ครอบครัวไทยรับเลี้ยง ‘ลูกบุญธรรม’ เพิ่ม 7 เท่าตัว

18.02.18 | 15:41 น.

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์การขอรับบุตรบุญธรรมของครอบครัวไทยมีมากขึ้นกว่าอดีต จากสถิติของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยรายงานในปี 2559 ทั่วประเทศมีผู้ที่จดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม 9,339 คน เพิ่มขึ้นเกือบ 7  เท่าตัว เมื่อเทียบกับ พ.ศ.2554 ที่มีผู้ขอจดทะเบียนรับจำนวน 1,389 คน  อันดับ 1 ได้แก่กรุงเทพมหานคร 1,224 คน รองลงมาคือชลบุรี 419 คน นครราชสีมา 280 คน เชียงใหม่ 264 คน คาดว่าแนวโน้มอาจมีมากขึ้นจากวัตถุประสงค์แตกต่างกัน เช่น ไม่สามารถมีบุตรได้ หรือมีบุตรยาก ซึ่งผลสำรวจสุขภาพครั้งที่ 5 พ.ศ. 2557 พบประชาชนที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์อายุ 15-59 ปีที่มีคู่สมรส มีปัญหามีบุตรยากร้อยละ 9.8 รวมทั้งอาจรับรองบุตรของญาติพี่น้องมาเป็นบุตรตัวเองหรือต้องการบุตรตามเพศที่ต้องการ โดยก่อนรับบุตรบุญธรรม ทั้งสามีและภรรยาจะต้องผ่านการตรวจสภาพจิตตามกระบวนการทดสอบทางจิตวิทยา เป็นไปตามกฎหมายการรับบุตรบุญธรรม พ.ศ.2522 เพื่อเป็นการคุ้มครองเด็กและเลือกสรรครอบครัวที่เหมาะสมให้กับเด็ก

น.ต.นพ.บุญเรืองกล่าวอีกว่า สำหรับคู่สมรสที่ต้องการรับบุตรบุญธรรมมาเลี้ยง กรมสุขภาพจิตมีคำแนะนำ 7 ประการ เพื่อให้ทั้งเด็กและพ่อแม่บุญธรรมมีความผูกพันเป็นครอบครัวที่อบอุ่น ดังนี้ 1. ควรรับเด็กมาเลี้ยงตั้งแต่อายุไม่เกิน 6 เดือน เนื่องจากการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมหลังคลอดทันที จะทำให้เด็กมีความผูกพันอย่างลึกซึ้งระหว่างเด็กกับพ่อแม่บุญธรรม โดยในช่วงอายุ 4-6 เดือนแรกพ่อแม่บุญธรรมจะเป็นพ่อแม่คู่แรกและคู่เดียวที่เด็กพบและเกิดภาพที่ฝังใจ หากช่วงอายุเด็กเกิน 4-6 เดือนไปแล้วจะเป็นช่วงที่เด็กรู้จักคนแปลกหน้าและกังวลต่อการพลัดพรากสูง 2.ควรให้แพทย์ตรวจร่างกายเด็กอย่างละเอียดและไม่พบความผิดปกติ 3.ตรวจสอบโรคที่สำคัญในเด็กเช่น เชื้อกามโรค (VDRL) การทดสอบภูมิต้านเชื้อวัณโรค (Tuberculin test) เป็นต้น 4.ตรวจสอบภูมิหลังของเด็กพอควรแล้วว่าไม่มีอะไรที่ทำให้เด็กมีความเสี่ยงต่อความผิดปกติ    5.ถ้าเป็นเด็กโต ควรเป็นเด็กที่นับถือศาสนาเดียวกัน 6.ควรเป็นคู่สามีภรรยาที่แต่งงานถูกต้องตามกฎหมาย  เนื่องจากผู้ที่ไม่แต่งงาน อาจทำตัวให้เป็นทั้งบิดาหรือมารดาในเวลาเดียวกันได้ยาก และ 7.ควรมีการบอกความจริงแก่เด็ก

“ช่วงเวลาที่เหมาะสม ควรบอกตั้งแต่เด็กอายุยังน้อยประมาณ 3-4 ขวบ ซึ่งเด็กพอจะสามารถเข้าใจได้บ้าง และควรบอกให้เด็กรู้เป็นระยะๆ เพื่อลดความกังวลและความสับสน เมื่อเด็กโตขึ้นก็จะค่อยๆ เข้าใจมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการดีที่เด็กรู้ความจริงจากปากของพ่อแม่บุญธรรม ดีกว่าฟังจากคนอื่น ซึ่งอาจพูดถึงในแง่ดีหรือไม่ดีก็ได้ การที่เด็กรู้ความจริงภายหลัง จะสร้างความกระทบกระเทือนใจเด็ก ยิ่งไปกว่านั้น การปิดบังความจริงยิ่งทำให้พ่อแม่บุญธรรมต้องกังวลใจเรื่อยๆ ที่กลัวว่าเด็กจะรู้ความจริง ในการบอกความจริงแก่เด็กนั้น พ่อแม่บุญธรรมไม่ควรบอกในขณะที่กำลังมีอารมณ์โกรธหรือมีการพูดย้ำไปย้ำมา เนื่องจากเด็กอาจเกิดความรู้สึกว่าพ่อแม่ไม่ต้องการเขา ประการสำคัญที่สุดในขณะพูดนั้นพ่อแม่จะต้องแสดงออกถึงความรักทั้งท่าทาง น้ำเสียง และคำพูด” อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าว

นพ.ศรุตพันธุ์ จักรพันธุ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ เขตทวีวัฒนา กทม. กล่าวว่า ขณะนี้สถาบันได้จัดทำแนวทางตรวจสภาพจิตตามกระบวนการทดสอบทางจิตวิทยาให้แก่ผู้ขอรับบุตรบุญธรรม ให้โรงพยาบาลจิตเวชในสังกัดกรมสุขภาพจิตทั้ง 13 แห่ง เพื่อให้บริการประชาชนเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศเป็นไปตามพระราชบัญญัติการรับบุตรบุญธรรม พ.ศ.2522 และกฎกระทรวง พ.ศ.2554 ว่าด้วยการสอบคุณสมบัติและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่และความเหมาะสมของผู้ขอรับบุตรบุญธรรม บุคคลผู้มีอำนาจให้ความยินยอมในการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม และเด็กที่จะเป็นบุตรบุญธรรม โดยจัดทีมสหวิชาชีพประกอบด้วย จิตแพทย์ นักจิตวิทยา พยาบาลจิตเวชให้บริการทดสอบตามมาตรฐาน ทั้งในด้านอารมณ์ การจัดการความเครียด การทดสอบสภาพทางจิตและบุคลิกภาพ การทดสอบระบบประสาทหรืออื่นๆ ที่เหมาะสม รวมทั้งประวัติการเจ็บป่วย ประวัติครอบครัว

นพ.ศรุตพันธุ์กล่าวอีกว่า ในปี 2559-2560 มีผู้ขอรับบุตรบุญธรรมตรวจสภาพทางจิตที่สถาบันรวม 287 คน กว่าร้อยละ 98 พบว่าปกติ มีความเหมาะสมในการเป็นผู้อุปการะเด็ก และจากการศึกษาสภาวะสุขภาพจิตและลักษณะบุคลิกภาพของผู้ขอรับบุตรบุญธรรมในรอบ 4-5 ปีมานี้ พบอายุเฉลี่ย 44 ปี โดยรวมทั้งชายและหญิงมีบุคลิกภาพปกติ มีความรับผิดชอบสูง มีความเป็นผู้นำ มีคุณธรรม จิตใจเข้มแข็ง อดทนต่อภาวะกดดันต่างๆ ได้ดี ควบคุมอารมณ์และแสดงออกเหมาะสม ส่วนมากมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับเด็ก โดยเป็นปู่ย่าตายายร้อยละ 25  ลุงกับป้าร้อยละ 17 มีความต้องการอุปการะเลี้ยงดูเด็กร้อยละ 42 และเพื่อให้เป็นบิดามารดาอย่างถูกต้องตามกฎหมายร้อยละ 41 สามารถให้การดูแลส่งเสริมให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ ประชาชนที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถโทรขอรับคำปรึกษาได้ที่หมายเลข 0-2441-6100 และต่อที่คลินิกบุตรบุญธรรม

Advertisement

“ผลของการรับบุตรบุญธรรม ทำให้บุตรบุญธรรมมีฐานะและสิทธิ หน้าที่อย่างเดียวกับบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้รับบุตรบุญธรรม เช่นการใช้นามสกุล การอุปการะเลี้ยงดู การใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ แต่เด็กไม่ได้สูญเสียสิทธิหน้าที่ในครอบครัวเดิมที่ได้ถือกำเนิดมา เพียงแต่บิดามารดาเดิมหมดอำนาจปกครองหากบุตรนั้นเป็นผู้เยาว์”  นพ.ศรุตพันธุ์กล่าว