ปรับแล้ว! ขอเลขอย. เข้มงวดขึ้น ย้ำดาราคนดังรีวิวสินค้า มีใครเชื่อบริโภคจนตาย โทษหนักแน่! (คลิป)

เมื่อวันที่ 30 เมษายน  นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แถลงข่าวความคืบหน้ามาตรการเข้ม อย. ต่อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ว่า ช่วงที่ผ่านมา อย.ได้มีการตรวจพบผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมาย และได้ส่งต่อไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจในการตรวจและจับผลิตภัณฑ์ 2 กลุ่ม คือ ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง คือ เมจิก สกิน และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร คือ ลีน ที่อ้างลดน้ำหนัก โดยในเรื่องของเมจิก สกิน ไม่ใช่แค่ตรวจสอบและจับกุมเท่านั้น แต่ครั้งนี้ ถือเป็นครั้งใหญ่ในการทลายแหล่งเครือข่ายการโฆษณาเกินจริงก็ว่าได้ ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังขยายผลต่อ อย่างไรก็ตาม อย.ไม่เคยนิ่งนอนใจ ได้มีมาตรการต่างๆ โดยเฉพาะกรณีมีดารา คนดัง ที่ออกมารีวิวผลิตภัณฑ์เมจิกสกิน กันจำนวนมาก หลายคนระบุว่า ไม่ทราบ เนื่องจากเห็นแค่ตรา “อย.” คิดว่าถูกกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่ากรณีนี้ ผู้ที่รีวิวสินค้า จะถือว่าเข้าข่ายโฆษณาชวนทันที ซึ่งคนที่รีวิวก็ต้องตรวจสอบ จะบอกว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์คงไม่ได้ เพราะกฎหมายไม่ละเว้น

“การที่ท่านบอกว่า เห็นตรา อย. แล้วคิดว่า ถูกกฎหมาย นั้น จริงๆ แล้วไม่ว่าสินค้าใดๆ มีความเสี่ยงถูกปลอมได้ แต่เราต้องตรวจสอบก่อนจะโฆษณาสินค้า และหากไม่เชื่อมั่น ท่านควรสอบถามมายังช่องทางของ อย. หรือเดินเข้ามาที่ อย.เลยก็ได้ เพื่อให้แน่ใจ ว่า สินค้าตัวนี้รีวิวได้หรือไม่ และการรีวิว หรือโฆษณาควรพูดอะไรให้ไม่ผิดกฎหมาย เข้ามาถามได้เลย เพราะอย่าลืมว่าท่านเป็นคนดัง ก็ต้องตรวจสอบให้ถี่ถ้วน เพรานี่คือชื่อเสียงของท่านด้วย ” เลขาธิการ อย.กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีดาราคนดังรีวิวสินค้าเกินจริง หรือผิดกฎหมาย มีโทษอย่างไร นพ.วันชัย กล่าวว่า เบื้องต้นกรณีดังกล่าว ทั้งผู้ผลิตผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือการโฆษณาเกินจริง เราจะประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดำเนินการข้อมูลเพื่อจัดโทษหนัก โดยเบื้องต้นสำหรับโทษโฆษณาเกินจริง มีโทษปรับตั้งแต่ 5 พันบาทไปจนถึงแสนบาท และจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนไปจนถึง 3 ปี และไม่ใช่แค่กรณีเมจิก สกินเท่านั้น ทุกสินค้า หากพบว่าการหากรีวิวแล้ว สินค้านั้นมีผู้บริโภคใช้สินค้าแล้วอันตรายถึงแก่ชีวิต ดาราหรือใครที่รีวิวก็ต้องรับโทษสูงสุด คือจำคุกด้วย

นพ.วันชัย กล่าวอีกว่า ส่วนที่หลายคนกังวลว่า ระบบในการขึ้นทะเบียนผ่านออนไลน์ หรือที่เรียกว่า e-Submission ซึ่งทางมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเสนอว่า น่าจะยกเลิกนั้น คงยกเลิกไม่ได้  เพราะปัจจุบันทั่วโลกมีการใช้ระบบดิจิทัลกันหมด แต่เราต้องปรับปรุงเพิ่มมาตรการให้เข้มงวดมากกว่า ซึ่งจากการหารือร่วมกันทั้งสภาอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ก็ได้ข้อสรุปดังนี้ ในส่วนเครื่องสำอางนั้น จากนี้ไปจะไม่ใช่แค่รับเอกสารยื่นขอขึ้นทะเบียนเท่านั้น แต่จะมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารอย่างละเอียด และก่อนจะขึ้นทะเบียน ก็จะมีการตรวจสอบไปยังโรงงาน หรือสถานที่ผลิตว่า ผ่านมาตรฐานด้วยหรือไม่ ซึ่งสินค้าเครื่องสำอาง ถือเป็นผลิตภัณฑ์ความเสี่ยงต่ำ ในอดีตไม่ต้องตรวจสถานที่ผลิต แต่จากนี้จะออกประกาศเป็นกฎกระทรวงภายใต้ พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 ในช่วงเดือนมิถุนายน 2561 นี้ ว่า ต้องมีการแจ้งสถานที่ผลิตที่มีการตรวจสอบแล้วด้วย โดยการตรวจนั้นจะเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนไป คาดว่าใช้เวลา 3 เดือนจะตรวจโรงงานผลิตได้หมด  และหลังจากผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางได้รับขึ้นทะเบียน อย.ก็จะมีการตรวจหลังจากนั้นอีก

เลขาธิการ อย. กล่าวว่า  นอกจากนี้ จะมีการสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังร่วมกันให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ทั้งภาคประชาชน สื่อมวลชน หรือเพจบนเฟซบุ๊กต่างๆ ก็สามารถร่วมเป็นหูเป็นตาในการตรวจสอบ และสอดส่องให้กับทาง อย. ซึ่งสามารถแจ้งมาได้ที่สายด่วน อย. 1556  หรือเว็บไซต์ของอย. Oyor.com  หรือแอพพลิเคชั่น อย. Oryor Smart Application หรือส่งอีเมล์มาที่ 1556@fda.moph.go.th  รวมไปถึงช่องทางไลน์แอบพลิเคชั่น FDAthai  หรือมาที่สำนักงานฯได้ด้วยตนเอง และที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด

“ไม่อยากให้ทุกคนคิดว่า ต่อจากนี้จะเชื่อ อย.ได้หรือไม่ ขอรับรองว่า เชื่อได้แน่นอน เนื่องจากแบนด์ อย. ได้รับความเชื่อถือมานาน ประเทศรอบข้างยังเชื่อถือ แต่ระยะหลังเศรษฐกิจขยายตัว และมีผู้ประกอบการที่ไม่สุจริตอาศัยตรา อย.ไปหลอกลวง ก็ต้องอาศัยช่องทางนี้ในการช่วยกัน หากพบก็แจ้งเข้ามา และจะดำเนินการทางกฎหมายทันที และในอนาคตจะร่วมกับทางสภาอุตสาหกรรมในการทำให้ตรา อย. ปลอมยากยิ่งขึ้น แต่จะทำอย่างไรคงยังตอบไม่ได้ และเราได้ประสานกับทางคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติหรือ กสทช. เกี่ยวกับการโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ ช่องทางทั้งหลาย วิทยุ ทีวี  ซึ่งทางกสทช.จะอำนวยความสะดวกให้อย.เข้าไปตรวจสอบทุกชิ้น หากไม่เหมาะสมจะระงับทันที  ” เลขาฯ กล่าว

นพ.พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ รองเลขาธิการ อย. กล่าวว่า  สำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ยี่ห้อ ลีน เดิมอย. เคยออกประกาศไปแล้วเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยแจ้งเตือนว่า มีล็อตไหนบ้างของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวที่พบสารอันตราย ห้ามใช้ ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ฉลากระบุ ลีนเอฟเอส ทรี Lyn FS-Three ชนิดกล่องละ 10 แคปซูล เลขสารพบอาหาร 13-1-05459-5-0017 ซึ่งพบสารบิซาโคดิล และฉลากระบุ ลีน บล็อก เบิร์น เบรก บิลด์ Lyn Block Burn Brake Build ขนาดบรรจุกล่องละ 10 แคปซูล เลขสารพบอาหาร 13-1-05459-5-0006 ผลตรวจพบไซบูทรามีน  ซึ่งล่าสุดพบชายอายุ 47 ปีเสียชีวิตที่จ.ปทุมธานี โดยพี่สาวระบุว่าผู้ตายไม่มีโรคประจำตัว แต่ที่ผ่านมาได้กินยาลดความอ้าวนมา 2 เดือน เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่า เป็นล็อตเดียวกันกับที่เคยประกาศไว้ แต่ผลตรวจต้องรอการพิสูจน์ยืนยันอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ณ  ขณะนี้ขอให้ประชาชนระวัง และอย่าไปรับประทานผลิตภัณฑ์ดังกล่าว และขอย้ำว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่มีสรรพคุณใดๆตามที่รีวิว  ยิ่งลดน้ำหนักยิ่งไม่ใช่

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารลีน ที่ผู้ชายกินเข้าไปจนเสียชีวิตนั้น เป็นล็อตเดียวกันหรือไม่ และเก็บหมดในท้องตลาดแล้วหรือยัง นพ.พูลลาภ กล่าวว่า เป็นล็อตเดียวกัน แต่ในท้องตลาด มีจำนวนมากแค่ไหน ผู้ผลิตที่กระทำผิดกฎหมาย ไม่ได้บอกชัดเจน แต่ขณะนี้ก็พยายามแจ้งทางเครือข่ายในการเก็บออกให้หมด แต่สิ่งสำคัญขอเตือนประชาชนต้องระมัดระวัง และอย่ารับประทานผลิตภัณฑ์เหล่านี้ หรือไม่มั่นใจ พบผลิตภัณฑ์ยี่ห้อนี้ให้แจ้งมาที่ อย.ทันที เพื่อเราจะส่งทีมลงไปจัดเก็บ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘ยูเอ็นเอสซี’ ลงพื้นที่ค่ายผู้ลี้ภัยคุยโรฮีนจา กร้าวพร้อมทำงานหนักช่วยกลับพม่า
บทความถัดไป‘หมอธี’ส่งป.ป.ช.-ปปง.-สตง.สอบโกงโมเน็ตพร้อมตั้งกก.สอบวินัยร้ายแรงซี 8 ศธ. 2 ราย