สธ.ไทย เผย “แบคทีเรียกินเนื้อคน” ในญี่ปุ่น ไม่น่ากังวล-ไม่ใช่โรคใหม่ ป้องกันเหมือนโควิด

สธ.ไทย เผย “แบคทีเรียกินเนื้อคน” ในญี่ปุ่น ไม่น่ากังวล ชี้ เป็นไม่ใช่โรคใหม่ ใช้การป้องกันเหมือนโควิด-19

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม จากกรณีประเทศญี่ปุ่นออกประกาศเตือนการระบาดของโรคแบคทีเรียกินเนื้อที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย “สเตรปโตคอคคัส ชนิดเอ” ในประเทศญี่ปุ่น ที่ทางกำลังสืบค้นหาสาเหตุของการเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากการผ่อนคลายมาตรการป้องกัน โควิด-19 ร่วมกับอาจมีสาเหตุอื่นๆ ร่วมด้วย นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า การติดเชื้อสเตรปโตคอคคัส ชนิดเอ เกิดขึ้นได้เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ประเทศไทยเองก็เจอการติดเชื้อนี้อยู่เป็นระยะ ซึ่งต้องทำความเข้าใจว่า การติดเชื้อสเตรปโตคอคคัส ชนิดเอ หากเกิดในผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง ภูมิคุ้มกันร่างกายปกติ ก็จะเป็นการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจทั่วไป แต่สำหรับการกินเนื้อตามที่เป็นข่าวนั้น เกิดจากการติดเชื้อในกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือป่วยโรคเบาหวาน ส่วนที่ประเทศญี่ปุ่นมีการติดเชื้อดังกล่าวสูง ส่วนหนึ่งเกิดจากญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับเรื่องความสะอาดมาก เมื่อเกิดการติดเชื้อขึ้นจึงแจ้งเตือนประชาชนให้ระวังตัว และส่วนหนึ่งเพราะมีจำนวนผู้สูงอายุเยอะ จึงทำให้ต้องระมัดระวังมากขึ้น

นพ.ธงชัยกล่าวว่า สำหรับการติดเชื้อสเตรปโตคอคคัส ชนิดเอ สามารถติดเชื้อได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่ง หรือบาดแผล และติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ คนที่แข็งแรงก็จะมีอาการเพียงเจ็บคอ แต่ถ้าภูมิคุ้มกันบกพร่องก็จะเกิดภาวะเชื้อแบคทีเรียกินเนื้อได้ อย่างไรก็ตาม จากการประสานกับสถานทูตญี่ปุ่น เบื้องต้นยังไม่ถึงกับต้องคัดกรองผู้เดินทางมาจากญี่ปุ่น แต่ใช้การสื่อสารให้คนไทยที่ไปเที่ยวญี่ปุ่น ให้ความสำคัญเรื่องการป้องกันตัวเอง การสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการติดเชื้อ รวมถึงการล้างมือให้สะอาดเสมอ

เมื่อถามว่าสถานการณ์ในญี่ปุ่น จำเป็นต้องกังวลหรือไม่ ควรชะลอการเดินทางไปเที่ยวหรือไม่ นพ.ธงชัย กล่าวว่า ยังไม่น่ากังวล เพราะไม่ใช่โรคใหม่ ประชาชนสามารถเดินทางไปญี่ปุ่นได้ตามปกติ เพียงแต่ให้ป้องกันตัวเองจากการสัมผัสเชื้อต่างๆ

Advertisement

วันเดียวกันนั้น กรมควบคุมโรค ได้ออกประกาศชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวว่า เชื้อแบคทีเรีย “สเตรปโตคอคคัส ชนิดเอ” นี้ เป็นเชื้อก่อโรคที่มีมานานแล้ว และมีมากกว่า 200 สายพันธุ์ ก่อให้เกิดอาการแสดงของโรคได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่อาการน้อยหรือปานกลาง ได้แก่ การติดเชื้อของคอหอย ต่อมทอนชิล และระบบทางเดินหายใจ หรืออาจก่อให้เกิดการติดเชื้อที่ผิวหนังและเนื้อเยื่อชั้นใต้ผิวหนัง ส่วนหนึ่งของผู้ป่วยอาจมีอาการรุนแรง ซึ่งพบเป็นส่วนน้อย ได้แก่ มีการอักเสบอย่างรุนแรงของผิวหนังชั้นลึก หรือเกิดภาวะช็อกที่อาจมีอาการรุนแรงถึงชั้นเสียชีวิตได้ โดยหนึ่งในอาการแสดงของโรคและอยู่ในระบบเฝ้าระวังของประเทศไทยคือ “โรคไข้อีดำอีแดง หรือ Scarlet fever” ซึ่งเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 เกิดได้ทุกช่วงอายุแต่มักเป็นในเด็กวัยเรียน ติดต่อจากคนสู่คนโดยการใกล้ชิดและหายใจรับละอองฝอยของเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย ที่มีเชื้อ หรือละอองเชื้อโรคสัมผัสกับตา จมูก ปาก หรือสัมผัสผ่านมือ สิ่งของเครื่องใช้ เช่น จาน ชาม แก้วน้ำ เป็นต้น

อาการที่พบ คือ เจ็บคอ ปวดศีรษะ ไข้ และอาจมีผื่นนูนสากๆ ตามร่างกาย จากเชื้อสร้างสารพิษ สัมผัสแล้ว มีลักษณะคล้ายกระดาษทราย กลุ่มเสี่ยงของโรคจะเป็นเด็กวัยเรียน อายุ 5 – 15 ปี ที่อยู่รวมกันจำนวนมาก เช่น เด็กนักเรียนในโรงเรียน หรือศูนย์เด็กเล็ก ฯลฯ จากข้อมูลการเฝ้าระวังโรคของกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่ปี พ.ศ.2562 ถึงวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ.2567 พบผู้ป่วย 4,989 ราย ไม่พบรายงานผู้เสียชีวิต สำหรับปี พ.ศ.2567 ยังไม่พบรายงาน ส่วนในกรณีอาการรุนแรงนั้น จากระบบโครงสร้างฐานข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ 43 แฟ้ม ของประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2562 – 2566 กรณี Toxic Shock Syndrome พบว่า มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาล จำนวน 204 ราย เฉลี่ยปีละ 41 ราย และมีแนวโน้มลดต่ำลงในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยในปี พ.ศ.2566 พบผู้ป่วย จำนวน 29 ราย

ส่วนกรณีโรคแบคทีเรียกินเนื้อหรือโรคเนื้อเน่า (Necrotizing fascitis) ซึ่งอาจเกิดได้จากแบคที่เรียหลายชนิด โดย 1 ในเชื้อสาเหตุคือ “สเตรปโตคอคศัส ชนิดเอ” จากการติดตามใน พ.ศ.2562 – 2566 มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทั้งสิ้น 106,021 ราย มีจำนวนผู้เสียชีวิตด้วยภาวะดังกล่าว 1,048 ราย คิดเป็นอัตราป่วยตายประมาณร้อยละ 1.0 แนวโน้มการรายงานผู้ป่วยคงที่และลดลงในปี พ.ศ.2566 โดยมีอัตราป่วย 27.35 ต่อเสนประชากร จากเดิมร้อยละ 32.5 ต่อแสนประชาก พบรายงานผู้ป่วยตลอดทั้งปีแต่สูงสุดในเดือนมิถุนายน – กรกฎาคมของทุกปี จากการติดตามข้อมูลดังกล่าว ยังไม่พบว่าอุบัติการณ์การติดเชื้อนี้มีการเพิ่มขึ้น หรือรุนแรงขึ้นในประเทศไทย การติดเชื้อนี้สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ ดังนั้นการไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาแต่เนิ่นๆ การได้รับยาปฏิชีวนะที่ถูกต้อง รวดเร็ว เหมาะสม จะช่วยให้ลดความรุนแรงของโรค และช่วยลดการแพร่เชื้อสู่คนรอบข้างได้ ในรายที่อาการเป็นมากอาจต้องร่วมกับการผ่าตัดเนื้อตายออก

Advertisement

กลุ่มเสี่ยงที่อาจจะมีอาการรุนแรง คือ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือเป็นผู้ที่มีรอยโรคที่ผิวหนังมาก่อน เนื่องจากการแพร่ระบาดหลักของเซื้อนี้เป็นทางระบบทางเดินหายใจ (โดยอาจร่วมกับการสัมผัสกับสิ่งคัดหลั่งหรือหนองจากแผล ในกรณีมีการติดเชื้อที่ผิวหนัง) และการติดเชื้อนี้พบได้ทุกช่วงอายุ ดังนั้นมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงสามารถช่วยลดการแพร่ระบาดของเชื้อนี้เช่นกัน การสวมหน้ากากอนามัย การล้างมือบ่อยๆ การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลยังคงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีคนอยู่รวมกันจำนวนมาก หรือเมื่อต้องเดินทางไปต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรต้องระมัดระวังควรสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ ไม่ใช้ภาชนะ เช่น แก้วน้ำ ช้อน ร่วมกับผู้อื่นและรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด

โดยกรมควบคุมโรคยังคงติดตามสถานการณ์โรคติดเชื้อ “สเตรปโตคอคคัส ชนิดเอ ” ในญี่ปุ่นนี้อย่างต่อเนื่อง ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก แนะนำประชาชน ถ้ามีไข้ เจ็บคอ ร่วมกับมีผื่นสากนูนหรือตุ่มหนองที่ผิวหนัง หรือปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมาก ควรรีบไปพบแพทย์ โดยเฉพาะถ้าหลังกลับจากต่างประเทศ ภายในช่วง 1 สัปดาห์แรก เพื่อรับการวินิจฉัย รักษา และแยกโรคอย่างถูกต้อง ขณะที่ การเดินทางไปต่างประเทศ ยังคงต้องรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างสม่ำเสมอ หากมีข้อสงสัย ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image