กล้องโทรทรรศน์หอดูดาวแห่งชาติ ดอยอินทนนท์ บันทึกภาพ ยาน Peregrine สำรวจดวงจันทร์ ก่อนพบจุดจบ

กล้องโทรทรรศน์หอดูดาวแห่งชาติ ดอยอินทนนท์ บันทึกภาพ ยาน Peregrine สำรวจดวงจันทร์ ก่อนพบจุดจบ

ดร.มติพล ตั้งมติธรรม นักวิชาการดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(สดร.) หรือ NARIT เปิดเผยว่า กล้องโทรทรรศน์ ณ หอดูดาวแห่งชาติ จ. เชียงใหม่ ของ สดร.ได้ถ่ายภาพ ยานอวกาศเพอรีกริน (Peregrine) สำรวจดวงจันทร์ ขณะกำลังเดินทางกลับจากวงโคจรดวงจันทร์ ก่อนจบภารกิจด้วยการเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศโลก เหนือมหาสมุทรแปซิฟิกเช้ามืด วันที่ 19 มกราคม ซึ่งกล้องโทรทรรศน์ ขนาด 1 เมตร ณ หอดูดาวแห่งชาติ ดอยอินทนนท์ ภายใต้ ระบบเฝ้าระวังภัยและติดตามวัตถุอวกาศ โดยทีมวิศวกร NARIT ย้ำเตือนให้เห็นถึงความท้าทายในการส่งยานอวกาศ และความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาระบบเฝ้าระวังภัยอย่างเต็มรูปแบบ

ดร.มติพลกล่าวว่า โครงการ Peregrine หรือ Peregrine Lunar Lander flight 01 โดย Astrobotic Technology ขึ้นสู่อวกาศ เมื่อวันที่ 8 มกราคม ค.ศ.2024 ที่ผ่านมา เป็นภารกิจส่งยานสำรวจไปลงจอดบนดวงจันทร์ พร้อมเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์จากองค์การนาซา จำนวน 5 ตัว สำหรับศึกษาสภาพแวดล้อมเพื่อเตรียมพร้อมกับการส่งมนุษย์กลับไปยังดวงจันทร์ในทศวรรษที่จะถึงนี้ของสหรัฐอเมริกา

“หากยานสำรวจอวกาศนี้ลงจอดได้สำเร็จ จะเป็นครั้งแรกของการลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์ของสหรัฐ ในรอบครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ที่ยานอวกาศผลิตโดยบริษัทเอกชนจะได้ลงจอดบนพื้นผิวของดวงจันทร์ด้วย” ดร.มติพลกล่าว

Advertisement

อย่างไรก็ตาม หลังจากยานอวกาศทะยานออกจากฐานขึ้นสู่อวกาศได้เพียง 7 ชั่วโมง กลับมีปัญหาถังออกซิไดเซอร์รั่ว ซึ่งทีมวิศวกรได้ใช้เครื่องยนต์จรวดต้านทานการหมุนที่เกิดขึ้นเอาไว้ได้ และแม้ว่า ยานอวกาศจะสามารถเดินทางระหว่างโลกกับดวงจันทร์ได้ แต่การสูญเสียถังออกซิไดเซอร์ในระบบถังเชื้อเพลิงของยาน ย่อมหมายถึงเครื่องยนต์จรวดของยานทำให้ยานไม่สามารถบรรลุภารกิจในการลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์ได้อีกต่อไป

หลังจากที่ยานอวกาศ Peregrine ได้ปฏิบัติภารกิจไปหกวัน ทีมวิศวกรจึงได้ตัดสินใจที่จะเลือกให้ยาน Peregrine ยุติภารกิจด้วยการเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศโลก แทนที่จะปล่อยให้ทิ้งไว้เป็นขยะอวกาศที่อาจจะขัดขวางการเดินทางไปยังดวงจันทร์ของภารกิจอื่นในอนาคต และได้ยืนยันการขาดการติดต่อกับยาน ก่อนที่ยานจะเผาไหม้ไปในชั้นบรรยากาศเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก เวลาประมาณ 04.00 น. เช้ามืดวันที่ 19 มกราคม ค.ศ.2024 ตามเวลา ประเทศไทย

ดร.มติพลกล่าวว่า ถึงแม้ว่านี่จะเป็นจุดจบของภารกิจ และการจากไปอย่างกู่ไม่กลับของยานสำรวจอวกาศอีกลำหนึ่ง แต่นี่จะเป็นสิ่งที่ย้ำเตือนให้เราตระหนักอยู่เสมอว่า การเดินทางไปยังอวกาศนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และแม้ว่าจะผ่านไปกว่าครึ่งศตวรรษนับตั้งแต่มนุษย์ได้ไปเหยียบดวงจันทร์เป็นครั้งแรก ในอวกาศก็ยังคงเต็มไปด้วยอันตราย และสิ่งที่ไม่คาดฝันอยู่เสมอ ทางเดียวที่เราจะสามารถเรียนรู้ และเก็บเกี่ยวประสบการณ์เกี่ยวกับมันได้ ก็คือการตั้งเป้าหมายให้ไกล และพยายามไปให้ถึง เพราะถึงแม้ว่าภารกิจในครั้งนี้จะไปไม่ถึงการลงจอดบนดวงจันทร์ แต่ก็นำมาซึ่งการเรียนรู้ ความเข้าใจ และการทำความรู้จักกับความล้มเหลวอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งเราจะไม่ทำซ้ำพลาดอีกในอนาคต

และเช่นเดียวกัน จุดจบของ Peregrine ครั้งนี้ควรใช้เป็นแรงบันดาลใจ ผลักดันให้ก้าวเดินต่อไปในความพยายามค้นคว้า ตั้งเป้าหมาย และพยายามที่จะบรรลุเป้าหมายนั้น ซึ่งสำหรับประเทศไทยนั้น ก็มีภาคีความร่วมมืออวกาศไทย ที่มีเป้าหมายจะส่งยานอวกาศไปโคจรรอบดวงจันทร์ โดยแบ่งเป็นโครงการนำร่องในหลาย ส่วน ตั้งแต่ TSC-Pathfinder และ TSC-1 ที่จะนำมาซึ่งความท้าทาย การเรียนรู้ การพัฒนาเทคโนโลยี รวมถึงการสร้างและพัฒนาขีดความสามารถของวิศวกรไทยอีกเป็นจำนวนมาก อันจะเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันด้านอุตสาหกรรมการบินอวกาศ ที่จะกลายเป็นแหล่งเศรษฐกิจหลักในอนาคตอันใกล้นี้

ดร.มติพล กล่าวด้วยว่า Peregrine ยังเป็นสิ่งย้ำเตือนและแสดงถึงความเสี่ยงที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ของการเดินทางในอวกาศ ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นจะต้องพัฒนาระบบเฝ้าระวังภัยอวกาศ  เพื่อติดตามวัตถุที่อาจจะเป็นภัยในอวกาศ และเตือนภัยให้กับยานสำรวจที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การติดตามขยะอวกาศ หรือภัยอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในอวกาศนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากขยะอวกาศมีขนาดค่อนข้างเล็ก มีความสว่างน้อยมาก และจะสังเกตเห็นเป็นเพียงจุดจางๆ ท่ามกลางดวงดาวนับล้านบนท้องฟ้า ไม่ต่างอะไรกับการงมเข็มในมหาสมุทร การติดตามวัตถุเหล่านี้ได้จึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบที่สามารถคำนวณ และทำนายตำแหน่งของวัตถุเหล่านี้ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะวัตถุที่มีเชื้อเพลิงและสูญเสียแก๊สเช่นนี้ ย่อมหมายถึงวงโคจรที่มีการเปลี่ยนแปลง และจะต้องมีการคำนวณชดเชยอยู่ตลอดเวลา

กรณียาน Peregrine นี้ยังนำมาใช้เป็นบททดสอบถึงศักยภาพความพร้อมของประเทศไทย ที่จะใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานทางดาราศาสตร์ไทยในการติดตามและเฝ้าระวังภัยอวกาศ ภาพที่เห็นอยู่นี้ เป็นภาพถ่ายจริงของยานอวกาศ Peregrine ที่บันทึกโดยกล้องโทรทรรศน์ขนาด 1 เมตร ณ หอดูดาวแห่งชาติ บนดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ ปรากฏเป็นรูปร่างของ “ดาวหางเทียม” ที่ประกอบด้วยจุดสว่างเล็กๆ ของตัวยาน และโครงสร้างคล้าย “หาง” ที่เกิดขึ้นจากแก๊สที่ปล่อยออกมาจากจรวด

ด้วยตำแหน่งที่ตั้งที่อยู่ใกล้แนวศูนย์สูตร จึงทำให้หอดูดาวแห่งชาติสามารถสังเกตเห็นดาวเทียม และภัยอันตรายจากอวกาศได้ดีกว่าพื้นที่ละติจูดอื่น ๆ และด้วยตำแหน่งลองจิจูดจึงทำให้ประเทศไทยเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่สามารถบันทึกภาพของ Peregrine ณ เวลานี้ได้ (เนื่องจากหอดูดาวในประเทศสหรัฐฯ จะหันไปยังอีกฟากหนึ่งของท้องฟ้า ณ เวลาที่บันทึกนี้) นอกจากนี้ด้วยเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์อัตโนมัติของไทยที่ตั้งอยู่ ณ ประเทศออสเตรเลีย จีน สหรัฐอเมริกา และชิลี จึงทำให้เรามีกล้องโทรทรรศน์ที่พร้อมจะติดตามและเฝ้าระวังภัยจากอวกาศเหล่านี้ได้ตลอดเวลา

ในอนาคตอันใกล้นี้ เศรษฐกิจสำคัญส่วนหนึ่งของโลกจะมาจากธุรกิจในอวกาศ นั่นย่อมหมายถึงจำนวนยานอวกาศที่เพิ่มขึ้น ส่งผลถึงจำนวนขยะอวกาศที่เพิ่มตามมา จึงจำเป็นจะต้องพัฒนาระบบติดตามและเฝ้าระวังภัยอวกาศ ซึ่งภาพที่บันทึกได้ของเสี้ยวสุดท้ายของยาน Peregrine นี้ ก็เป็นสักขีพยานหนึ่งที่ยืนยันว่าประเทศไทย นำโดย NARIT พร้อมแล้วที่จะพัฒนาระบบดังกล่าว ด้วยความรู้ความสามารถของวิศวกรไทย เพื่อติดตามและเฝ้าระวังภายอวกาศร่วมกับนานาชาติ และสำหรับเพื่อการป้องกันภัยที่อาจจะเกิดขึ้นแก่ยานอวกาศอีกมากมายที่เรากำลังจะส่งขึ้นไปในอนาคต เพื่อรองรับกับความต้องการของโลกที่เดินไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง

“แม้เรื่องราวของ Peregrine จะเป็นจุดจบอันน่าเศร้าของโครงการสำรวจดวงจันทร์โดยบริษัทเอกชน แต่ในขณะเดียวกัน ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นอีกมาก ของอีกหลายโครงการ แม้วันนี้ ประเทศไทยเราอาจจะทำได้เพียงแค่ติดตามเฝ้าระวังภัยที่เกิดจากภารกิจดวงจันทร์ของประเทศอื่น แต่วันหนึ่งข้างหน้า เราอาจได้ใช้สิ่งที่ได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ในวันนี้ เฝ้าระวังภัยของขยะอวกาศอื่น เพื่อแจ้งเตือนภัยอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับยานสำรวจอวกาศของประเทศไทยเราที่จะส่งไปยังดวงจันทร์ด้วยตัวเราเองในอนาคตก็เป็นได้” ดร.มติพลกล่าว

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image