‘ชัชชาติ’ แถลงเคลียร์คอนโดแอชตันอโศก ให้โอกาสไม่น้อยกว่า 30 วัน แก้ไขตาม ม.41 อนาคตหาทางคุยรัฐบาลแก้ปัญหาที่ตาบอดรอบสถานีรถไฟฟ้า
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 3 กรกฎาคม ที่ห้องเจ้าพระยา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เสาชิงช้า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมด้วย นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯ กทม. นายสุรัช ติระกุล ผู้อำนวยการสำนักงานควบคุมอาคาร สำนักการโยธา ร่วมแถลงข่าวแนวทางการดำเนินการทางกฎหมาย กับโครงการคอนโดมิเนียม แอชตัน อโศก เขตวัฒนา หลังศาลปกครองสูงสุดยืนตามคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นเพิกถอนใบรับแจ้งความประสงค์จะก่อสร้างอาคาร
นายวิศณุ รองผู้ว่าฯ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวมีการขออนุญาตใช้ทางผ่านที่ดินของ รฟม.บริเวณลานจอดรถของสถานีสุขุมวิท จำนวน 1 ช่องทาง ขนาดกว้าง 13 เมตร ตั้งแต่วันที่ 2 ก.ค.2557 เพื่อดำเนินการก่อสร้างอาคารชุดพักอาศัยขนาดใหญ่พิเศษ พร้อมกับมีหนังสือตอบกลับจากกรมโยธาธิการและผังเมืองว่า หากที่ดินที่จะใช้เป็นที่ตั้งของอาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษแม้จะไม่ได้อยู่ติดถนนสาธารณะ แต่หากมีที่ดินแปลงอื่นที่สามารถใช้เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะตลอด ตราบที่อาคารตั้งอยู่และรถดับเพลิงสามารถเข้าออกได้สะดวกก็จะเป็นไปตามกฎหมาย

ทั้งนี้ ทางโครงการได้มีการยื่นแจ้งการก่อสร้าง ตั้งแต่วันที่ 23 ก.พ.2558 และ กทม.มีการแจ้งข้อทักท้วงกับทางโครงการจำนวน 3 ครั้ง โดย กทม.มีหนังสือรับทราบแบบแปลนการยื่นแจ้งครั้งที่ 4 และแจ้งเงื่อนไขของ กทม.ที่ให้ผู้ยื่นข้อจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ต่อมา กทม.ยังไม่ออกใบรับรองการดัดแปลงอาคาร เพราะมีเรื่องการฟ้องร้องในศาลปกครองเรื่องทางเข้า-ออก ทางโครงการได้ยื่นหนังสืออุทธรณ์ไปยังคณะกรรมการควบคุมอาคารว่า กทม.ยังไม่ออกใบรับรองการดัดแปลงอาคารให้ ทั้งที่บริษัทได้ขอไประยะเวลาหนึ่ง ทางคณะกรรมการอุทธรณ์ชี้แจงว่า การที่ กทม.อ้างเหตุจากการฟ้องร้องในศาลปกครองไม่สามารถเป็นเหตุได้ สำนักการโยธา (สนย.) จึงออกใบรับรองการก่อสร้างอาคาร ดัดแปลงอาคาร หรือเคลื่อนย้ายอาคารแบบมีเงื่อนไข ดังนี้
‘เรื่องที่ดินที่ตั้งโครงการซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของศาลปกครองกลาง ที่มีผู้ฟ้องคดีกรณีโครงการใช้ที่ดินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ผ่านเข้า-ออกโครงการสู่ซอยสุขุมวิท 21 (อโศกมนตรี) นั้น หากศาลมีคำพิพากษาเป็นที่สิ้นสุดแล้ว ผลการพิจารณาทำให้อาคารของโครงการขัดต่อกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร ผู้ได้รับใบรับรองฯ จะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อตนเองและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมทั้งต้องดำเนินการแก้ไขอาคารให้ถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารต่อไป’
นายวิศณุชี้ว่า กทม.มีการพิจารณาอย่างรอบคอบในเรื่องการออกใบอนุญาต จะเห็นว่ามีการออกข้อทักท้วงอยู่เรื่อยมา สรุปคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด ยืนตามคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นคือ ให้เพิกถอน ‘ใบรับแจ้งความประสงค์จะก่อสร้างอาคาร’ ทุกฉบับ

นายวิศณุกล่าวว่า หลังจากนี้ กทม.จะดำเดินการตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมอาคาร มาตรา 40 (3) พิจารณามีคำสั่งตามมาตรา 41 หรือ 42 ภายใน 30 วัน ซึ่ง กทม.จะออกหนังสือภายในสัปดาห์นี้ ให้ดำเนินการตามมาตรา 41 โดยให้บริษัทปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่ต้องไม่น้อยกว่า 30 วัน โดยเบื้องต้น กทม.จะให้เวลา 30 วัน ถ้าบริษัทมีเหตุผลสามารถยื่นขยายเวลาปรับปรุงแก้ไขได้ ซึ่งยังไม่มีการกำหนดเวลาปรับปรุงแก้ไขให้แล้วเสร็จ ส่วนมาตรา 42 ให้อำนาจ กทม.สั่งรื้อถอนอาคารได้ ถ้าบริษัทไม่มีการปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้อง
ด้าน นายชัชชาติ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ตอนนั้นถ้า กทม.ไม่ออกใบรับรองการก่อสร้างอาคารฯ ให้ ก็อาจจะมีความผิดเหมือนกัน ส่วนตามข้อกฎหมาย ทางบริษัทยังมีทางปรับปรุงแก้ไขได้ ก็ต้องให้โอกาสแก้ไขตามมาตรา 41
ส่วนการพูดคุยกับทางโครงการนั้น นายชัชชาติระบุว่า เนื่องจากที่ผ่านมาติดวันหยุดยาว จึงยังไม่ได้มีการดำเนินการส่งหนังสือหรือพูดคุยกับทางบริษัทเจ้าของโครงการ ทั้งนี้ ตนจะเร่งให้ สนย.ทำหนังสือแจ้งไปภายในสัปดาห์นี้

“หลังจากที่ได้รับหนังสือ ทางเจ้าของโครงการ ต้องยื่นแนวทางการแก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่น้อยกว่า 30 วัน ทางเข้าออกตอนนี้ยังใช้งานได้ปกติ และตัวอาคารยังมีความปลอดภัย รถดับเพลิงยังสามารถเข้าไปได้ ไม่มีเหตุผลที่จะออกคำสั่งระงับการใช้อาคาร หรือให้รื้อถอนอาคาร” นายชัชชาติเผย
เมื่อถามว่า ถ้ามีการยื่นหนังสือให้ตรวจสอบ ว่าที่ผ่านมามีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ก็ไม่จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนอีก ใช่หรือไม่ ?
นายชัชชาติกล่าวว่า ยินดีให้มีการตรวจสอบ พร้อมให้คณะกรรมการช่วยดูว่ามีจุดใดที่ต้องปรับปรุงหรือไม่ เป็นสิ่งที่ทำให้มีความรอบคอบมากขึ้น
“ไม่มีการเอื้อประโยชน์ใดใดทั้งสิ้น เราต้องดำเนินตามกฎหมายให้ละเอียด เพราะทั้งผู้ร้อง ผู้ถูกร้อง มีหลายกลุ่ม เราต้องดูแลทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่ได้ไปช่วยใครทั้งสิ้น กฎหมายก็ชัดเจนไม่ได้มีอะไรซับซ้อน และคำพิพากษาไม่ได้มีการสั่งให้รื้อถอน” นายชัชชาติกล่าว
เมื่อถามว่า ในอนาคตทาง กทม.จะมีการดำเนินการอย่างไรกับที่ดินตาบอด ในพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง ?
นายชัชชาติกล่าวว่า ในใจตนอยากให้มีการก่อสร้างที่อยู่อาศัยรอบสถานีรถไฟฟ้าให้เยอะ ตามแนวคิดการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน (Transit-Oriented Development หรือ TOD) ถ้าสามารถสร้างคอนโดรอบรถไฟฟ้าได้ ทำให้คนไม่ต้องไปซื้อรถยนต์ส่วนตัว ถ้าเกิดตัวสถานีรถไฟฟ้าไปขวางทางเข้า-ออก ทำให้การก่อสร้างเป็นที่ดินตาบอดมากขึ้น ก็ต้องไปดูกฎหมายใหญ่ว่ามีทางแก้ปัญหาหรือไม่ เพราะอาจจะทำให้การทำที่อยู่อาศัยรอบสถานีรถไฟฟ้ามีข้อจำกัดมากขึ้นในอนาคต

“ต้องคุยกับทางรัฐบาล เพราะว่าเป็นกฎหมายควบคุมอาคาร ซึ่งเป็นกฎกระทรวง เป็นหน้าที่ของมหาดไทยที่ดูแล ไม่ใช่กฎที่ออกโดย กทม. คงต้องนำบทเรียนไปศึกษาต่อว่าจะทำอย่างไรให้มีประโยชน์มากขึ้น” นายชัชชาติกล่าว
เมื่อถามว่า ถ้าทางโครงการหาทางเข้า-ออกได้ในซอยสุขุมวิท 19 จะมีปัญาเรื่องความกว้างของทางสาธารณะอีกหรือไม่ ?
นายชัชชาติกล่าวว่า จะให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่วัดระยะความกว้างทางสาธารณะที่จะต้องไม่ต่ำกว่า 18 เมตร ให้แน่ชัดอีกครั้ง เพื่อไม่ให้ซ้ำรอย กรณีโรงเเรมในซอยร่วมฤดี
ทั้งนี้ ภายหลังการแถลงข่าว นายชัชชาติได้ตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้ว โดยให้ รองปลัด กทม.เป็นประธานคณะทำงาน


