รองผู้ว่าฯ ห่วงคนในชุมชนลดลงเรื่อยๆ ลุยขั้นต่อไป ‘คืนอำนาจตัดสินใจ’ เปลี่ยนแปลงย่านตัวเอง

รองผู้ว่าฯ เผย คนในชุมชนลดลงเรื่อยๆ ต้อง‘รวมชุมชนรูปแบบใหม่’ เป้าต่อไป เปลี่ยนแปลงย่าน ‘ให้ตัดสินใจเองได้’ เปลี่ยนแปลงย่าน

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ที่ ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมเวทีเสวนาการพัฒนาเมืองที่ยั่งยืน ในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจและสังคม ในงานกระบวนการหารือเชิงนโยบาย Toward 2050: Future Bangkok for a Resilient and a Livable City ซึ่ง กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ สำนักงานเพื่อการพัฒนาแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส (AFD) และศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านยุทธศาสตร์เมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (UDDC-CEUS) จัดขึ้น

นายศานนท์ รองผู้ว่าฯ กล่าวว่า เรื่องหลักในวันนี้พูดถึงชุมชนและการศึกษา เพื่อสร้างชุมชนให้มีความพร้อมอย่างยั่งยืน หลายครั้งเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ กทม.อาจไม่ได้พูดถึงบ่อยครั้ง เพราะคนคาดหวังในเรื่องอื่นๆ เช่น น้ำท่วม โครงสร้างพื้นฐาน แต่เรื่องชุมชนและการศึกษาก็เป็นเรื่องสำคัญ จึงได้นำมาพูดคุยในเวทีนี้

“ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่มีใครพูดถึง และคิดว่ากรุงเทพฯ ต้องทำ เป็นชาเลนจ์ใหญ่ที่วัดความสำเร็จยาก ต้องลงทุนทำตั้งแต่ตตอนนี้เพื่ออนาคต ความท้ายทายคือ ไมรู้จะได้งบฯ หรือไม่”

Advertisement

“หากดูจำนวนประชากรในกรุงเทพมหานคร มี 2,000 กว่าชุมชนก็จริง แต่ประชาการส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ ที่มีประมาณ 5.4 ล้านคน ไม่ได้อยู่ในชุมชนแล้ว มีเพียง 30% ที่อยู่ในชุมชน อีกกว่า 60% อยู่นอกชุมชนหมดแล้ว และมีแนวโน้มว่าจำนวนจะลดน้อยลงเรื่อยๆ”

“สิ่งที่ต้องทำ คือการรวมกลุ่มของชุมชนในรูปแบบใหม่ มูฟเมนต์ที่อยากจะให้เกิดขึ้นใน 2 ปีข้างหน้า คือการจัดตั้งชุมชนที่อยู่นอกชุมชนแออัดหรือชุมชนปัจจุบัน อาจจะเป็นชุมชนที่เป็นนิติบุคคล หมู่บ้าน อาคารชุดต่างๆ เพื่อที่จะมีตัวแทนในลักษณะสังคมเมืองได้ เนื่องจากรูปแบบเดิมครอบคลุมประชากรแค่ 30%” นายศานนท์กล่าว พร้อมยกตัวอย่าง ที่เขตราชเทวี มีเรื่องชุมชนริมทางรถไฟ ที่จะมีการไล่รื้อ

นายศานนท์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ตามนโยบายของ กทม.ยังมี อาสาสมัครเทคโนโลยี (อสท.) ประจำชุมชน ให้เป็นผู้เก็บข้อมูลชุมชน ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน และเพิ่มความสะดวกต่อผู้ขอใช้ข้อมูลชุมชนนั้นๆ ซึ่งในขณะนี้ กทม.มี อสท. แล้ว 628 ชุมชน จัดเก็บข้อมูลที่ชุมชนเป็นเจ้าของเอง เป็นฐานข้อมูลที่เป็นหัวใจหลัก เพราะเมื่อรู้ข้อมูลชุมชนตนเอง ก็จะสามารถหาความร่วมมือจากภาคีอื่นๆ ได้

Advertisement

“อาจจะยังไม่ครบทั้ง 400,000 หลังคาเรือน แต่ข้อมูลจะถูกเก็บโดยชุมชน คืนข้อมูลให้ชุมชน และบริหารจัดการโดยชุมชน ใครป่วย ติดเตียง หรือเป็นอะไร สามารถอัพเดตลงไปในแพลตฟอร์มที่จะสร้างขึ้นได้ ซึ่งจะขึ้นมาในแมป และสื่อสารได้ทันที กับสำนักงานเขต” นายศานนท์เผย

นายศานนท์กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ กทม.ยังมีโมเดล จัดการอาหารส่วนเกิน โดยทำงานร่วมกับมูลนิธิที่เกี่ยวข้อง และร้านสะดวกซื้อ เนื่องจากช่วงค่ำ จะมีอาหารเหลือที่ใกล้หมดอายุ ถูกส่งไปที่กลุ่มเปราะบางตามการเก็บข้อมูล รวมถึงตั้ง Food Bank Center ที่สำนักงานเขต หากใครอยากทำบุญ หรือบริจาค ก็สามารถมาบริจาคได้ ซึ่งรวมถึงสิ่งของไม่เฉพาะอาหาร โดยจะมีพ้อยต์ (point) ให้แลก รวมถึง สวนผักชุมชน ที่ขยายไปถึง 30 ชุมชน 17 เขต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบ้านมั่นคง ที่มีกลุ่มออมทรัพย์ที่แข็งแรง ซึ่งไม่ได้เอามาขาย ส่วนใหญ่จะบริโภคกันเองในชุมชน รวมถึงส่งเสริมอัตลักษณ์ชุมชน ผ่านย่านสร้างสรรค์ ปัจจุบันมี 30 ย่านที่ กทม.ให้การสนับสนุน

“ตอนนี้เราอยู่ขั้นแรก ทำ ‘ทราฟฟี่ ฟองดูว์’ แจ้งปัญหาได้ ขั้นที่ 2 ร่วมเสนอได้ ขั้นที่ 3 ที่เราอยากไปให้ได้ คือ ชุมชนตัดสินใจเองได้ อาจจะมีข้อบัญญัติ กองทุนต่างๆ ที่เขาสามารถเปลี่ยนแปลงย่านของตัวเองได้” นายศานนท์กล่าว

สำหรับ กระบวนการหารือเชิงนโยบาย Toward 2050: Future Bangkok for a Resilient and a Livable City จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 – 20 มิถุนายนนี้ โดยมีเป้าหมายในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการพัฒนาเมืองจากผู้เชี่ยวชาญของประเทศไทยและสาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อหารือในประเด็นความท้าทายในการขับเคลื่อนการพัฒนากรุงเทพมหานคร สู่การเป็นเมืองที่เติบโตน่าอยู่และรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างยืดหยุ่น ตลอดจนหาแนวทางความร่วมมือในการพัฒนานโยบายและนวัตกรรมการพัฒนาเมืองในระยะยาว

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image