คนใช้สิทธิประกันสังคม วอนปรับระบบ ‘สิทธิวิ่งหาคน’ ครอบคลุมทุกกลุ่มแรงงาน
จากระบบประกันสังคมที่คุ้นเคยกับการรอให้ผู้ประกันตนยื่นขอรับสิทธิ กำลังถูกวางทิศทางใหม่ในแผนปฏิบัติการระยะ 5 ปี พ.ศ. 2571-2575 เมื่อสำนักงานประกันสังคมตั้งเป้าปรับบทบาทองค์กรสู่การเป็น ‘ผู้สร้างหลักประกันของคนทำงานทุกรูปแบบ’ ดูแลตั้งแต่เข้าสู่ตลาดแรงงาน ไปจนถึงการเข้าถึงสิทธิประโยชน์โดยไม่ต้องร้องขอ พร้อมเร่งปรับระบบดิจิทัล ขยายฐานผู้ประกันตน และฟื้นความเชื่อมั่นต่อองค์กร
ท่ามกลางโครงสร้างเศรษฐกิจและรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไป ทั้งแพลตฟอร์มเวิร์กเกอร์ คนทำงานออนไลน์ และไรเดอร์ รวมถึงความท้าทายจากสังคมสูงวัย สำนักงานประกันสังคมจึงต้องออกแบบ ‘ตาข่ายความคุ้มครอง’ ให้ครอบคลุมคนทำงานกลุ่มใหม่มากขึ้น ขณะเดียวกันแผน 5 ปีจะต้องไม่ใช่กรอบที่แข็งตัว แต่ต้องมีความยืดหยุ่น เพื่อปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ที่ไม่มีใครคาดการณ์ได้
เดิมที่ผู้ประกันตนเกิดสิทธิแล้วต้องเดินทางมายื่นเรื่อง ติดต่อเจ้าหน้าที่ และจัดเตรียมเอกสาร เพื่อรอรับสิทธิประโยชน์ แผนใหม่ต้องการให้ สปส. เป็นฝ่ายมองเห็นสิทธิและเข้าไปดูแลประชาชนมากขึ้น ขณะเดียวกันต้องสร้างระบบที่ทำให้คนทำงานรูปแบบใหม่ซึ่งอยู่นอกโครงสร้างการจ้างงานแบบเดิม สามารถเข้าถึงหลักประกันได้ด้วย
โดยการจัดทำร่างแผนปฏิบัติราชการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ระยะ 5 ปี ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ 1.การจัดทำกระบวนการและระบบดิจิทัลที่เชื่อถือได้ 2.การยกระดับความคุ้มครองและการบริการเชิงรุก 3.การสร้างความยั่งยืนและธรรมาภิบาลของทั้งสองกองทุน และ 4.การยกระดับองค์กรแห่งความเชื่อมั่นและกำลังพล
นางภัสสร ภักวาปี เครือข่ายประกันสังคม มาตรา 40 เปิดเผยว่า ประเด็นที่ควรเร่งดำเนินการตามร่างแผน 5 ปี คือการทำให้ผู้ประกันตนสามารถเข้าถึงข้อมูลของตัวเองได้อย่างชัดเจน เนื่องจากปัจจุบันประชาชนจำนวนมากยังไม่ทราบว่าเงินสมทบที่จ่ายเข้าสู่ระบบไปแล้วมีจำนวนเท่าใด อยู่ในสิทธิประโยชน์ส่วนใด และสามารถได้รับสิทธิอะไรกลับคืนมาบ้าง
“ดังนั้น หากดำเนินการตามแผนใหม่ ควรพัฒนาระบบให้ผู้ประกันตนสามารถตรวจสอบประวัติการส่งเงินสมทบและสิทธิประโยชน์ของตัวเองได้แบบเข้าใจง่าย รวมถึงแสดงให้เห็นว่าในแต่ละช่วงเวลาผู้ประกันตนมีสิทธิอะไรบ้าง และเคยใช้สิทธิใดไปแล้ว เพื่อสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นต่อระบบประกันสังคม” นางภัสสร กล่าว
นางภัสสร กล่าวว่า อีกแนวทางสำคัญคือการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยเฉพาะแอพพลิเคชัน SSO Plus ให้สามารถแจ้งเตือนสิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกันตนโดยอัตโนมัติ จากเดิมที่ประชาชนต้องเป็นฝ่ายค้นหาข้อมูลและเดินทางไปติดต่อสำนักงานประกันสังคม
“แนวคิดดังกล่าวคือการทำให้สิทธิวิ่งหาคน เช่น หากผู้ประกันตนมีสิทธิที่ยังไม่ได้ใช้ ระบบสามารถแจ้งเตือนให้ทราบว่าได้รับสิทธิอะไร และควรดำเนินการภายในช่วงเวลาใด เช่น สิทธิทันตกรรม หรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ เพื่อช่วยลดปัญหาการไม่รู้สิทธิหรือลืมใช้สิทธิ” นางภัสสร กล่าวและว่า ในอนาคตยังมีแนวคิดให้ระบบสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานอื่นของภาครัฐ เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้ประกันตนมีสิทธิใหม่ ระบบสามารถแจ้งเตือนได้ทันที เช่น เมื่อมีการแจ้งเกิด ระบบอาจเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อแจ้งผู้ประกันตนถึงสิทธิกรณีคลอดบุตรและสิทธิสงเคราะห์บุตรที่สามารถใช้ได้
รวมถึงกรณีผู้ประกันตนมาตรา 33 สิ้นสุดการจ้างงาน ระบบควรสามารถแจ้งเตือนเกี่ยวกับสิทธิที่สามารถใช้ต่อได้ เช่น การเปลี่ยนสถานะไปเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 หรือสิทธิกรณีว่างงาน ตลอดจนแจ้งเตือนเรื่องการรายงานตัว เพื่อไม่ให้ผู้ประกันตนสูญเสียสิทธิจากการไม่ทราบข้อมูล
ด้าน น.ส.วิภารัตน์ บาตดี เครือข่ายประกันสังคม มาตรา 40 กล่าวว่า อีกประเด็นที่ถูกเสนอให้ความสำคัญในแผน 5 ปี คือการขยายหลักประกันทางสังคมให้ครอบคลุมแรงงานทุกรูปแบบ โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานอิสระ ผู้ประกอบการรายย่อย และแรงงานแพลตฟอร์ม เช่น ไรเดอร์ ซึ่งมีลักษณะการทำงานแตกต่างจากลูกจ้างทั่วไป
“ปัจจุบันแรงงานกลุ่มนี้มีความเสี่ยงจากการทำงาน โดยเฉพาะไรเดอร์ที่ต้องเดินทางบนท้องถนนและมีโอกาสประสบอุบัติเหตุ แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องรูปแบบการเข้าสู่ระบบประกันสังคมและสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมกับลักษณะการทำงาน จึงอยากเสนอให้ สปส.ศึกษารูปแบบการคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มเพิ่มเติม นอกเหนือจากระบบมาตรา 40 โดยอาจพัฒนาเป็นรูปแบบความคุ้มครองใหม่ที่มีสิทธิประโยชน์ใกล้เคียงกับผู้ประกันตนมาตรา 33 หรือมาตรา 39 เพื่อจูงใจให้แรงงานอิสระเข้าสู่ระบบมากขึ้น“ น.ส.วิภารัตน์ กล่าว
น.ส.วิภารัตน์ กล่าวว่า ขณะเดียวกัน ควรขยายการเข้าถึงระบบไปยังผู้ประกอบการรายย่อยและเอสเอ็มอีด้วย เนื่องจากระบบประกันสังคมในปัจจุบันอาจเข้าถึงผู้ประกอบการรายใหญ่ได้มากกว่า แต่ผู้ประกอบการรายย่อยยังมีช่องว่างในการเข้าถึงหลักประกัน
“ซึ่งสิ่งสำคัญไม่แพ้การเพิ่มสิทธิ คือการทำให้ประชาชนเข้าใจระบบประกันสังคมได้ง่ายขึ้น เนื่องจากปัจจุบันประชาชนจำนวนหนึ่งยังสับสนว่า มาตรา 33, 39 และ 40 แตกต่างกันอย่างไร ใครสามารถเข้าสู่แต่ละมาตราได้ และแต่ละมาตราได้รับสิทธิประโยชน์อะไรบ้าง” น.ส.วิภารัตน์ กล่าว
น.ส.วิภารัตน์ กล่าวต่อว่า จึงควรมีระบบที่อธิบายข้อมูลของแต่ละมาตราอย่างชัดเจน รวมถึงแสดงสิทธิประโยชน์ที่ได้รับและเงื่อนไขต่างๆ ในรูปแบบที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ทันที โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานที่เปลี่ยนสถานะการทำงานระหว่างมาตรา 33, 39 และ 40
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ระบบสามารถติดตามสิทธิของผู้ประกันตนที่ออกจากงานหรือหยุดส่งเงินสมทบได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เกิดกรณีที่ผู้ประกันตนเคยส่งเงินสมทบมาเป็นเวลานาน แต่เมื่อออกจากงานแล้วไม่ทราบว่าเงินที่เคยส่งไปอยู่ที่ใด หรือยังมีสิทธิประโยชน์อะไรเหลืออยู่บ้าง
สำหรับความกังวลเกี่ยวกับการบริหารกองทุนประกันสังคม น.ส.วิภารัตน์ กล่าวว่า ตัวสำนักงานและบุคลากรประจำยังมีความเข้มแข็ง และมีกลไกบริหารกองทุนอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ประชาชนควรให้ความสำคัญคือการทำหน้าที่ของคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ซึ่งเป็นผู้ที่เข้ามากำหนดทิศทางและนโยบายของกองทุน
“องค์กรและเจ้าหน้าที่ประจำยังมีความเข้มแข็ง แต่บอร์ดบริหารที่เข้ามาจากการเลือกตั้งมีความสำคัญ เพราะเป็นผู้ที่จะรับฟังข้อเสนอและนำไปกำหนดแนวทางบริหารให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น” น.ส.วิภารัตน์ กล่าวและว่า ดังนั้น การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมจึงมีความสำคัญ เพราะผู้แทนที่ได้รับเลือกเข้ามาจะมีบทบาทในการกำหนดทิศทางการบริหารกองทุนและผลักดันนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนในระยะต่อไป
ขณะเดียวกัน น.ส.ปารมิตา เหลืองทอง ผู้ประกันตนมาตรา 33 กล่าวว่า สิ่งที่อยากเห็นจากสำนักงานประกันสังคม (สปส.) มากที่สุดในขณะนี้ คือการตรวจสอบความโปร่งใสในการใช้งบประมาณ เนื่องจากในฐานะประชาชนและผู้ที่ส่งเงินสมทบเข้าระบบ อยากมีส่วนในการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของตนเอง ไม่ใช่ต้องพึ่งพาข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคมเพียงอย่างเดียว
จึงอยากให้ สปส.เร่งผลักดันการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผู้ประกันตนสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า เงินสมทบถูกนำไปใช้อย่างไร มีความคุ้มค่าหรือไม่ และสามารถค้นหาข้อมูลเหล่านี้ได้จากช่องทางใด ไม่ว่าจะเป็นแอพพลิเคชัน เว็บไซต์ หรือประกาศของสำนักงานประกันสังคม โดยอยากให้ สปส.ชี้ช่องทางที่ชัดเจน เพื่อให้คนที่เป็นผู้จ่ายเงินสามารถเข้าถึงและตรวจสอบข้อมูลในฐานะเจ้าของเงินส่วนหนึ่งได้
“ศรัทธาที่มีต่อประกันสังคมเริ่มเสื่อมถอยลงจากหลายกรณีที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้ประกันตนเกิดความไม่ไว้วางใจ โดยเฉพาะเรื่องการใช้งบประมาณของสำนักงาน จึงอยากเห็นการเปิดข้อมูลที่ทำให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้จริง” น.ส.ปารมิตา กล่าว
น.ส.ปารมิตา กล่าวว่า สำหรับการสื่อสารข้อมูลของ สปส.นั้น ปัจจุบันประชาชนส่วนใหญ่มีโทรศัพท์มือถือและสามารถเข้าถึงช่องทางดิจิทัลได้ จึงควรใช้ช่องทางดังกล่าวในการเผยแพร่ข้อมูลให้เข้าถึงง่ายและตรวจสอบได้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน เมื่อถามถึงแผนการดำเนินงานของ สปส.ในปีนี้ น.ส.ปารมิตา กล่าวว่า ควรพิจารณาว่าแผนดังกล่าวตอบโจทย์สถานการณ์และความต้องการของผู้ประกันตนมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะเรื่องการสื่อสารข้อมูลที่ประชาชนสามารถเข้าถึงและตรวจสอบได้อย่างเป็นรูปธรรม
ท้ายที่สุด ร่างแผนปฏิบัติราชการ สปส. 5 ปี พ.ศ.2571-2575 จึงเป็นมากกว่าแผนพัฒนาหน่วยงาน หากแต่เป็นโจทย์ว่าจะทำอย่างไรให้ระบบประกันสังคม ทันคนทำงานที่เปลี่ยนไป ทันเทคโนโลยี และทันความคาดหวังของคนจ่ายเงิน

