40ปี แพทย์ฉุกเฉินไทย ’ปรับ’ มุ่งสู่ทิศทางใหม่เพื่อทุกคน

9.01.18 | 16:11 น.
ร.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา

การแพทย์ฉุกเฉิน พัฒนาการมากว่า 40 ปี แต่เริ่มตั้งยังไม่เป็นระบบ เป็นเพียงการแพทย์นอกโรงพยาบาล มีทีมกู้ภัย กู้ชีพ กระทั่งมีระบบการแพทย์ฉุกเฉิน แต่ก็ยังมีข้อจำกัด ทั้งการปฏิบัติงาน การขยายระบบให้สามารถช่วยเหลือชีวิตคนได้อย่างทั่วถึงทุกพื้นที่ ฯลฯ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ร.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เล่าว่า การแพทย์ฉุกเฉินเกิดขึ้นก่อนมีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ พ.ศ.2551 แต่มีพัฒนาการ มีการปรับปรุงเพื่อให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการออกประกาศคณะกรรมการแพทย์ฉุกเฉิน เรื่อง หน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ พ.ศ.2560 รวมไปถึง ประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน เรื่อง หลักเกณฑ์ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดําเนินงานและบริหารจัดการระบบการแพทย์ฉุกเฉินในระดับท้องถิ่น ซึ่งประกาศทั้ง 2 ฉบับ แม้จะออกเมื่อปี 2560 แต่ในทางปฏิบัติ เริ่มเห็นเป็นรูปธรรมในปี 2561

ร.อ.นพ.อัจฉริยะ เล่าย้อนถึงพัฒนาการแพทย์ฉุกเฉินว่า เดิมการแพทย์ฉุกเฉินในประเทศไทย มาจากหลายสาขา ทั้งภาครัฐ เกิดสภากาชาดไทย ในปลายสมัยรัชกาลที่ 5 และในจังหวะเดียวกัน ก็มีกลุ่มประชาชนคนจีนที่มารวมตัวกัน ในการทำความดีโดยการเป็นจิตอาสาเก็บศพ ซึ่งสมัยนั้นมีอหิวาตกโรค ก็มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ประกอบกับขณะนั้นมีโรงพยาบาล (รพ.) ศิริราช ซึ่งชาวจีนที่รวมตัวกันก็เป็นต้นกำเนิดของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นอกจากนี้ ยังเกิดหน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) ใช้คอนเซ็ปต์แพทย์ทางไกล เพื่อถิ่นทุรกันดาร หลังจากนั้น ก็มีระบบการแพทย์ลำเลียงทหาร ตำรวจบาดเจ็บ มีศูนย์ส่งกลับ

ร.อ.นพ.อัจฉริยะกล่าวว่า กระทั่งปี 2530 รัฐบาลยุคนั้นพยายามหารูปแบบเข้ามาพัฒนาระบบการแพทย์นอกโรงพยาบาลขึ้น จึงเกิดความช่วยเหลือจากประเทศฝรั่งเศสในการเชิญแพทย์ของไทยไปดูงานที่ซามูร์ 92 เมืองกราซ ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ และทุกวันนี้ก็ยังมีความร่วมมือกันอยู่ อีกด้านก็มีกลุ่มแพทย์ไปดูงานที่สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และยังมีแพทย์คนหนึ่งได้รับรางวัลอานันทมหิดลไปศึกษาการแพทย์ฉุกเฉินที่สหรัฐ เรียกว่า เป็นช่วงการเริ่มวางระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้เข้าที่เข้าทาง ต่อมาปี 2536 รัฐบาลญี่ปุ่น โดยองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น หรือไจก้า สนับสนุนงบประมาณตั้งศูนย์อุบัติเหตุ ที่ รพ.ขอนแก่น ซึ่งจะมีระบบการแพทย์ฉุกเฉินจากญี่ปุ่น รับเหตุจากชาวบ้าน และส่งทีมไปช่วยเหลือ เรียกว่าขอนแก่นเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ จากนั้น ในวันที่ 10 มีนาคม 2538 กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้กำหนดให้มีศูนย์กลางการรับบริการฉุกเฉินนอกโรงพยาบาลขึ้น ชื่อว่า “ศูนย์นเรนทร” โดยจุดแรกคือ รพ.ราชวิถี เป็นโมเดลของทั้งประเทศ และเกิดสายด่วน 1669

“หมายเลขนี้เกิดขึ้นพร้อมศูนย์นเรนทร โดยมีแนวคิดผสมให้โรงพยาบาลเป็นทั้งศูนย์รับแจ้งเหตุ 1669 และรับผู้ป่วยด้วย ส่วนทีมที่ปฏิบัติการฉุกเฉิน ที่เรียกว่า “กู้ภัย” ถูกฝึกอบรมเป็นชุดปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉินเบื้องต้น (FR) คือ 16 ชั่วโมง และมีการอบรมแบบ EMS Basic 110 ชั่วโมง ที่ รพ.ราชวิถี นี่คือจุดเริ่มต้นในการดึงกู้ภัยมาอบรมระยะสั้น” ร.อ.นพ.อัจฉริยะ กล่าว และว่า ปี 2545 เมื่อมีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จึงได้เงินจากกองทุนแพทย์ฉุกเฉินมาสนับสนุนศูนย์นเรนทร แต่ระยะแรกรู้จักกันแต่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในภูมิภาคแทบจะไม่รู้จัก แต่หลังเกิดเหตุการณ์สึนามิปลายปี 2547 รัฐบาลยุคนั้นได้ประกาศเป็นนโยบายด้านการแพทย์ฉุกเฉิน ผลักดันจนมีการขยายโมเดลการแพทย์ฉุกเฉินไปยัง 7 จังหวัด เรียกว่าเป็น “โมเดลภูมิภาค” ขณะเดียวกัน ก็เกิด พ.ร.บ.การแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ พ.ศ.2551 โดยมีผลบังคับเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2551

Advertisement

ร.อ.นพ.อัจฉริยะ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ก่อนเกิด พ.ร.บ.การแพทย์ฉุกเฉินฯ ก็มีการขยายระบบการแพทย์ฉุกเฉินไป 7 จังหวัด และเกิดความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทย และ สธ. โดยจัดทำเป็น 1 ตำบล 1 หน่วยกู้ภัย จัดอบรมชาวบ้าน 5 วัน 2 วันแรก อบรมการปฐมพยาบาล อีก 3 วัน อบรมการกู้ภัย แต่หลังเกิด สพฉ. ได้เพิ่มหน้าที่สำคัญเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉิน และให้มีการส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เข้ามาบริหารจัดการ เพื่อให้ผู้ป่วยฉุกเฉินได้รับการคุ้มครองสิทธิ ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ซึ่งเมื่อปี 2560 ได้มีการออกประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน เรื่อง หลักเกณฑ์ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินงานและบริหารจัดการระบบการแพทย์ฉุกเฉินในระดับท้องถิ่น พ.ศ.2560 นอกจากนี้ ยังมีประกาศคณะกรรมการแพทย์ฉุกเฉิน เรื่อง หน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินทางการแพทย์

“เมื่อคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน (กพฉ.) มีหน้าที่ออกกฎหมาย สพฉ.มีหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย จึงต้องมีการออกประกาศเพื่อการดำเนินการอย่างถูกต้อง โดยให้หน่วยปฏิบัติการ สถานพยาบาล ผู้ปฏิบัติดำเนินการปฏิบัติการฉุกเฉินตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งปัจจุบันระบบการแพทย์ฉุกเฉินฯ ในโลกนี้มี 2 แบบ คือ 1.แนวคิดแบบฟรังโก เยอรมัน (Franco-German model) และ 2.แนวคิดแบบแองโกล อเมริกัน (Anglo-American model) ไม่ว่าจะแบบไหน หลักการคือ เพื่อให้คนไข้ฉุกเฉินปลอดภัย เช่น ฟรังโก ต้องมีทีมแพทย์ออกจากโรงพยาบาลไป ส่วนแองโกล หน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินจะอยู่นอกโรงพยาบาล ดังนั้น หน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินจึงทับซ้อนทั้งในโรงพยาบาลและนอกโรงพยาบาล แต่คำว่าอีเอ็มเอส ยังพูดถึงการดูแลจุดเกิดเหตุ และพ้นจากภาวะฉุกเฉิน หมายถึง สถานพยาบาลแรก หากไม่พ้นฉุกเฉินก็ต้องส่งต่อไปอีก นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ก่อให้เกิดโครงการเจ็บป่วยฉุกเฉินมีสิทธิทุกที่ หรือยูเซป” ร.อ.นพ.อัจฉริยะกล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้ระบบการแพทย์ฉุกเฉินจะพัฒนามาเรื่อยๆ แต่ใช่ว่าจะสมบูรณ์ ร.อ.นพ.อัจฉริยะกล่าวว่า จริงๆ งานกู้ภัยกู้ชีพควรต้องอยู่ที่ท้องถิ่น เช่น โมเดลญี่ปุ่น ใน 1 หน่วยดับเพลิง จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ หน่วยกู้ภัย และหน่วยกู้ชีพ ในหน่วยปฏิบัติการเดียวกัน โดยกู้ชีพมาจากกู้ภัยที่ทำงานมา 5 ปี หรือ 5,000 ชั่วโมง ทำงานและสอบเพื่อเรียนต่อขยับขึ้นเป็นกู้ชีพ หากจะทำให้เรื่องนี้เบ็ดเสร็จ ต้องอยู่ที่ท้องถิ่น

ร.อ.นพ.อัจฉริยะ กล่าวว่า จุดเริ่มใหม่ของระบบการแพทย์ฉุกเฉิน จึงมุ่งเน้นเรื่องนี้ เพื่อให้ระบบการแพทย์ฉุกเฉินอยู่ในพื้นที่มากขึ้น จึงเกิดประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน เรื่อง หลักเกณฑ์ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นฯ เพราะหากไม่ออกประกาศนี้ ท้องถิ่นก็ทำงานไม่ได้ จะถูกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบ ที่เห็นเด่นชัดและมีกฎหมายรองรับ ณ ปัจจุบัน คือ พื้นที่กรุงเทพฯสามารถบริหารจัดการในระดับท้องที่ได้ทันที

“แม้หลายแห่งจะมีเครื่องมือ แต่ในส่วนของบุคลากรที่ต้องการการเทรนนิ่งยังขาดโรงเรียนสอนการกู้ภัยที่เป็นระบบยังไม่มากพอ แม้จะมีระดับพื้นฐานอยู่ก็ตาม แม้บ้านเราจะมีวิทยาลัยป้องกันสาธารณภัยทั้งส่วนกลางและภูมิภาค แต่ความร่วมมือ หรือการส่งจากท้องถิ่นเข้ามาเรียนยังน้อย และที่ผ่านมา ก็เน้นที่บุคลากรของสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ไม่ใช่ของท้องถิ่น แต่จากนี้จะมีการปรับเปลี่ยน โดย สพฉ.ได้มีการหารือเพื่อขอให้เกิดความร่วมมือตรงจุดนี้ ซึ่งจากการหารือเบื้องต้น กระทรวงมหาดไทยเห็นด้วยและพร้อมจะเดินหน้าเพื่อคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินในระดับพื้นที่จริงๆ” ร.อ.นพ.อัจฉริยะ กล่าว

ในส่วนประกาศการแพทย์ฉุกเฉิน เรื่องหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ พ.ศ.2560 จะมีการฝึกอบรมเพื่อยกระดับมาตรฐาน สำหรับผู้ที่เคยผ่านการอบรมและได้ใบรับรองตลอดชีพ จะได้รับการยกเว้น หากไม่ใช่ก็ต้องมาอบรมเพิ่มทุก 2 ปี ปัจจุบันบุคลากรที่อยู่ในระบบมี 1.5 แสนคน และชุดปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉินเบื้องต้น (FR) 1.2 แสนคน แต่ขึ้นทะเบียนเพียง 50,000 คน ประกาศนี้จะทำให้เข้าระบบและเป็นมาตรฐานขึ้น ทั้งนี้ มองว่าอีก 5 ปี ระบบการแพทย์ฉุกเฉินจะพัฒนา โดยเฉพาะท้องถิ่นจะเห็นชัด

”ที่ผ่านมา ท้องถิ่นระดับจังหวัดมี 77 แห่ง ขณะที่ท้องถิ่นเล็กกว่าจังหวัดอยู่ที่ 8,000 กว่าตำบล แต่ทุกวันนี้จะยุบให้เหลือเทศบาล แต่ใน 8,000 กว่าตำบลนั้น จากข้อมูล 5 ปี พบว่า มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็กเข้ามาร่วมกับการแพทย์ฉุกเฉินประมาณ 6,000 แห่ง หรือร้อยละ 60 แต่ยังมีปัญหาเรื่องปฏิบัติงาน เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ ซึ่งปฏิบัติงานได้จริงๆ จะไปอยู่ที่มูลนิธิ ปัญหาคือ จะอยู่ในเมือง แต่ไม่ค่อยออกไป อบต.มากนัก ดังนั้น การปฏิบัติการตัวเลขของฝั่งมูลนิธิจะประมาณร้อยละ 20 ของทั้งระบบ แม้ อบต.จะร่วมก็ยังไม่เต็มที่ แต่ด้วยประกาศฉบับนี้ จะทำให้ท้องถิ่นมีบทบาทเพิ่มขึ้น” เลขาธิการ สพฉ.กล่าว และว่า เมื่อมีประกาศฉบับนี้ ท้องถิ่นจะปฏิบัติถูกต้อง ดังนั้น ในอีก 1-3 ปี อบจ.ต่างๆ ก็จะเริ่มขยายไปเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม กระทรวงมหาดไทยต้องออกกฎหมายของตัวเองเพื่อล้อตามประกาศนี้จึงจะสมบูรณ์

แม้จะมีระบบการแพทย์ฉุกเฉิน แต่เรื่องสุขภาพไม่ใช่แค่เรื่องของรัฐ หรือท้องถิ่น แต่เป็นเรื่องของตัวเราทุกคน!