พนง.บริการ ขำ กลางวันบอก ‘ทำผิดกม.’ ตกดึกเป็นลูกค้า? ชงเปลี่ยนส่วยเป็น ‘ภาษี’ วิ่งหนีเป็น ‘คุ้มครอง’

16.03.23 | 15:20 น.
แฟ้มภาพ

ตัวแทนพนักงานบริการ ลั่น ตอนกลางวันบอกเรา ‘ผิดกฎหมาย’ ตกกลางคืนมาเป็นลูกค้า แนะเปลี่ยนส่วยเป็น ‘ภาษี’ เปลี่ยนวิ่งหนีเป็นคุ้มครอง อาชญากรจะหายไปหลายแสน กลายเป็นแค่แรงงาน

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 16 มีนาคม ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT) มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ (Empower Foundation) จัดเวทีแถลงข่าว “กฎหมายใหม่สำหรับยุคใหม่ คืนงาน คืนคน เปลี่ยนส่วยเป็นภาษี ธุรกิจดี-ไม่สีเทา” เพื่อยืนยันว่า ถึงเวลาที่ประเทศไทยควรยกเลิกความผิดค้าประเวณี คืนความเป็นคน ให้คนค้าบริการไม่ถูกตีตรา คืนความเป็นงาน ให้เป็นเพียงแรงงานคนหนึ่งไม่ใช่อาชญากร ไม่ต้องจ่ายส่วยอีกต่อไป

โดยมีตัวแทนจากภาครัฐ, นักวิชาการที่ร่างกฎหมาย ตลอดจน พนักงานบริการ และตัวแทนองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น อาทิ นางจินตนา จันทร์บำรุง อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว, ศ.ณรงค์ ใจหาญคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์,นางทันตา เลาวิลาวัณยกุล ตัวแทนพนักงานบริการ, Anna Oleson ตัวแทนจาก International Labour Organization (ILO) ดำเนินรายการโดย ปรานม สมวงศ์ จาก Protection International

ในตอนหนึ่ง นางทันตา ตัวแทนพนักงานบริการกล่าวว่า การเป็นพนักงานบริการ แม้ไม่ใช้ต้นทุน แต่ต้องมีทักษะด้วย ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถทำได้ แต่เมื่อมาเจอสถานการณ์ถูกหักเงินซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเราสงสัย มันเป็นความพยายามของเจ้าขอร้าน ที่จะเอาเงินไปจ่ายส่วย นี่เป็นครั้งแรกที่เราเรียนรู้เรื่องกฎหมายไม่เป็นธรรม จึงเข้าร่วมกับกลุ่ม Empower Foundation จากการรวมตัวกันของกลุ่มพนักงานบริการ ต่อสู้มานานมาก

Advertisement

“เมื่อรวมตัวก็ได้เห็นว่า ‘เพื่อน’ ไม่ว่าทำงาน ผับ บาร์ เทค คาราโอเกะ อะโกโก้ ก็ถูกหักเงินเหมือนกัน แม้แต่คนที่ทำงานออนไลน์ก็ต้องจ่ายส่วยเหมือนกัน เราจึงพยายามต่อสู้ โดยถามหาความยุติธรรม ซึ่งผ่านมาหลายเวที 10 รัฐบาล ทุกเวทีบอกว่า เราไม่สามารถทำได้ แม้สถานที่บริการจะจดทะเบียนตามกฎหมาย แต่ทำไมเราไม่ใช่ลูกจ้าง บอกเราว่า ‘ผิดกฎหมาย’ แต่คนที่บอกเราในตอนกลางวัน ตกกลางคืนก็มาเป็นลูกเค้าเราอยู่ดี” นางทันตากล่าว โดยผู้ร่วมวงเสวนาต่างส่งเสียงหัวเราะ

นางทันตากล่าวต่อว่า เราผ่านวิกฤตมาเยอะ ทั้งสึนามิ น้ำท่วมใหญ่ หรือวิกฤตเสื้อ 2 สีตีกัน ที่ผ่านมาล่าสุดคือ วิกฤตโควิด-19 ทุกวิกฤตทำให้เราตกงาน ไม่มีอะไรมารองรับ

“พวกเรา 80 เปอร์เซ็นต์เป็นแม่ 100 เปอร์เซ็นต์ ต้องดูแลครอบครัวและคนข้างหลังเฉลี่ย 6-5 คน ดังนั้น แปลว่าไม่ใช่เราคนเดียวที่เจ็บเวลาตกงาน เราไม่เคยออกมาเรียกร้องขออะไรมาก เราขอแค่ได้เท่าคนอื่นในสังคมเท่านั้นเอง ขอสิทธิขั้นพื้นฐาน เหมือนกับคนอื่นๆ ในสังคม

จริงๆ แล้วเราก็เห็นว่า ตลอดเวลาหลายปีมีความพยายามจากหลายหน่วยงาน ที่จะสร้างกฎหมายใหม่ๆ ออกมา บอกว่าอยากจะช่วยเหลือเรา ไม่ว่าจะมาในรูปแบบ การจดทะเบียนคนทำงาน จดทะเบียนสถานบริการ หรือแม้แต่แนวคิดใหม่ ให้ลูกค้าผิดกฎหมายก็ตาม จนพวกเราต้องวิ่งออกมาคัดค้านตลอด เพราะมีผลกระทบต่อเราผู้ถูกใช้กฎหมาย ที่สำคัญกฎหมายเหล่านั้นไม่เคยมีเราเข้าไปเป็นส่วนร่วม เขาไม่เคยถามเราเลยทั้งที่เป็นคนถูกใช้ แต่ตื่นเต้นกับกฎหมายนี้ที่เราจะมีส่วนร่วมในการสร้างขึ้นมา” นางทันตาชี้

นางทันตากล่าวต่อว่า ถ้ากฎหมายใหม่มี ถามว่าอะไรจะเกิดขึ้นในสังคมเรา ? แน่นอนว่า การทำงานก็ยังเหมือนเดิม จำนวนพนักงานบริการก็เท่าเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลง อาจจะ ‘มองเห็น’ มากขึ้นเท่านั้น

“แต่สิ่งสำคัญที่จะหายไปจากสังคมไทย คืออาชญากรจะหายไปจากสังคมไทยหลายแสนคน เพราะจะกลายมาเป็นคนทำงาน หรือแรงงานเท่านั้นเอง เราจึงเห็นความสำคัญกับกฎหมายนี้ ไม่ต้องอยู่ในธุรกิจสีเทาอีกต่อไป สามารถเปลี่ยนส่วย ให้เป็นภาษีประเทศชาติได้ เปลี่ยนจากวิ่งหนีตำรวจ เป็นคุ้มครองได้ และนี่คือสิ่งที่เราต้องการ” นางทันตากล่าว