กรมอุทยานฯแจง ที่มาเพิกถอนป่าทับลาน 2.6 แสนไร่ เผยครั้งแรกกำหนดไว้แค่ 5.8 หมื่นเท่านั้น

8.07.24 | 14:41 น.

กรมอุทยานฯแจง ที่มาเพิกถอนป่าทับลาน 2.6 แสนไร่ เผยครั้งแรกกำหนดไว้แค่ 5.8 หมื่นเท่านั้น

กรณีที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เปิดรับฟังความคิดเห็นการเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน จำนวน 265,286.58 ไร่ ออกจากการเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพื่อนำไปเป็นที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยได้เปิดรับฟังความคิดเห็นระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน ถึง 12 กรกฎาคม 2567 หรือวันศุกร์ที่จะถึงนี้ นั้น

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ให้สัมภาษณ์ว่า กรมอุทยานฯทำทั้งหมดไปตามขั้นตอนที่มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนด หากได้ข้อยุติตามที่ได้รับฟังความคิดเห็นมาอย่างไรก็จะส่งให้คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติเพื่อนำไปพิจารณาลงมติอีกที

“ในที่ประชุมของคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติในวันที่มีการรับฟังมตินั้น จะมีทางเลือก เช่น ให้สำนักงานคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) นำเสนอข้อมูลทางเลือก เหตุและผล หรือมูลนิธิสืบนาคะเสถียร นำเสนอข้อมูลเพิ่มเติมให้คณะกรรมการพิจารณา อย่างไรก็ตาม คาดว่าคงจะไม่มีการเคาะสรุปว่าจะเอาอย่างไรในวันดังกล่าว น่าจะมีทางเลือกเพื่อหาข้อสรุปอีกที” นายอรรถพลกล่าว

เมื่อถามว่า ทำไมเรื่องนี้ถึงกลายเป็นประเด็นใหญ่ที่มีการพูดกันในโซเชียล จนติดอันดับแพลตฟอร์มเอ็กซ์กันเลย นายอรรถพลกล่าวว่า ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรกรมอุทยานฯก็รับความคิดเห็นนั้นมาพิจารณา ซึ่งคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติก็จะทำหน้าที่พิจารณาอยู่แล้ว แต่ก็ดีใจที่คนไทยมีความกระตือรือร้นในเรื่องนี้ คิดว่าอะไรที่เป็นความถูกต้อง เหมาะสม คนจะเลือกเอาสิ่งนั้น

Advertisement

แหล่งข่าวจากอุทยานแห่งชาติทับลานกล่าวว่า เดิมทีมีแนวคิดที่จะเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน 58,000 ไร่ บริเวณป่าวังน้ำเขียว ให้กับสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกร (ส.ป.ก.) โดยใช้แผนที่วันแมป (one map) มาตราส่วน 1 ต่อ 4,000 ซึ่งในตอนนั้นสามารถเข้าใจและยอมรับได้ เพราะในพื้นที่ 58,000 ไร่นั้นมีการทับซ้อนของที่ประชาชน และ ส.ป.ก.เองก็แสดงความต้องการมาตรงๆ อยู่แล้ว

“แต่ต่อมากลับมีการเสนอให้เอาที่ 265,000 ไร่ จากพื้นที่อุทยานทับลานทั้งหมด 1.4 ล้านไร่ คือรวบหมดทุกที่ ทั้งที่เป็นโซนป่า โซนที่ทับซ้อน และโซนที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดี” แหล่งข่าวกล่าว

เมื่อถามว่า ที่มาของตัวเลข 265,000 ไร่นั้นมาจากไหน แหล่งข่าวกล่าวว่า เป็นไปตามมติ ครม. 14 มีนาคม 2566 ที่อ้างว่าเห็นชอบตามมติ คทช.จากการสำรวจปี 2543 อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าแผนที่วันแมปที่สำรวจ ปี 2543 นั้นเป็นเส้นแผนที่ทำเอาไว้ไม่ให้คนบุกรุกเพิ่มเติม

นายภานุเดช เกิดมะลิ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่า ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานนั้นมีปัญหาภายในพื้นที่มีมากมาย ซึ่งส่วนมากเกี่ยวข้องกับการประกาศพื้นที่ซ้อนทับกับเขตบริหารเดิมที่มีจุดประสงค์ในการใช้ที่ดินอีกแบบหนึ่ง อีกทั้งแต่ละหน่วยงานในพื้นที่ต่างก็ดำเนินกิจกรรมตามกฎหมายของตนเอง จึงเกิดปัญหาคาราคาซังระหว่างหน่วยงานรัฐและเอกชน เช่น แนวเขตป่าไม้ของอุทยานซ้อนทับกับ ส.ป.ก. การเกิดโครงการที่มีพื้นที่เกี่ยวของกับเขตอุทยานอย่างโครงการจัดสรรที่ดินทำกินแก่ราษฎรผู้ยากไร้ในพื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรม (คจก.) หรือโครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคง (พมพ.) โดยส่วนสำคัญที่ทำให้ปัญหานี้ดำเนินมาถึงปัจจุบันคือการรับผิดชอบพื้นที่นอกเหนืออาณาเขตหน่วยงานอย่างผิดกฎหมายในพื้นที่ อีกทั้งยังมีการดำเนินคดีหลายครั้งกับผู้ถือครองที่ดินอย่างผิดกฎหมาย

ประธานมูลนิธิสืบฯกล่าวว่า การประชุมของคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2567 ที่ผ่านมามีการพิจารณาวาระ เรื่องเพื่อทราบ การปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ซึ่งถือเป็นการข้ามขั้นตอนการให้ข้อเสนอแนะอย่างละเอียดรอบคอบของคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ โดยประเด็นการเพิกถอนพื้นที่ดังกล่าวได้มีการนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติมาแล้ว 2 ครั้ง โดยที่ประชุมได้มีข้อเสนอแนะให้มีการใช้แนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินของราษฎรในเขตป่าอนุรักษ์ ตามมาตรา 64 พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562

“โดยที่ประชุมดังกล่าวได้มีการนำเสนอข้อมูล มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 ที่ได้เห็นชอบข้อเสนอของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เรื่องผลการดำเนินการปรับปรุงแนวเขตที่ดินของรัฐ และปรับปรุงแนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ (One map) ที่ให้ดำเนินการใช้เส้นปรับปรุงการสำรวจแนวเขต ปี พ.ศ.2543 พื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งจะเป็นการเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานถึง 265,286.58 ไร่” นายภานุเดชกล่าว

นายภานุเดชกล่าวว่า โดยปกติแล้วการประกาศพื้นที่ ส.ป.ก.ได้นั้นจะต้องมาจากกฤษฎีกาและจะต้องเป็นพื้นที่ที่มีสภาพเสื่อมโทรมชัดเจน ตัวอย่างเช่น พื้นที่ป่าสงวนฯที่เกิดความเสื่อมโทรม กรมป่าไม้ก็ต้องทำเรื่องยกพื้นที่นี้ให้กับ ส.ป.ก.นำไปจัดสรรต่อ ภายใต้กติกาที่กำหนดร่วมกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแบ่งสัดส่วนชัดเจนกับพื้นที่ที่คงสภาพเป็นป่าชัดเจน ในปัจจุบันยังไม่มีพื้นที่ ส.ป.ก.ส่วนไหนเลยส่งคืนให้กรมป่าไม้ในสภาพที่เป็นป่าเลยแม้แต่พื้นที่เดียว แต่กลับพบการออกที่ดินโดย ส.ป.ก.อย่างมิชอบ

“ความพยายามในการเปลี่ยนแปลงสถานะของพื้นที่จากพื้นที่อุทยานให้กลายเป็นพื้นที่ ส.ป.ก.ภายใต้การดำเนินการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวขัดต่อการดำเนินงานของคณะติดตามการแก้ปัญหาเรื่องของชุมชนในพื้นที่ป่า หากเราดูตามพื้นที่เดิมของอุทยานแห่งชาติทับลานซึ่งเป็นป่าไม้ถาวรตามมติรัฐมนตรี 2506 ซึ่งถูกสงวนไว้สำหรับเรื่องของการคุ้มครองพื้นที่ป่า อีกทั้งภาพถ่ายทางอากาศแทบจะไม่พบเรื่องของการใช้ประโยชน์ในพื้นที่เลย ยกเว้นส่วนพื้นที่ของวังน้ำเขียว ซึ่งเป็นพื้นที่นอกเขตอุทยานอยู่แล้ว ดังนั้น ถ้าหากพื้นที่ดังกล่าวถูกประกาศเป็นป่าไม้ถาวรแล้วการจะดำเนินการพัฒนา หรือเปลี่ยนแปลงสภาพใดก็ตามจำเป็นต้องดำเนินการผ่านคณะรัฐมนตรี โดยจะต้องออกมาเป็นมติในเรื่องของการเพิ่มพื้นที่และต้องมีกรมป่าไม้เข้ามาเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการในส่วนนี้” ประธานมูลนิธิสืบกล่าว

นายภานุเดชกล่าวว่า ประชาชนที่ได้รับผลกระทบในเรื่องของที่ดินเราสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทคือ กลุ่มคนที่อยู่มาก่อนการประกาศเขตอุทยาน ซึ่งพวกเขาควรมีสิทธิตามกระบวนการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ต่อมาคือกลุ่มคนที่ได้เอกสารสิทธิที่ดินไปแล้วอยู่ระหว่างการดำเนินการประกาศเขต โดยบางคนได้มีการขยาย หรือจับจอง เปลี่ยนแปลงสภาพที่ดินพื้นที่เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่มีการตกลงกันไว้ และสุดท้ายคือกลุ่มคนที่เข้ามาครอบครองอย่างผิดกฎหมาย เช่น กลุ่มทุนที่เข้ามาพัฒนาที่ดินให้กลายเป็นธุรกิจก็ต้องถูกนำพาออกไปจากพื้นที่นั้น

ในส่วนของแนวทางการแก้ไขปัญหานั้น โดยส่วนมากการกระทำอันใดที่เป็นการลดพื้นที่ป่านั้นก็ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 65 และแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่กำหนดให้มีการเพิ่มพื้นที่ป่าในช่วงปี พ.ศ.2566-2570 ร้อยละ 33 และในห้วงปี 2576-2580 ต้องเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 35 ของพื้นที่ประเทศและขัดต่อนโยบายป่าไม้แห่งชาติที่กำหนดให้ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ หากเราไม่พิจารณาพื้นที่ให้ละเอียดถี่ถ้วนในการเพิกถอน ก็อาจจะเสียบรรทัดฐานในการแก้ไขปัญหาระดับประเทศในลักษณะที่จะเพิกถอนพื้นที่อื่นๆ ต่อไป อาจจะเป็นไปเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อเอกชนรายย่อย