หมอธีระวัฒน์ ชี้ ข่าวดี งานวิจัยระบุชัด ยาแก้ไอรักษาโรคสมองเสื่อม

หมอธีระวัฒน์ ชี้ ข่าวดี งานวิจัยระบุชัด ยาแก้ไอรักษาโรคสมองเสื่อม

วันที่ 9 ธันวาคม นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง งานวิจัย เรื่องยาแก้ไข ที่สามารถรักษาอาการสมองเสื่อมได้ โดยที่ผ่านมามีการศึกษาทางคลินิกมาแล้ว 2 ระยะด้วยกัน และในปี 2023 จะมีผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน 330 รายในศูนย์ทางคลินิก 12 แห่งในสหราชอาณาจักรโดยที่จะมีการเปรียบเทียบโดยการใช้ยาหลอกด้วยเป็นเวลาสองปี และมีการติดตามอาการของโรคอย่างเข้มงวด

ทั้งนี้ ที่ นพ.ธีระวัฒน์โพสต์ มีรายละเอียดต่อไปนี้

 

Advertisement

พิชิตสมองเสื่อมด้วยยาแก้ไอ

พูดไปแล้ว เป็นเรื่องจริงไม่ใช่เรื่องโกหก อิงนิยาย แต่เกิดขึ้นแล้ว

และถือว่าเป็นข่าวดีในปี 2023 นี้ และที่หมอจะนำมาเรียนให้ทราบในอันดับต่อๆ ไป ก็จะมีข่าวดีอีกหลายเรื่อง ในการพิชิตสมองเสื่อม

ทั้งนี้ โดยที่ต้องรู้เร็ว ตั้งแต่ต้น แม้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ หรือมีอาการเพียงน้อยนิด ก็สามารถป้องกัน ชะลอและรักษาให้ย้อนกลับมาเป็นปกติหรือเกือบปกติได้

สมองเสื่อมที่ว่านี้เกิดจากโปรตีนพิษบิดเกลียว (misfolded protein) ที่มีชื่อต่างๆนานาและทำให้เกิดโรคที่เรารู้จักกันดี ตั้งแต่โรคพาร์กินสัน อัลไซเมอร์ และสมองเสื่อม ที่มีชื่อหรือที่หมอเรียกว่ายี่ห้ออื่นอีกมากมายหลายชนิด

ปัจจุบัน เราทราบกันดีแล้วว่า วิธีการที่จะป้องกันไม่ให้อาการของสมองเสื่อมโผล่ขึ้น แม้ว่าจะมีโปรตีนพิษเหล่านี้อยู่ในสมองแล้วก็ตาม ซึ่งขณะนี้เราสามารถตรวจจากเลือดได้แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องเจาะน้ำไขสันหลัง หรือไปทำคอมพิวเตอร์สนามแม่เหล็กเอ็มอาร์ไอร่วมกับการตรวจทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์เพ็ทสแกน

กระบวนการเหล่านี้ได้แก่การควบคุมอาหาร เข้าใกล้มังสวิรัติ งดแป้ง งดเนื้อสัตว์บก หันมาบริโภคปลาและยังได้โปรตีนเพิ่มจากถั่ว ดังที่หมอได้ย้ำมาตลอดในทุกบท และกิจกรรมทำให้สมองขยันตลอด ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงแต่เล่นเกมซึ่งไม่ได้ช่วยอะไรมาก แต่ต้องเป็นกิจกรรมที่มีการโต้ตอบใช้ความคิด มีการวางแผน ยกตัวอย่างเช่นเล่นไพ่กินเงินหรือเต้นรำกับคู่เต้น ร้องเพลงใหม่ ให้ไม่คร่อม จังหวะและเสียงไม่หลง

อีกทั้งแน่นอนคือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอไม่นั่งทอดหุ่ยเนือยนิ่ง รวมทั้ง ตากแดดไม่ใช่ไปกินวิตามินดีซึ่งอาจมีส่วนช่วยได้เพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับแดด

กระบวนการเหล่านี้ สามารถปฏิบัติได้โดยไม่เสียเงิน และต่อจากนี้ สามารถควบคู่ได้กับยาพื้น ๆ ที่ใช้กันมานาน แสนนานแต่โบราณ ที่เราจัดเป็น repurpose drug โดยที่ยาเหล่านี้ใช้ในจุดประสงค์อื่นแต่มีการค้นพบว่าสามารถออกฤทธิ์ในการต่อต้านกลไกของโรคอื่นๆ ได้

ยาตัวที่หมอจะมาเล่าให้ฟังในตอนนี้ เป็นยาละลายเสมหะ ดังนั้นจึงทำให้ระบายเสมหะออกไปได้และไอลดลง
ยาดังกล่าวนี้ ชื่อ Ambroxol ที่มีการใช้มาตั้งแต่ปี 1970 โดยที่มีการประกาศความสำเร็จ ในการใช้กับโรคสมอง จากการศึกษาตั้งแต่หลอดทดลอง สัตว์ทดลองและการวิจัยในมนุษย์ ตั้งแต่ในระยะที่หนึ่ง และที่สองและขณะนี้เริ่มการศึกษาในมนุษย์เป็นระยะที่สาม โดยคณะทำงานจาก Queen Square สถาบันทางประสาทวิทยา University College of London นำโดย ศาสตราจารย์ Schapira

การศึกษาทางคลินิก ในระยะที่สอง โดยคณะ ทำงาน นี้ มีการตีพิมพ์ในวารสาร สมาคมแพทย์อเมริกัน (JAMA) ตั้งแต่ปี 2020 ในผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน

ทั้งนี้ ยาแก้ไอดังกล่าวสามารถที่จะซึมผ่านเข้าสมองและเพิ่มปริมาณและการทำงานของโปรตีนที่ชื่อว่า GCase (glucocerebrosidase) ในสมอง ซึ่งทำงานโดยช่วยให้เซลล์มีการกำจัดขยะโปรตีนทั้งหลายแหล่ออก และในกรณีของโรคพาร์กินสันก็คือกำจัดโปรตีน alpha synuclein ออก

ความที่ยาแก้ไอดังกล่าวนี้ ได้ใช้กันมาเป็นเวลาเนิ่นนานแล้ว และถึงแม้ว่าขนาดของยาที่ใช้จะมีปริมาณสูงมากกว่าที่ใช้ในการละลายเสมหะตามปกติ แต่จากการศึกษาทางคลินิกในระยะที่หนึ่งและระยะที่สอง พบว่ามีความปลอดภัย โดยที่ผลข้างเคียงอาจมีบ้าง ก็คืออาการลมในกระเพาะ คลื่นไส้บ้าง อาจจะมีพะอืดพะอมบ้าง แต่ไม่กัดกระเพาะ แต่ก็น้อยและหายไปเอง โดยสามารถป้องกันได้จากกินพร้อมอาหารด้วยกัน

โดยที่ปริมาณ และขนาดยามีการปรับระดับเพิ่มขึ้น ทุกห้าวัน หลังจากที่ครบ 10 วัน แล้วก็จะเป็นขนาดปริมาณคงที่ไปตลอด

การศึกษาในระยะที่สามนี้ ในปี 2023 จะมีผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน 330 รายในศูนย์ทางคลินิก 12 แห่งในสหราชอาณาจักรโดยที่จะมีการเปรียบเทียบโดยการใช้ยาหลอกด้วยเป็นเวลาสองปี และมีการติดตามอาการของโรคอย่างเข้มงวด

การศึกษาในระยะก่อนหน้านี้ ที่มีการตีพิมพ์ในปี 2020 นั้นเป็นการใช้ Ambroxol ในคนไข้พาร์กินสัน ทั้งที่มี และไม่มีรหัสพันธุกรรม ผันแปรไป (mutation) ของยีน glucocerebrosidase, GBA1 (OMIM 606463) ซึ่งเป็นยีนสำคัญที่มีความเสี่ยงของโรคพาร์กินสันเพิ่มขึ้น

การทดสอบกับคนไข้ที่มีและไม่มียีนเฉพาะนี้ และด้วยการใช้ขนาดของยาอย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว
โดยมีการเพิ่มปริมาณจนกระทั่งถึง 1.26 กรัมต่อวัน

แต่สำหรับคนไทย ที่ได้รับการอธิบายในเรื่องของยาสรรพคุณและผลของการศึกษาก่อน โดยที่คนไข้เหล่านี้ได้รับการพิสูจน์ชัดเจนว่ามีสมองเสื่อม จากอาการและการตรวจโปรตีนพิษดูเหมือนว่ายาที่ใช้ดังกล่าวไม่จำเป็นที่จะต้องมีขนาดสูง มากดังในการศึกษาด้วยซ้ำ

การศึกษาในอังกฤษ เริ่มตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2017 จนถึงวันที่ 25 เมษายน 2018

ทั้งนี้ ผลของการศึกษาพบว่าตัวยา Ambroxol สามารถ ผ่านผนังกั้นระหว่างเส้นเลือดกับสมองได้และทำให้ สามารถออกฤทธิ์ในสมอง

โดยตรวจพบได้ในน้ำไขสันหลังในคนป่วยที่มีและไม่มียีนนี้ และนอกจากนั้น ยาดังกล่าวจะไปจับกับ เอ็นไซม์ เบต้า glucocerebrosidase และทำให้มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งระดับและการทำงานของโปรตีนนี้ จากการตรวจในน้ำไขสันหลัง รวมทั้งระดับของ alpha synuclein โดยที่ระดับในน้ำไขสันหลังสูงขึ้น ซึ่งแสดงว่ามีการ ทำงานเพิ่มขึ้นในเซลล์สมองและผลักโปรตีนพิษออกจากสมองเข้าสู่น้ำไขสันหลัง

กลไกการจัดการ ของยา Ambroxol ต่อ โปรตีนพิษ ประกอบไปด้วยหลายกระบวนการ และขั้นตอน ด้วยกัน โดยยาไปเพิ่ม การทำงานของ GCase ในเซลล์สมอง และแม้แต่ในคนไข้ที่มียีนผิดปกติ ซึ่งต่อต้านการทำงาน ของระบบนี้ก็ตาม ตัวยาก็ยังสามารถสู้ได้ โดยผ่านทาง transcriptional factor EB pathway และการกระตุ้น lysosomal exocytosis และสามารถแก้ความผิดปกติของ posttranslational folding ในคนที่มียีนผิดปกติได้ด้วยซ้ำ และทำให้ระบบกู้ภัยคลี่เกลียว ของโปรตีนพิษ และการกำจัดขยะโปรตีนพิษเหล่านี้ (ถ้าไม่สามารถกู้ได้) ออกไปทิ้งได้หมดจด

ข้อพิสูจน์ อีกอย่างหนึ่งของ Ambroxol ก็คือ การสร้างเซลล์จำลองของสมอง (neurosphere) จากสเต็มเซลล์ adipose-derived neural crest ที่พัฒนาจาก เซลล์ของคนไข้พาร์กินสันที่มีและไม่มีรหัสพันธุกรรมที่ผิดปกติของ GBA1

สมองจำลองนี้ ของคน พากินสัน โดยเฉพาะที่มียีนผิดปกติ พบว่า มีปริมาณและการทำงานของโปรตีน GCase และ cathepsin D ต่ำลง และแน่นอนมีระดับของโปรตีนพิษ Tau และ alpha synuclein สูงขึ้นและยา Ambroxol สามารถที่จะเพิ่มพูนการทำงานของโปรตีนตัวนี้ได้และมีระดับของโปรตีนผิดทั้งสองตัวในเซลล์ประสาทสมองลดลง รายงานในวารสาร Human Molecular Genetics ในปี 2022 โดยคณะทำงานของศาสตราจารย์ Schapira เช่นกัน

กล่าวโดยสรุปขณะนี้ การพิชิตโรคสมองเสื่อมไม่ใช่เป็นเรื่องไกลเกินเอื้อม รวมทั้งมียาตัวอื่นๆ ที่สามารถจับต้องได้

และที่ต้องไม่ลืมก็คือ การที่ต้องกำจัดหรือระงับการอักเสบที่เกิดขึ้นในร่างกาย

ทั้งจากที่ได้ จะกินอาหาร เนื้อ ไม่กินผัก ผลไม้ กากใยมีการปนเปื้อนสารเคมี และมลพิษต่างๆ รวมทั้งพีเอ็ม 2.5 และจะเข้าไปกระทบสมองอีกต่อ ซึ่งจะไปจุดชนวนให้การอักเสบลุกลามในสมอง รวมทั้งกระพือ การเพิ่มการสร้างของโปรตีนผิดและขัดขวางการกำจัดขยะพิษเหล่านี้

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image