WHO คัดเลือกสายพันธุ์ไข้หวัดใหญ่ของไทย ผลิตวัคซีนประจำปี’67 ใช้ป้องกันในประเทศซีกโลกใต้
เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน นพ.ยงยศ ธรรมวุฒิ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงสถานการณ์ของโรคไข้หวัดใหญ่ทั่วโลก มักพบการแพร่กระจายของโรคไข้หวัดใหญ่ในเขตซีกโลกเหนือระบาดมากในช่วงฤดูหนาว ส่วนซีกโลกใต้ระบาดมากในฤดูฝน พบไข้หวัดใหญ่ A(H3N2), A(H1N1) และ B เป็นสาเหตุของการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล จากผลการวิเคราะห์ลำดับพันธุกรรมของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่จากทั่วโลก ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 จนถึงปัจจุบัน พบ A(H1N1) มีสัดส่วน 56.94% A(H3N2) 95.08% และ B 100%
สำหรับประเทศไทยการระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ในปัจจุบันเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยพบไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A(H3N2) มากที่สุดคิดเป็นสัดส่วน 66.42% รองลงมาคือสายพันธุ์ B 19.32% ในขณะที่สายพันธุ์ A/H1N1 มีสัดส่วน 14.26% สำหรับสายพันธุ์ B ที่พบในประเทศไทยเป็นสายพันธุ์ Victoria ทั้งหมด เช่นเดียวกับที่พบทั่วโลกขณะนี้

ทั้งนี้จากข้อมูลการวิเคราะห์สายพันธุ์ของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทยของ ศูนย์ไข้หวัดใหญ่แห่งชาติ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ด้วยการประยุกต์ใช้เทคนิค Whole genome sequencing (WGS) วิเคราะห์ลำดับพันธุกรรมทั้งจีโนม และประเมินความสอดคล้องกับสายพันธุ์วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่กระทรวงสาธารณสุขฉีดให้กับประชาชน พบว่า สายพันธุ์ไข้หวัดใหญ่ที่ตรวจพบในประเทศไทยมีความสอดคล้องกับสายพันธุ์วัคซีนที่ฉีดและสามารถป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้
นพ.ยงยศกล่าวว่า จากการประชุมคัดเลือกสายพันธุ์ไข้หวัดใหญ่ เพื่อนำไปใช้ผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ประจำปี 2567 สำหรับประเทศทางซีกโลกใต้ ระหว่างวันที่ 25-28 กันยายน 2566 ณ กรุงเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส โดยผู้เชี่ยวชาญจากองค์การอนามัยโลก (WHO) สมาชิกห้องปฏิบัติการเครือข่ายทั่วโลก และบริษัทผู้ผลิตวัคซีนได้ คัดเลือกสายพันธุ์เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ 3 สายพันธุ์ โดย 1 ใน 3 สายพันธุ์ เป็นเชื้อที่แยกได้จากระบบเฝ้าระวังเฉพาะพื้นที่ ของประเทศไทย จากความร่วมมือของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมควบคุมโรค โรงพยาบาลเครือข่ายและศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งชาติสหรัฐอเมริกา ได้ดำเนินการเฝ้าระวังสายพันธุ์ การกลายพันธุ์ และการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ ที่ต่างไปจากเดิม การดื้อยาของเชื้อไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดนก มาอย่างต่อเนื่อง และรายงานผลการเฝ้าระวังทุกสัปดาห์ ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประสานความร่วมมือและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ WHO ในฐานะสมาชิกเครือข่าย เพื่อวางมาตรการการควบคุมและป้องกันโรคได้ทันสถานการณ์
“จากการที่สายพันธุ์ไข้หวัดใหญ่ที่ตรวจพบในประเทศไทย ได้รับคัดเลือกให้เป็นองค์ประกอบในวัคซีนป้องกัน
โรคไข้หวัดใหญ่ ประจำปี 2567 เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือและบทบาทที่เข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุขไทย ที่มีต่อความมั่นคงทางสุขภาพของประชากรโลก ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของระบบสาธารณสุข ที่ต้องการให้การควบคุมและป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ และไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดต่างๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถควบคุมการแพร่ระบาดและลดอัตราการป่วย การเสียชีวิตของประชากรไทยและประชากรโลก” นพ.ยงยศ กล่าว
ทั้งนี้ สำนักงานใหญ่องค์การอนามัยโลก โดยฝ่ายวัคซีนและชีววิทยา (WHO’s Department of Immunization, Vaccines and Biologicals, IVB) ได้คัดเลือก 2 ประเทศ เป็นต้นแบบแผนงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่ คือ ประเทศไทย และ สาธารณรัฐเคนยา เพื่อเรียนรู้ประสบการณ์ของประเทศในการใช้วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล เพื่อประโยชน์ต่อผู้กำหนดนโยบายการใช้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลของประเทศต่างๆ รวมทั้งการพัฒนาและการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล
วันเดียวกัน ที่โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ จ.นนทบุรี นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เป็นประธาน ร่วมกับ Dr.Jos Vandelaer ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย เปิดการประชุมแลกเปลี่ยนประสบการณ์บริหารวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทย ซึ่งมีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหาร และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมควบคุมโรค สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สถาบันวัคซีนแห่งชาติ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และผู้เชี่ยวชาญองค์การอนามัยโลก เข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลการดำเนินงานแผนงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งได้ข้อสรุปการเรียนรู้สำหรับองค์การอนามัยโลกใช้แนะนำประเทศต่างๆ ในการกำหนดนโยบายให้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ต่อไป

นพ.โสภณ กล่าวว่า โรคไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทยมีการระบาดในฤดูกาลฝน และปีนี้มีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – วันที่ 28 ตุลาคม 2566 มีรายงานผู้ป่วย 355,936 ราย เสียชีวิต 21 ราย สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ชนิด A เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น มาตรการในการป้องกันและควบคุมโรคที่สำคัญ และช่วยลดความรุนแรงของโรคไข้หวัดใหญ่ โดยตั้งแต่ ปี 2547 เป็นต้นมา รัฐบาลจัดหาวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลให้กับกลุ่มเสี่ยง 7 กลุ่ม และบุคลากรทางการแพทย์ โดยจะดำเนินการฉีดในช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคมของทุกปี อย่างไรก็ตาม หากมีการพัฒนาประสิทธิภาพของวัคซีนให้สามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันได้นานมากขึ้น และครอบคลุมสายพันธุ์ที่มีการระบาด ย่อมส่งผลดีทั้งต่อประชาชน บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข และเกิดความเชื่อมั่นในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น



