ปลัดฯแรงงาน เร่งมือ พาแรงงานไทยในอิสราเอล ทยอยบินกลับให้หมด 7.9 พันคน ภายในสิ้นเดือนนี้

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงการช่วยเหลือแรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงในประเทศอิสราเอลว่า ตนได้รับการยืนยันข้อมูลว่าสำนักงานบริหารแรงงานต่างชาติ (Foreign Workers Administration) ของอิสราเอล ได้อนุญาตให้แรงงานต่างชาติในภาคเกษตรที่เดินทางออกจากอิสราเอลโดยไม่ได้ขออนุญาตกลับเข้ามาในราชอาณาจักรอีก (Re-entry Permit) เนื่องจากเหตุความไม่สงบที่เกิดขึ้น ให้ได้รับการผ่อนผันสามารถเดินทางกลับเข้าไปทำงานที่อิสราเอลได้ ผ่านกระบวนการพิเศษ โดยเบื้องต้นแรงงานที่ประสงค์เดินทางกลับไปทำงานสามารถแจ้งความประสงค์ได้ผ่านทางบริษัทจัดหางาน 12 แห่งของอิสราเอล ซึ่งแรงงานสามารถเข้าไปทำงานกับนายจ้างรายเดิมหรือรายใหม่ได้ ซึ่งเป็นข้อยกเว้นจากสัญญาที่กำหนดว่าแรงงานจะต้องทำงานกับนายจ้างให้ครบเป็นเวลา 5 ปี 3 เดือน

เมื่อถามว่า แรงงานไทยหลายคนยังกลับประเทศไม่ได้เพราะนายจ้างไม่อนุญาต เนื่องจากกลัวว่าแรงงานไทยจะไม่กลับไปทำงานที่อิสราเอลอีก นายไพโรจน์กล่าวว่า ประเด็นนี้ท่านเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ทราบข้อมูลแล้ว ซึ่งท่านจะแจ้งกับทางรัฐบาลอิสราเอลให้ประสานไปยังนายจ้างว่า ไม่ควรบังคับให้แรงงานอยู่ทำงานในช่วงภาวะสงคราม ควรจะให้แรงงานเดินทางกลับประเทศเพื่อความปลอดภัย เมื่อเหตุการณ์สงบแล้วจึงให้แรงงานกลับมาทำงานใหม่ได้

“การบังคับให้ทำงานช่วงภาวะสงครามเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะแรงงานจะต้องทำงานด้วยความสมัครใจ” นายไพโรจน์กล่าว

นายไพโรจน์กล่าวต่อว่า ข้อมูลแรงงานไทยที่แสดงความประสงค์จะเดินทางกลับไทย ล่าสุด 17 ตุลาคม 2566 อยู่ที่ 7,936 คน จากจำนวนแรงงานที่ทำงานในอิสราเอล 29,900 คน พบว่ามีแรงงานไทยถูกกักตัว 17 คน บาดเจ็บ 16 คน ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน กำชับว่า ภายในสิ้นเดือนตุลาคมควรพาแรงงานไทยอย่างน้อย 3,000 คน เดินทางกลับมาประเทศไทย ซึ่งตั้งแต่วันนี้จนถึงสิ้นเดือนจะมีเที่ยวบินไปรับแรงงานไทยทุกวัน ประมาณ 33 เที่ยวบิน วันนี้จะมีเที่ยวบินพาแรงงานกลับมา 280 คน พรุ่งนี้ (18 ตุลาคม) ที่แจ้งมาคือ 80 คน วันที่ 19 ตุลาคม อีก 280 คน เป็นต้น

Advertisement

“หากนับข้อมูลจนถึงสิ้นเดือน ก็คาดว่าจะพากลับมาได้ถึง 5,500 คน ถ้าเพิ่มเที่ยวบินมากกว่าเดิมก็อาจจะพากลับมาครบ 7,900 คนในสิ้นเดือน แต่ในระหว่างนี้ก็อาจจะมีการแจ้งความประสงค์ขอกลับเพิ่มเติม” นายไพโรจน์กล่าว

อย่างไรก็ตาม นายไพโรจน์กล่าวย้ำว่า กองทุนเพื่อช่วยเหลือคนทำงานในต่างประเทศ จะให้การช่วยเหลือแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการทำงานในต่างประเทศ ซึ่งกรณีนี้เป็นการทำงานในภาวะสงคราม จะได้รับเงินชดเชยจากสำนักงานประกันสังคมของไทย รายละ 15,000 บาท ทุพพลภาพรายละ 30,000 บาท เสียชีวิต มอบเงินชดเชยให้ทายาทรายละ 40,000 บาท และค่าทำศพไม่เกิน 40,000 บาท

ส่วนการชดเชยจากสำนักงานประกันสังคมของอิสราเอลจะจ่ายตามเปอร์เซ็นต์ความบาดเจ็บหรือเสียหาย หากได้รับบาดเจ็บเสียหายไม่เกินร้อยละ 10 จะไม่ได้รับค่าชดเชยใดๆ กรณีได้รับบาดเจ็บเสียหายร้อยละ 10-19 จะได้รับค่าชดเชยครั้งเดียว ประมาณ 1,450,000 บาท กรณีได้รับบาดเจ็บเสียหายมากกว่าร้อยละ 20 หรือทุพพลภาพ จะได้เงินชดเชยรายเดือน ประมาณเดือนละ 58,000 บาท ตลอดชีพ และกรณีเสียชีวิต ภรรยาจะได้รับเงินชดเชยรายเดือน เดือนละ 35,000 บาท จนกว่าจะมีการแต่งงานใหม่ ส่วนบุตรจะได้รับเดือนละ 9,000-12,000 บาท จนอายุครบ 18 ปี

“การประเมินความเสียหายความบาดเจ็บเป็นเปอร์เซ็นต์นั้น หากเป็นผู้ที่ยังอยู่ในอิสราเอล ทางประกันสังคมอิสราเอลจะเป็นผู้ประเมิน แต่ถ้ากลับมาแล้วแพทย์ไทยจะเป็นผู้ประเมินแล้วส่งรายงานและทำหนังสือรับรองกลับไปยังทางการอิสราเอล เพื่อจ่ายค่าชดเชยในส่วนของรัฐบาลอิสราเอล ยืนยันว่าคนที่กลับมาแล้ว หากได้รับบาดเจ็บ ก็จะมีการประเมินเพื่อรับค่าชดเชยส่วนนี้” นายไพโรจน์กล่าว

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image