระบบ Online และเพื่อเพิ่มให้ครอบครัวสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 ให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบัน คาดว่าร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในต้นปี 2566
ตลอดจน เสนอคณะรัฐมนตรี เรื่องการป้องกันและแก้ไขปัญหาการข่มขืนกระทำชำเรา และการล่วงละเมิดทางเพศเป็นวาระแห่งชาติ
ส่วนกรณีอาชีพบริการทางเพศ นางจินตนากล่าวว่า เราได้จัดประเมินผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 และขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำร่างกฎหมายใหม่ทั้งฉบับ โดยไม่ใช่แก้ไขเพิ่มเติมในกฎหมายฉบับเดิม โดยร่างกฎหมายฉบับใหม่นี้ มีแนวคิด อาทิ ป้องกันเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี และผู้ที่ไม่สมัครใจถูกล่อลวงหรือบังคับเข้าสู่การค้าประเวณี เน้นการคุ้มครองสิทธิ และส่งเสริมการเข้าถึงสวัสดิการสังคมของผู้ใหญ่ที่สมัครใจค้าประเวณี, กำหนดนิยาม โดยใช้ “การให้บริการทางเพศ” แทน “การค้าประเวณี” ซึ่งมีลักษณะที่กว้างกว่า ครอบคลุม ผู้ให้บริการ ทั้งหญิง ชาย และผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ, กำหนดอายุขั้นต่ำของผู้ที่สมัครใจให้บริการทางเพศ  ไม่มีความผิดอาญา, ไม่มีการขึ้นทะเบียนผู้ให้บริการทางเพศ แต่ขึ้นทะเบียนสถานบริการทางเพศ ภายใต้สถานบริการ, ผู้ประกอบธุรกิจทางเพศ สถานบริการทางเพศ ไม่ผิดกฎหมาย แต่ต้องได้รับอนุญาต ภายใต้เงื่อนไขการให้ความคุ้มครอง ดูแลสวัสดิการแก่ผู้ให้บริการทางเพศที่เป็นลูกจ้าง ไม่ละเมิดสิทธิ,
ผู้ให้บริการทางเพศอิสระ สามารถจดทะเบียนเป็นแรงงานอิสระหรือแรงงานนอกระบบ เพื่อได้รับสิทธิ สวัสดิการหรือได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย โดยไม่ต้องระบุว่าเป็นผู้ให้บริการทางเพศ และการกำหนดโซนนิ่งสถานบริการทางเพศ โดยกำหนดพื้นที่ที่ห้ามไม่ให้มีการจัดตั้งสถานบริการทางเพศ เช่น ใกล้สถานศึกษา สถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เป็นต้น ซึ่งคาดว่าการรับฟังความคิดเห็นของร่างกฎหมายดังกล่าวจะแล้วเสร็จช่วงต้นปี 2566 นี้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

– ห่วง ‘บอลโลก’ กระตุ้นความรุนแรงในครอบครัวเพิ่ม หลังมี ‘พนัน-ดื่มเหล้า’ ฝากรัฐลงทุนกับครอบครัว เหมือนลงทุนให้ประเทศ

พม.จับมือภาคีเครือข่าย ประกาศเจตนารมณ์ 7 ข้อ ‘ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลภายในครอบครัว’

นอกจากนี้ กรม สค.ยังทำหน้าที่ในการคุ้มครอง พิทักษ์สิทธิ และให้ความช่วยเหลือผู้เสียหาย และเยียวยาทางจิตใจ แก่กลุ่มสตรี และผู้มีความหลากหลายทางเพศ โดยสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้ทาง สายด่วน 1300 ศูนย์ช่วยเหลือสังคมของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แอพพลิเคชั่น Line : @linefamily เว็บไซต์ระบบเพื่อนครอบครัว www.เพื่อนครอบครัว.com ของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว รวมทั้ง Facebook account : Jintana Chanbamrung ของนางจินตนา จันทร์บำรุง อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ตลอด 24 ชั่วโมง
QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image