ชัชชาติ ไม่ยืนยัน ม.2 มือแทงคือ ‘เด็กพิเศษ’ ขออย่าดึงเป็นประเด็น เผยเหตุผู้ปกครองไม่อยากให้แต่งไปรเวต

29.01.24 | 14:03 น.

ชัชชาติ ไม่ยืนยัน ม.2 มือแทงคือ ‘เด็กพิเศษ’ ขออย่าดึงเป็นประเด็น เผยเหตุผู้ปกครองไม่อยากให้แต่งไปรเวต

เมื่อวันที่ 29 มกราคม นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมด้วยนายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯกทม. ลงพื้นที่โรงเรียนมัธยมนาคนาวาอุปถัมภ์ ซอยพัฒนาการ 26 เขตสวนหลวง ภายหลังเกิดเหตุนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แทงเพื่อนจนเสียชีวิต

นายชัชชาติกล่าวว่า เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้น ตามปกติโรงเรียนสุ่มตรวจอาวุธ บางครั้งก็เจอ บางครั้งก็ไม่เจอ อย่างเช่นวันนี้เข้าใจว่าไม่เจอ คาดว่าแอบนำเข้ามา อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องดูแลคือผู้ได้รับผลกระทบ เด็กนักเรียนส่วนหนึ่งมีผู้ปกครองรับกลับบ้านแล้ว ส่วนใครที่ยังไม่กลับให้คุณครูดูแลจิตใจให้ดี เนื่องจากอาจจะยังตกใจอยู่ และจะส่งนักจิตวิทยาเข้ามาดูแลพูดคุยกับเด็ก

นายชัชชาติกล่าวต่อว่า ไม่ยืนยันว่าผู้ก่อเหตุเป็นเด็กพิเศษ เพราะเป็นเพียงการสังเกต เรื่องนี้ต้องระวังพิเศษเพราะโรงเรียนในสังกัด กทม.มีเด็กพิเศษเรียนร่วมด้วย ขออย่าเอามาเป็นประเด็น ให้รอการสืบสวน รวมถึงการกลั่นแกล้ง (บูลลี่) ด้วย สำหรับมาตรการป้องกันเหตุจะต้องตรวจสอบอาวุธอย้างเข้มข้นก่อนเข้าโรงเรียนและในโรงเรียนด้วย เช่น มีดทำอาหาร กรรไกร ต้องเก็บให้เป็นระเบียบ อย่างไรก็ตาม การตรวจอาวุธมีอยู่แล้ว แต่ไม่ 100% ทุกวัน ทั้งนี้ ผู้ปกครองมีข้อเสนอว่าจะมาช่วยดูการตรวจอาวุธด้วย พร้อมสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนที่ผิดปกติ ทำอย่างไรให้นักเรียนกล้าบอกคุณครูเกี่ยวกับเรื่องผิดปกติ ทั้งยังเสริมสร้างหลักสูตร เน้นเรื่องจิตใจ ดูแลความรู้สึก บอกปัญหาต่างๆ ให้ครูฟัง ต้องลดภาระครู คืนครูให้นักเรียน

นายชัชชาติกล่าวด้วยว่า โรงเรียนนี้มีปัญหาเยาวชนจากด้านนอกมีพฤติกรรมเกเร ผู้ปกครองให้ความเห็นว่าไม่อยากให้แต่งชุดไปรเวต เพราะไม่สามารถแยกออกจากเด็กเกเร ซึ่งวันไหนที่โรงเรียนให้เด็กแต่งไปรเวตก็จะมีเด็กเกเรมาคุกคาม เป็นเรื่องบริบทโดยรอบและความปลอดภัยของเด็ก เบื้องต้นได้แจ้งผู้อำนวยการไปประเมินสถานการณ์ประเด็นนี้แล้ว ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างครู ผู้ปกครอง สำนักงานเขตและตำรวจ ร่วมมือเป็นหนึ่งเดียว การแก้ปัญหาก็จะดีขึ้น ไม่ใช่ต่างคนต่างแก้

Advertisement

“กทม.ต้องรับผิดชอบเรื่องกายภาพ เช่น ไฟแสงสว่าง ทางเดิน กล้อง CCTV ต้องพร้อม สำนักงานเขตต้องมาตรวจสอบพื้นที่ที่มีการมั่วสุม ซึ่งเป็นนอกโรงเรียนที่มาไถเงินเด็กในโรงเรียนนี้ เป็นคนละเคสกับที่เกิดขึ้น สำหรับการถอดบทเรียน สิ่งแรกคือการตรวจสอบที่มาของอาวุธ นำเข้ามาในโรงเรียนได้อย่างไร อีกส่วนคือการแยกพฤติกรรมที่ต้องได้รับการบำบัด เราต้องสร้างความไว้วางใจให้เด็กกล้าเข้ามาเล่าให้ฟัง หาช่องทางที่สื่อสารกับเราได้อย่างรวดเร็ว” นายชัชชาติกล่าว

ขณะที่การสร้างความน่าเชื่อมั่นกับผู้ปกครองเป็นความรับผิดชอบของผู้ว่าฯกทม.โดยตรงที่ต้องออกนโยบาย มาตรการ และข้อปฏิบัติให้เข้มแข็ง เพราะมีนักเรียนที่ต้องดูแลกว่า 250,000 คน ใน 437 โรงเรียนสังกัด กทม. ทั้งนี้ มาตรการเร่งด่วนต้องประสานงานเทศกิจ และตำรวจเข้ามาช่วยดูแลตรวจอาวุธ คุยกับเด็ก การเข้าไปดูในชุมชนที่มีปัญหา รวมถึงการขายน้ำกระท่อมรอบโรงเรียน แม้จะเป็นเรื่องปลายเหตุแต่ก็ทำให้เกิดเหตุได้

ส่วนนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นบุคลากรที่ กทม.ขาดอยู่นั้น เบื้องต้นอาจจะไม่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ แต่ครูควรจะฝึกสังเกตพฤติกรรมเด็กเพื่อลดภาวะเครียด และทำให้เด็กกล้าเข้ามาพูดคุยมากขึ้น

ด้านนายศานนท์กล่าวถึงการให้ความสำคัญในวิชาโฮมรูมและแนะแนวว่า ในอดีตเราให้ความสำคัญในการทำแผนการเรียนการสอนเฉพาะ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ แต่ขณะนี้ได้ให้ครูประจำชั้นทำแผนการเรียนการสอนวิชาโฮมรูมด้วย ไม่ใช่แค่คาบทวงการบ้าน แต่จะให้พูดคุยคล้ายกับการเปิดใจถึงสิ่งที่เด็กชอบ อยากเรียนรู้ หรือความสามารถพิเศษ เพื่อนำไปต่อยอดให้เด็กทุกคนมีความภูมิใจในตนเอง ไม่ใช่การเปรียบเทียบ ตอนนี้นำร่องแล้ว 1 โรงเรียน และจากเหตุการณ์นี้จะขยายมายังโรงเรียนที่เกิดเหตุด้วย