คนพังงา ไม่หนุนเหมืองแร่ ชี้ได้แค่ค่าภาคหลวง ไม่คุ้มเหมือนดันเมืองท่องเที่ยว
กรณี นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาเปิดเผยว่า ที่กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการค้นพบทรัพยากรแร่ ซึ่งรวมถึงแร่ลิเทียม ที่ เป็นสนใจเป็นอย่างกว้างขวางของสังคมนั้น
ล่าสุด กพร.ได้แจงข้อมูลชุดใหม่ เพื่อขยายความในรายละเอียดที่คลาดเคลื่อนบางประการ และช่วยสร้างความเข้าใจให้พี่น้องประชาชนเกี่ยวกับผลการสำรวจแหล่งลิเทียมในประเทศไทยนั้น ได้พบแร่เป็นจำนวนมากในพื้นที่ อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา ซึ่งมี แหล่งลิเทียมที่มีศักยภาพอยู่ 2 แหล่งด้วยกัน คือแหล่งเรืองเกียรติ และแหล่งบางอีตุ้ม ซึ่งข้อมูลล่าสุด พบว่าในแหล่งบางอีตุ้มนั้น ขณะนี้ในขั้นตอนการดำเนินงานยังอยู่ระหว่างการสำรวจขั้นรายละเอียด เพื่อประเมินปริมาณสำรองอยู่ ในขณะที่แหล่งเรืองเกียรตินั้น ได้มีการประเมินแล้วว่ามีปริมาณทางธรณีของทรัพยากรแร่ ประมาณ 14.8 ล้านตัน ซึ่งแร่ที่พบนั้นเป็นแร่เลพิโดไลต์ (Lepidolite) ที่มีความสมบูรณ์ของลิเทียมออกไซด์เฉลี่ย 0.45% ซึ่งหากมีการอนุญาตทำเหมืองและมีการออกแบบแผนผังอย่างเหมาะสม คาดว่าในอนาคต จะสามารถนำลิเทียมมาพัฒนาเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าขนาด 50 kWh ได้ไม่ต่ำกว่า 1,000,000 คัน นั้น
ล่าสุด วันที่ 20 มกราคม นายไมตรี จงไกรจักร นายกสมาคมประชาสังคมพังงาแห่งความสุข เปิดเผยกับ มติชนออนไลน์ ว่า ในจ.พังงานั้นเป็นแหล่งแร่ ที่มีตั้งแต่ แร่ดีบุก ที่ในอดีต มีมูลค่านับหมื่นล้านบาท มีเพชร และลิเทียม แต่ในความหมายที่ทางกพร.ทำที่ผ่านมาคือ การปลุกกระแสให้มีการสัมปทาน ซึ่งล่าสุดนั้น ทางกพร.เอง ยืนยันแล้วว่า ลิเทียมนั้นมีแค่ 0.48% หรือปริมาณไม่เกิน 25% ของที่พบคือ 14 ล้านตัน เท่านั้น
“การที่กพร.พยายามออกมาปลุกกระแสว่า เราจะเป็นรายใหญ่ของโลกที่มีลิเทียม เราต้องทำเหมือง แต่เมื่อประชาชนรู้ความจริงก็พูดออกมาอีกอย่าง ซึ่งผมเห็นว่า สิ่งที่กพร.ไม่ได้พูดคือ ในการทำเหมืองแร่ทั้งหมดที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่เคยทำเองเลย มีแต่ให้ต่างชาติมาสัมปทาน และที่บอกว่า ผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าขนาด 50 kWh ได้ไม่ต่ำกว่า 1,000,000 คัน นั้น รถไฟฟ้า เราก็ไม่ได้ทำเองสักยี่ห้อ แบตเตอรี่ก็ไม่ได้ทำเอง มีแต่ให้ต่างชาติมาลงทุน และรัฐบาลเองก็ไม่เคยส่งเสริมให้คนไทยลงทุนเองในเรื่องแบบนี้เลย ซึ่งเวลานี้ จ.พังงา จะเดินทางมาถึงทาง 2 แพร่ง ว่า จะให้เป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยว เมืองแห่งความสุข หรือจะให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนแล้วเราแค่เก็บค่าภาคหลวงเอา และก็มีคำถามตามมาว่า คุ้มค่าหรือไม่กับความสูญเสียทรัพยากร ซึ่งที่ผ่านมา ก็เห็นตัวอย่างมาหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นเหมือง คลิตี้ ที่ จ.กาญจนบุรี เหมืองทองอัคราที่ จ.พิจิตร เราได้ค่าภาคหลวงมาแค่ 200-300 ล้าน แล้วมันคุ้มไหมกับผลที่ตามมา”นายไมตรี กล่าว
นายไมตรี กล่าวว่า จ.พังงา เป็นพื้นที่ ที่มีแหล่งแร่มากมาย แต่หากจะทำกันจริงๆในอนาคต ต้องพูดคุยกับชาวบ้านในพื้นที่อย่างจริงจัง เรื่องการบริหารทรัพยากร ไม่ใช่พูดแค่ว่า อยากให้ประชาชนยินดีปรีดา และต้องตอบคำถามกับชาวพังงาด้วยว่า จะเลือกเหมืองแร่ หรือจะเลือกให้เป็นเมืองท่องเที่ยว กพร.เองก็ต้องมาให้ข้อมูลกับชาวบ้านอย่างตรงไปตรงมา
ด้าน รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ ว่า ที่ทางกพร.ให้ข้อมูลว่า ปริมาณลิเทียม ที่เจอนั้น สามารถ ผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าขนาด 50 kWh ได้ไม่ต่ำกว่า 1,000,000 คัน ซึ่งความจริงคือ ใช้ ใช้ลิเทียม ประมาณ 6-7 หมื่น ตันเท่านั้น และรถไฟฟ้า ที่ว่า 1 ล้านคัน นั้นไม่ได้เยอะเลย จึงถามว่า คุ้มค่ากับบริษัทที่จะมาลงทุนหรือไม่
“สำหรับลิเทียมที่เจอ ผมก็ว่า เยอะประมาณหนึ่ง แต่คุ้มค่ากับการตั้งโรงงานถลุงเอง หรือจะมีใครจะถลุงไหม เพราะ ประเทศโบลิเวียที่มีลิเทียมมากที่สุดในโลก เขาก็ไม่ได้ถลุงเอง แต่ส่งไปให้ออสเตรเลียถลุง คิดว่าที่มีความพยายามบิ๊วเรื่องนี้ขึ้นมา อาจจะเป็นเพราะต้องการจะปลุกให้เหมืองแร่ดีบุกที่เวลานี้กลายเป็นเหมืองร้างไปแล้ว เกิดขึ้นมาใหม่ เพราะในสายแร่หนึ่งๆนั้น ก็มีแร่อย่างอื่นอยู่ในนั้นด้วย”รศ.ดร.เจษฏา กล่าว

