‘ชัชชาติ’ หวั่นฝุ่นรุนแรง เล็งเพิ่ม ‘ห้องปลอดภัย’ – มั่นใจ กทม.แดดจ้า ดัน ‘มหานครพลังแสงอาทิตย์’ ผลิตไฟใช้เอง

26.12.22 | 18:13 น.

‘ชัชชาติ’ มั่นใจ กทม.แดดจ้า เป็น ‘มหานครพลังงานแสงอาทิตย์’ ได้ สนไอเดีย ‘โซลาร์เซลล์ลอยน้ำ’ ผลิตไฟใช้เอง – แนะทอนเป้าหมายเป็นรายปี แล้วเอาจริงเรื่อง Net Zero – เล็งเพิ่ม ‘ห้องปลอดภัย’ เร่งกำจัดต้นตอฝุ่น

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 26 ธันวาคม ที่สำนักสิ่งแวดล้อม เขตดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยภายหลังร่วมประชุมในกิจกรรม ผู้ว่าฯ สัญจร สำนักสิ่งแวดล้อม

นายชัชชาติกล่าวว่า วันนี้เป็นสำนักที่ 3 ที่ได้มาเจอ ได้แก่ สำนักยุทธศาสตร์และผังเมือง และสำนักเทศกิจ ซึ่งถือว่ามีความสำคัญอันดับต้น รับผิดชอบหลายด้านที่จะทำให้เมืองน่าอยู่ ทั้งพื้นที่สีเขียว ที่สาธารณะ ขยะ ฝุ่น PM2.5 และ Net Zero หรือการทำเมืองให้ยั่งยืน (ด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก) โดยเรื่องพื้นที่สีเขียวที่ผ่านมาทำได้ดี เป็นไปตามเป้าหมาย ได้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

“เรื่องขยะเป็นเรื่องใหญ่ ใช้งบสูง ที่ผ่านมามีโครงการผูกพันเกือบ 60,000 ล้านบาท เกี่ยวกับขยะ ทั้งในแง่บริหารจัดการ การเช่ารถ ปีหนึ่งประมาณ 4,000 ล้านบาท ก็ได้ดูให้มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงส่วนที่มีผลกระทบต่อประชาชน เช่น โรงขยะอ่อนนุช ซึ่งส่งกลิ่นเหม็น ที่เขตสายไหมก็มีโครงการจะทำโรงไฟฟ้าเผาขยะเพิ่ม ต้องดูให้รอบคอบถึงที่ตั้งว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ สัญญาจ้างต่างๆ ดูให้คุ้มค่า

เช่น เราจ้างรถดูดฝุ่น 54 คันทั่ว กทม. วันละประมาณ 12,000 บาท ใช้ดูดและกวาดถนน ก็ให้เอาเทคโนโลยีเข้ามากำกับ เดี๋ยวไปดูเรื่องความคุ้มค่าด้วย เพราะค่าจ้างก็เป็นพันล้าน มีหลายสัญญาซึ่งเป็นสัญญาระยะยาวทั้งนั้น ต้องดูเรื่องความโปร่งใสและประสิทธิภาพ” นายชัชชาติกล่าว

นายชัชชาติกล่าวถึงเรื่องฝุ่น PM2.5 ว่าสถานการณ์ตอนนี้มีความรุนแรงมาก ซึ่งเราดู 3 จากแหล่ง 1.เผาไหม้ชีวมวล 2.ไอเสียรถยนต์ดีเซล และ 3.โรงงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเราได้ทำการติดตั้งตัววัดเพิ่มในจุดเสี่ยง เช่น รอบโรงงานอุตสาหกรรม ไซต์งานก่อสร้าง โรงกลั่นน้ำมัน มีคนร้องเรียนว่ามีการปล่อยฝุ่นแต่ยังไม่มีตัวเลข ก็ให้ดูแลพื้นที่เสี่ยงเหล่านี้

Advertisement

มี ถนน 17 สายที่ไม่ได้ห้ามรถบรรทุกวิ่งเป็นเวลา เช่น ถนนทางรถไฟสายเก่า (สุขุมวิท) ต้องมีการตรวจสอบว่าฝุ่น PM2.5 เพิ่มขึ้นจากการขนส่งหรือไม่ ส่วนการเผาชีวมวล ช่วงนี้เริ่มเห็นในเขตรอบนอก เช่น จ.ปทุมธานี เริ่มเห็นการเผาเป็น Hotspot เยอะขึ้น ประมาณ 8-9 จุดรอบ กทม.

“ใน กทม.เองถ้าเราเห็นก็จัดการทันที เพราะเรามอนิเตอร์จากดาวเทียมอยู่ เห็นปุ๊บเราจะให้เขตเข้าไปดูฮอตสปอตเลย และเริ่มมีฮอตสปอตในกัมพูชาเยอะขึ้น ปัจจุบันเป็นภาวะที่ลมมาจากตะวันออกเฉียงเหนือ ชีวมวลที่เผาทางตะวันออกเฉียงเหนือของ กทม. รวมถึงกัมพูชามีโอกาสที่จะพัดผ่านมา ประกอบกับอากาศหนาว ชั้นอากาศถูกบีบลง ความหนาแน่นฝุ่นมากขึ้น ทำให้เกิดสภาวะฝุ่นเยอะได้ ซึ่งก็ให้เร่งรัดกำจัดต้นตอของฝุ่น ตรวจเข้มเลย” นายชัชชาติระบุ

นายชัชชาติเผยว่า อย่างเมื่อวานเราไปก็เห็นรถเมล์สาย 501 ปล่อยควันดำ เราถ่ายรูปมา เดี๋ยวต้องลงไปตรวจที่อู่ ต้องเอาจริงเอาจัง และให้ประชาชนมามีส่วนร่วมในการแจ้งผ่าน Traffy Fondue ด้วย ส่วนโรงงานก็ต้องคอยมอนิเตอร์และร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ

นายชัชชาติกล่าวถึงมาตรการรับมือฝุ่นอีกว่า วันก่อนได้คุยกับหมอที่ รพ.จุฬาลงกรณ์ ก็แนะนำว่าให้เพิ่ม ‘ห้องปลอดภัย’ ตามพื้นที่ต่างๆ อาจจะดูตามโรงเรียน หรือสถานที่ที่มีกลุ่มเปราะบาง โดยทำให้มีตัวกรองอากาศ ใช้งบประมาณของกองทุนหลักประกันสุขภาพในการทำห้องปลอดภัยเพิ่มเติมในพื้นที่เปราะบาง เรื่องฝุ่นเราดำเนินการเต็มที่ ซึ่งที่ผ่านมามีการทำวอร์รูม มีข้อมูลอัพเดต ตรวจพื้นที่ทุกวัน ห้ามรถวิ่งไปเป็นจำนวนมาก รวมทั้งไซต์ก่อสร้างที่ให้ปรับปรุง

นายชัชชาติกล่าวต่อว่า เรื่องสุดท้ายเรื่องใหญ่ Net Zero หรือการลดภาวะเรือนกระจก ซึ่งสำนักสิ่งแวดล้อมดูแลโดยตรง ก็ให้นโยบายไปว่าเริ่มจาก 2 ส่วนคือ 1.เริ่มจาก กทม.เองก่อน ต้องทำ Carbon Footprint ของ กทม.ให้ชัดว่าเราคาร์บอนเท่าไหร่ และ 2.ทำ Carbon Footprint ของเมืองว่าปล่อยก๊าซเรือนกระจกปีละกี่ตัน พอมีเป้าหมาย เราสามารถลดได้

นโยบายผมว่าอย่าไปตั้งไกลเกินไป บางทีเราตั้งอีก 15 ปีข้างหน้าจะเป็น Net Zero ให้ทอนเป้าหมายให้เป็นรายปี เช่น ปีนี้จะลดกี่เปอร์เซ็นต์ พอเราตั้งเป้าหมายไกล สุดท้ายแล้วไม่มีใครตามเพราะอยู่ไม่ถึงเวลานั้น ทำเป้าหมายให้สั้นลง แล้วเอาจริงเอาจัง เริ่มจากการทำในอาคารของ กทม.ก่อน ก็ต้องเริ่มด้วยการทำโซลาร์เซลล์ ลดการใช้พลังงานที่มาจากฟอสซิล พยายามใช้ Renewal ให้มากขึ้น ซึ่งตอนนี้มีการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เข้ามาประเมินอาคาร รวมถึงพิจารณาการใช้โซลาร์เซลล์แบบลอยน้ำ (floating) ในพื้นที่ กทม.ที่อาจทำเพิ่มได้ เช่น บึงหนองบอน ซึ่งเรามีโรงสูบน้ำ บำบัดน้ำเสีย และอุโมงค์ระบายน้ำบึงหนองบอนอยู่ ถ้าเราเพิ่มโซลาร์เซลล์แบบลอยน้ำ ก็จะเอาไฟนั้นไปช่วยสนับสนุนระบบต่างๆ ที่ใช้ไฟ แม้กระทั่งสวนลุมพินีเองก็ตาม สมมุติเรามีห้องสมุดเด็ก มีศูนย์สร้างสุขทุกวัยอยู่ ก็ทำตรงพื้นที่น้ำ” นายชัชชาติกล่าว

นายชัชชาติยืนยันว่า โซลาร์เซลล์แบบลอยน้ำ ไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อม ความจริงการทำโซลาร์เซลล์จะช่วยลดการระเหยของน้ำได้ แต่ต้องดูให้เหมาะสม สามารถเอาไฟที่ผลิตได้นี้ไปใช้ในที่ต่างๆ ของ กทม.ได้ รวมถึงอาคารทุกแห่ง โรงพยาบาล สถานที่ต่างๆ ก็ต้องประเมินว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้เป็นตัวอย่าง ขณะเดียวกันทั้งกรุงเทพฯ ก็ควรจะสนับสนุนเรื่องการใช้โซลาร์เซลล์ให้มากขึ้น

จริงๆ แล้วเราสามารถเป็นมหานครของพลังงานแสงอาทิตย์ ได้เลย เพราะเราอยู่ในตำแหน่งที่มีแสงอาทิตย์ตลอดปี วันก่อนไปดูงานที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งก็ทำได้ดี ติดโซลาร์เซลล์ 5 เมกะวัตต์ ลดค่าไฟฟ้าได้ 30 เปอร์เซ็นต์ จุฬาลงกรณ์เองก็ติดโซลาร์เซลล์ 8 เมกะวัตต์ ลดค่าไฟได้ 38 เปอร์เซ็นต์ อนาคตเราต้องพยายามสนับสนุน สร้างแรงจูงใจให้ประชาชนสามารถลงทุนเรื่องโซลาร์เซลล์ให้มากขึ้น

สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญ หัวใจหนึ่งคือเรื่องความโปร่งใส ใช้งบให้มีประสิทธิภาพ เรื่องความยั่งยืนเกี่ยวข้องกับสำนักสิ่งแวดล้อมค่อนข้างมาก” นายชัชชาติกล่าว

เมื่อถามถึงการคืนพื้นผิวจราจรตามแนวก่อสร้างรถไฟฟ้า?

นายชัชชาติเผยว่า เรื่องนี้คงต้องเร่งรัด เป็นนโยบายว่าต้องเร่งคืนพื้นที่ให้เร็วที่สุด ตอนนี้มีคนบ่นมา โดยเฉพาะถนนรามอินทรา รถไฟฟ้าสายสีชมพู วันก่อนก็มีคนมาร้องเรียนเรื่องการจัดเลนต่างๆ ยังมีปัญหา รวมถึงอุโมงค์ต่างๆ ที่อุโมงค์เสร็จ แต่ด้านบนยังไม่เสร็จ คงต้องเร่งรัดไปอีกครั้ง

อ่านข่าว : ชัชชาติห่วง กทม.รถติด ฝากรองปลัดฯ เร่งรัดคืนผิวจราจร แนวสายสีส้ม-ชมพู-เหลือง ขีดเส้นใน เม.ย.66